หลักคำสอนและพันธสัญญา 88
    Footnotes

    ภาค ๘๘

    การเปิดเผยที่ประทานผ่านโจเซฟ สมิธ ศาสดาพยากรณ์ ที่เคิร์ทแลนด์, รัฐโอไฮโอ, วันที่ ๒๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๓๒ (History of the Church, 1:302–312). ท่านศาสดาพยากรณ์ระบุการเปิดเผยนี้ว่าเป็น “ใบมะกอก … เด็ดมาจากต้นไม้แห่งเมืองบรมสุขเกษม, ข่าวสารแห่งสันติสุขของพระเจ้าแก่เรา” (History of the Church, 1:316). จากบันทึกทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ส่วนต่าง ๆ ของการเปิดเผยนี้ได้รับเมื่อวันที่ ๒๗ และ ๒๘ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๓๒, และวันที่ ๓ มกราคม ค.ศ. ๑๘๓๓.

    ๑–๕, วิสุทธิชนที่ซื่อสัตย์ได้รับพระผู้ปลอบโยนองค์นั้น, ซึ่งเป็นคำสัญญาของชีวิตนิรันดร์; ๖–๑๓, แสงสว่างของพระคริสต์ควบคุมและปกครองสิ่งทั้งปวง; ๑๔–๑๖, การฟื้นคืนชีวิตเกิดขึ้นโดยผ่านการไถ่; ๑๗–๓๑, การเชื่อฟังกฎซีเลสเชียล, เทอร์เรสเตรียล, หรือทีเลสเชียล เตรียมมนุษย์สำหรับอาณาจักรและรัศมีภาพเหล่านั้นตามลำดับ; ๓๒–๓๕, คนเหล่านั้นที่ประสงค์จะอยู่ในบาปก็ยังคงสกปรกอยู่; ๓๖–๔๑, อาณาจักรทั้งปวงปกครองด้วยกฎ; ๔๒–๔๕, พระผู้เป็นเจ้าประทานกฎสำหรับสิ่งทั้งปวง; ๔๖–๕๐, มนุษย์จะเข้าใจแม้พระผู้เป็นเจ้า; ๕๑–๖๑, คำอุปมาเรื่องชายที่ส่งผู้รับใช้ของเขาไปในทุ่งและเยือนพวกเขาทีละคน; ๖๒–๗๓, จงเข้าใกล้พระเจ้า, และท่านจะเห็นพระพักตร์พระองค์; ๗๔–๘๐, จงชำระตนให้บริสุทธิ์และสอนหลักคำสอนแห่งอาณาจักรให้แก่กัน; ๘๑–๘๕, มนุษย์ทุกคนที่ได้รับการเตือนควรเตือนเพื่อนบ้านของตน; ๘๖–๙๔, เครื่องหมาย, ความปั่นป่วนของบรรดาธาตุต่าง ๆ, และเหล่าเทพเตรียมมรรคารับการเสด็จมาของพระเจ้า; ๙๕–๑๐๒, แตรของเทพเป่าเรียกคนตายตามลำดับของพวกเขา; ๑๐๓–๑๑๖, แตรของเทพประกาศการฟื้นฟูพระกิตติคุณ, การล่มสลายของบาบิโลน, และการรบของพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่; ๑๑๗–๑๒๖, จงแสวงหาการเรียนรู้, จงสถาปนาพระนิเวศน์ของพระผู้เป็นเจ้า (พระวิหาร), และห่อหุ้มตนเองด้วยพันธะแห่งจิตกุศล; ๑๒๗–๑๔๑, อธิบายถึงระบบของโรงเรียนศาสดาพยากรณ์, รวมทั้งศาสนพิธีล้างเท้า.

    ตามจริงแล้ว, พระเจ้าตรัสดังนี้แก่เจ้าผู้มาร่วมชุมนุมกันเพื่อรับพระประสงค์ของพระองค์เกี่ยวกับเจ้า :

    ดูเถิด, นี่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าของเจ้า, และเทพทั้งหลายชื่นชมยินดีในตัวเจ้า; การทำทานแห่งการสวดอ้อนวอนของเจ้าขึ้นมาถึงพระกรรณของพระเจ้าแห่งซาบาโอธ, และได้รับการบันทึกไว้ในหนังสือรายชื่อของผู้ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์, แม้คนเหล่านั้นของโลกซีเลสเชียล.

    ดังนั้น, บัดนี้เราจึงส่งพระผู้ปลอบโยนอีกองค์หนึ่งมาให้เจ้า, แม้ให้เจ้าเพื่อนทั้งหลายของเรา, เพื่อพระองค์จะสถิตในใจเจ้า, แม้พระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์แห่งคำสัญญา; ซึ่งพระผู้ปลอบโยนอีกองค์หนึ่งคือองค์นั้นที่เราสัญญากับสานุศิษย์ของเราไว้, ดังมีบันทึกอยู่ในประจักษ์พยานของยอห์น.

    พระผู้ปลอบโยนองค์นี้คือคำสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ซึ่งเราให้แก่เจ้า, แม้รัศมีภาพของอาณาจักรซีเลสเชียล;

    ซึ่งรัศมีภาพนั้นคือรัศมีภาพของศาสนจักรของพระบุตรหัวปี, แม้ของพระผู้เป็นเจ้า, ผู้ทรงศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเหนือสิ่งทั้งปวง, โดยผ่านพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์—

    พระองค์ผู้เสด็จขึ้นสูง, ดังที่พระองค์เสด็จลงต่ำกว่าสิ่งทั้งปวงด้วย, ในการนั้นพระองค์ทรงเข้าพระทัยสิ่งทั้งปวง, เพื่อพระองค์จะได้อยู่ในสิ่งทั้งปวงและผ่านสิ่งทั้งปวง, แสงสว่างแห่งความจริง;

    ซึ่งความจริงนี้ส่องสว่าง. นี่คือแสงสว่างของพระคริสต์. ดังที่พระองค์ทรงอยู่ในดวงอาทิตย์ด้วย, และทรงเป็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์, และพลังของมันซึ่งโดยพลังนั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงรังสรรค์ดวงอาทิตย์.

    ดังที่พระองค์ทรงอยู่ในดวงจันทร์ด้วย, และทรงเป็นแสงสว่างของดวงจันทร์, และพลังของมันซึ่งโดยพลังนั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงรังสรรค์ดวงจันทร์;

    ดังแสงสว่างของดวงดาวด้วย, และพลังของมันซึ่งโดยพลังนั้นพระผู้เป็นเจ้าทรงรังสรรค์ดวงดาว;

    ๑๐ และแผ่นดินโลกด้วย, และพลังของมัน, แม้แผ่นดินโลกซึ่งบนนั้นเจ้ายืนอยู่.

    ๑๑ และแสงสว่างซึ่งฉายส่อง, ซึ่งให้ความสว่างเจ้า, มาโดยผ่านพระองค์ผู้ทำให้ดวงตาของเจ้าสว่าง, ซึ่งเป็นความสว่างเดียวกันที่ชุบชีวิตให้แก่ความเข้าใจของเจ้า;

    ๑๒ ซึ่งแสงสว่างนั้นฉายส่องออกมาจากที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเติมเต็มความกว้างใหญ่ไพศาลของที่ว่าง—

    ๑๓ แสงสว่างซึ่งอยู่ในสิ่งทั้งปวง, ซึ่งให้ชีวิตแก่สิ่งทั้งปวง, ซึ่งเป็นกฎที่โดยกฎนั้นสิ่งทั้งปวงถูกปกครอง, แม้เดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าผู้ประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ของพระองค์, ผู้ประทับอยู่ในอ้อมอกของนิรันดร, ผู้ประทับอยู่ท่ามกลางสิ่งทั้งปวง.

    ๑๔ บัดนี้, ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, ว่าโดยผ่านการไถ่ซึ่งกระทำไว้เพื่อเจ้า ทำให้เกิดการฟื้นคืนชีวิตจากบรรดาคนตาย.

    ๑๕ และวิญญาณกับร่างกายเป็นจิตวิญญาณของมนุษย์.

    ๑๖ และการฟื้นคืนชีวิตจากบรรดาคนตายคือการไถ่จิตวิญญาณ.

    ๑๗ และการไถ่จิตวิญญาณเกิดขึ้นโดยผ่านพระองค์ผู้ทรงชุบชีวิตให้สิ่งทั้งปวง, ซึ่งในพระอุระของพระองค์ประกาศิตว่าคนจนและคนอ่อนโยนของแผ่นดินโลกจะสืบทอดแผ่นดินโลกเป็นมรดก.

    ๑๘ ฉะนั้น, จึงจำเป็นต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์จากความไม่ชอบธรรมทั้งมวล, เพื่อจะพร้อมรับรัศมีภาพซีเลสเชียล;

    ๑๙ เพราะหลังจากทำให้จุดประสงค์ของการสร้างเกิดสัมฤทธิผลแล้ว, ก็จะได้รับการสวมมงกุฎด้วยรัศมีภาพ, แม้ด้วยพระสิริของพระผู้เป็นเจ้าพระบิดา;

    ๒๐ เพื่อร่างกายผู้เป็นของอาณาจักรซีเลสเชียลจะครอบครองตลอดกาลและตลอดไป; เพราะ, เพื่อเจตนานี้จึงรังสรรค์และสร้างขึ้นมา, และเพื่อเจตนานี้พวกเขาจึงได้รับการชำระให้บริสุทธิ์.

    ๒๑ และคนเหล่านั้นที่ไม่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยผ่านกฎซึ่งเราให้แก่เจ้า, แม้กฎของพระคริสต์, ต้องสืบทอดอาณาจักรอื่นเป็นมรดก, แม้อาณาจักรซึ่งเป็นอาณาจักรเทอร์เรสเตรียล, หรืออาณาจักรซึ่งเป็นอาณาจักรทีเลสเชียล.

    ๒๒ เพราะคนที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎของอาณาจักรซีเลสเชียลก็ทนรัศมีภาพซีเลสเชียลไม่ได้.

    ๒๓ และคนที่ปฏิบัติตามกฎของอาณาจักรเทอร์เรสเตรียลไม่ได้ก็ทนรัศมีภาพเทอร์เรสเตรียลไม่ได้.

    ๒๔ และคนที่ปฏิบัติตามกฎของอาณาจักรทีเลสเชียลไม่ได้ก็ทนรัศมีภาพทีเลสเชียลไม่ได้; ฉะนั้นเขาจึงไม่คู่ควรกับอาณาจักรแห่งรัศมีภาพ. ฉะนั้นเขาต้องทนกับอาณาจักรซึ่งมิใช่อาณาจักรแห่งรัศมีภาพ.

    ๒๕ และอนึ่ง, ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, แผ่นดินโลกปฏิบัติตามกฎของอาณาจักรซีเลสเชียล, เพราะทำให้จุดประสงค์ของการสร้างเกิดสัมฤทธิผล, และหาละเมิดกฎไม่—

    ๒๖ ดังนั้น, จึงจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์; แท้จริงแล้ว, แม้ว่ามันจะตาย, ก็จะถูกชุบชีวิตอีกครั้ง, และจะทนรับเดชานุภาพนั้นได้ซึ่งโดยเดชานุภาพนั้นมันได้รับการชุบชีวิต, และคนชอบธรรมจะสืบทอดสิ่งนี้เป็นมรดก.

    ๒๗ เพราะแม้ว่าพวกเขาตาย, พวกเขาจะลุกขึ้นอีกครั้งเช่นกัน, ร่างกายฝ่ายวิญญาณ.

    ๒๘ คนเหล่านั้นที่มีวิญญาณซีเลสเชียลจะได้รับร่างกายเดียวกันซึ่งเคยเป็นร่างกายฝ่ายธรรมชาติ; แม้เจ้าก็จะได้รับร่างกายของเจ้า, และรัศมีภาพของเจ้าจะเป็นรัศมีภาพนั้นซึ่งโดยรัศมีภาพนั้นร่างกายเจ้าได้รับการชุบชีวิต.

    ๒๙ เจ้าผู้ได้รับการชุบชีวิตโดยส่วนหนึ่งของรัศมีภาพซีเลสเชียล เมื่อนั้นจะได้รับอย่างเดียวกัน, แม้ความสมบูรณ์.

    ๓๐ และคนเหล่านั้นที่ได้รับการชุบชีวิตโดยส่วนหนึ่งของรัศมีภาพเทอร์เรสเตรียล เมื่อนั้นจะได้รับอย่างเดียวกัน, แม้ความสมบูรณ์.

    ๓๑ และคนเหล่านั้นที่ได้รับการชุบชีวิตโดยส่วนหนึ่งของรัศมีภาพทีเลสเชียลด้วย เมื่อนั้นจะได้รับอย่างเดียวกัน, แม้ความสมบูรณ์.

    ๓๒ และคนเหล่านั้นที่เหลืออยู่จะได้รับการชุบชีวิตด้วย; กระนั้นก็ตาม, พวกเขาจะกลับมาสถานที่เดิมของพวกเขาเองอีกครั้ง, เพื่อยินดีกับสิ่งซึ่งพวกเขาเต็มใจจะรับ, เพราะพวกเขาไม่ได้เต็มใจจะยินดีกับสิ่งซึ่งพวกเขามีโอกาสได้รับ.

    ๓๓ เพราะมนุษย์จะได้ประโยชน์อะไรเล่าหากของประทานประสาทให้แก่เขา, และเขาหารับของประทานนั้นไม่ ? ดูเถิด, เขาหาชื่นชมยินดีไม่ในสิ่งซึ่งให้แก่เขา, ทั้งไม่ชื่นชมยินดีในผู้ที่เป็นคนให้ของประทานนั้น.

    ๓๔ และอนึ่ง, ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, ว่าสิ่งซึ่งปกครองโดยกฎก็ได้รับการปกปักรักษาโดยกฎด้วยและทำให้ดีพร้อมและชำระให้บริสุทธิ์โดยกฎเดียวกันนั้น.

    ๓๕ สิ่งซึ่งฝ่าฝืนกฎ, และหาปฏิบัติตามกฎไม่, แต่หมายมั่นจะเป็นกฎสำหรับตนเอง, และเต็มใจอยู่ในบาป, และทั้งหมดอยู่ในบาป, จะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยกฎไม่ได้, ทั้งโดยความเมตตาก็ไม่ได้, ทั้งโดยความยุติธรรม, หรือการพิพากษาก็ไม่ได้. ฉะนั้น, พวกเขายังต้องสกปรกอยู่.

    ๓๖ อาณาจักรทั้งปวงมีกฎให้ไว้;

    ๓๗ และมีหลายอาณาจักร; เพราะไม่มีที่ว่าง ซึ่งในนั้นไม่มีอาณาจักร; และไม่มีอาณาจักรซึ่งในนั้น ไม่มีที่ว่าง, ไม่ว่าอาณาจักรสูงส่งกว่าหรือต่ำต้อยกว่า.

    ๓๘ และแก่ทุกอาณาจักรมีกฎให้ไว้; และแก่ทุกกฎมีขอบเขตบางประการด้วยและเงื่อนไข.

    ๓๙ สัตภาวะทั้งปวงที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านั้นมิได้พ้นผิด.

    ๔๐ เพราะความรู้แจ้งแนบสนิทกับความรู้แจ้ง; ปัญญายอมรับปัญญา; ความจริงน้อมรับความจริง; คุณธรรมรักคุณธรรม; ความสว่างแนบสนิทกับความสว่าง; ความเมตตามีความสงสารต่อความเมตตาและอ้างสิทธิ์ในคนของนางเอง; ความยุติธรรมดำเนินต่อไปตามวิถีของมันและอ้างสิทธิ์ในคนของมันเอง; การพิพากษาดำเนินไปต่อพระพักตร์พระองค์ผู้ประทับบนพระราชบัลลังก์และทรงปกครองและทรงดำเนินการสิ่งทั้งปวง.

    ๔๑ พระองค์เข้าพระทัยสิ่งทั้งปวง, และสิ่งทั้งปวงอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์, และสิ่งทั้งปวงอยู่รายรอบพระองค์; และพระองค์ทรงอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง, และในสิ่งทั้งปวง, ทรงผ่านทะลุสิ่งทั้งปวง, และทรงอยู่รายรอบสิ่งทั้งปวง; และสิ่งทั้งปวงดำรงอยู่โดยพระองค์, และมาจากพระองค์, แม้พระผู้เป็นเจ้า, ตลอดกาลและตลอดไป.

    ๔๒ และอนึ่ง, ตามจริงแล้ว เรากล่าวแก่เจ้า, พระองค์ประทานกฎไว้แก่สิ่งทั้งปวง, ซึ่งโดยกฎนั้นสิ่งเหล่านี้เคลื่อนไหวในเวลาของมันและฤดูกาลของมัน;

    ๔๓ และวิถีของสิ่งเหล่านี้กำหนดไว้แน่นอน, แม้วิถีของฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก, ซึ่งรวมถึงแผ่นดินโลกและดาวพระเคราะห์ทั้งหมด.

    ๔๔ และสิ่งเหล่านี้ให้ความสว่างแก่กันในเวลาของมันและในฤดูกาลของมัน, ในนาทีของมัน, ในโมงของมัน, ในวันของมัน, ในสัปดาห์ของมัน, ในเดือนของมัน, ในปีของมัน—สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้คือหนึ่งปีสำหรับพระผู้เป็นเจ้า, แต่มิใช่สำหรับมนุษย์.

    ๔๕ แผ่นดินโลกหมุนไปบนปีกของนาง, และดวงอาทิตย์ให้ความสว่างของเขาในเวลากลางวัน, และดวงจันทร์ให้ความสว่างของนางในเวลากลางคืน, และดวงดาวให้ความสว่างของพวกเขาด้วย, เมื่อพวกเขาหมุนไปบนปีกของตนในรัศมีภาพของตน, ท่ามกลางเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า.

    ๔๖ เราจะเปรียบอาณาจักรเหล่านี้กับสิ่งใดเล่า, เพื่อเจ้าจะเข้าใจ ?

    ๔๗ ดูเถิด, สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้เป็นอาณาจักร, และมนุษย์คนใดที่เห็นส่วนใดหรือส่วนที่น้อยที่สุดของสิ่งเหล่านี้ก็เห็นพระผู้เป็นเจ้าทรงเคลื่อนไหวในพระบารมีและเดชานุภาพของพระองค์.

    ๔๘ เรากล่าวแก่เจ้า, เขาเห็นพระองค์; กระนั้นก็ตาม, พระองค์ผู้เสด็จมาหาคนของพระองค์มิได้เป็นที่ยอมรับ.

    ๔๙ แสงสว่างส่องในความมืด, และความมืดหาเข้าใจไม่; กระนั้นก็ตาม, วันนั้นจะมาถึงเมื่อเจ้าจะเข้าใจแม้พระผู้เป็นเจ้า, โดยได้รับการชุบชีวิตผ่านพระองค์และโดยพระองค์.

    ๕๐ เมื่อนั้นเจ้าจะรู้ว่าเจ้าเคยเห็นเรา, ว่าเราดำรงอยู่, และว่าเราคือความสว่างที่แท้จริงซึ่งอยู่ในเจ้า, และว่าเจ้าอยู่ในเรา; มิฉะนั้นเจ้าจะรุ่งเรืองไม่ได้.

    ๕๑ ดูเถิด, เราจะเปรียบอาณาจักรเหล่านี้กับชายคนหนึ่งที่มีทุ่ง, และเขาส่งบรรดาผู้รับใช้ของเขาออกไปในทุ่งเพื่อขุดดินในทุ่ง.

    ๕๒ และเขากล่าวแก่คนแรก : เจ้าจงไปทำงานในทุ่ง, และในโมงแรกเราจะมาหาเจ้า, และเจ้าจะเห็นปีติแห่งสีหน้าเรา.

    ๕๓ และเขากล่าวแก่คนที่สอง : เจ้าจงไปในทุ่งด้วย, และในโมงที่สองเราจะมาเยือนเจ้าด้วยปีติแห่งสีหน้าเรา.

    ๕๔ และแก่คนที่สามด้วย, โดยกล่าวว่า : เราจะมาเยือนเจ้า;

    ๕๕ และแก่คนที่สี่, และต่อ ๆ ไปจนถึงคนที่สิบสอง.

    ๕๖ และนายของทุ่งไปหาคนแรกในโมงแรก, และยังอยู่กับเขาตลอดทั้งโมงนั้น, และเขาได้รับความยินดีด้วยความสว่างแห่งสีหน้าของนายเขา.

    ๕๗ และจากนั้นเขาจึงไปจากคนแรกเพื่อเขาจะได้มาเยือนคนที่สองด้วย, และคนที่สาม, และคนที่สี่, และต่อ ๆ ไปจนถึงคนที่สิบสอง.

    ๕๘ และดังนั้น คนเหล่านั้นทั้งปวงจึงได้รับความสว่างแห่งสีหน้าของนายพวกเขา, ทุกคนในโมงของเขา, และในเวลาของเขา, และในฤดูกาลของเขา—

    ๕๙ โดยเริ่มที่คนแรก, และต่อ ๆ ไปจนถึงคนสุดท้าย, และจากคนสุดท้ายจนถึงคนแรก, และจากคนแรกจนถึงคนสุดท้าย;

    ๖๐ ทุกคนตามลำดับของเขาเอง, จนโมงของเขาสิ้นสุด, แม้ตามที่นายของเขาบัญชาเขาไว้, เพื่อนายของเขาจะได้มีบารมีโดยผ่านเขา, และเขาโดยผ่านนายของเขา, เพื่อคนเหล่านั้นทั้งปวงจะได้มีบารมี.

    ๖๑ ฉะนั้น, เราจะเปรียบอาณาจักรทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้กับคำอุปมาเรื่องนี้, และผู้อยู่อาศัยในนั้น—ทุกอาณาจักรในโมงของมัน, และในเวลาของมัน, และในฤดูกาลของมัน, แม้ตามประกาศิตซึ่งพระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดไว้.

    ๖๒ และอนึ่ง, ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, เพื่อนของเรา, เราฝากคำกล่าวเหล่านี้ไว้กับเจ้าให้ไตร่ตรองในใจเจ้า, ด้วยบัญญัตินี้ซึ่งเราให้แก่เจ้า, ว่าเจ้าจะเรียกหาเราเมื่อเราอยู่ใกล้—

    ๖๓ จงเข้ามาอยู่ใกล้เราและเราจะเข้ามาอยู่ใกล้เจ้า; จงแสวงหาเราอย่างขยันหมั่นเพียรและเจ้าจะได้พบเรา; ขอ, และเจ้าจะได้รับ; เคาะ, และจะเปิดมันให้เจ้า.

    ๖๔ สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทูลขอพระบิดาในนามของเรา จะให้แก่เจ้า, ที่สมควรสำหรับเจ้า;

    ๖๕ และหากเจ้าทูลขอสิ่งใดที่ไม่บังควรสำหรับเจ้า, สิ่งนั้นจะกลับกลายเป็นการกล่าวโทษของเจ้า.

    ๖๖ ดูเถิด, สิ่งที่เจ้าได้ยินเป็นดังเสียงของคนป่าวร้องอยู่ในแดนทุรกันดาร—ในแดนทุรกันดาร, เพราะเจ้าจะเห็นเขาไม่ได้—เสียงของเรา, เพราะเสียงของเราคือพระวิญญาณ; พระวิญญาณของเราคือความจริง; ความจริงยังคงอยู่และไม่มีที่สิ้นสุด; และหากสิ่งนั้นอยู่กับเจ้าสิ่งนั้นจะท่วมท้น.

    ๖๗ และหากดวงตาของเจ้าเห็นแก่รัศมีภาพของเราอย่างเดียว, ทั่วร่างของเจ้าจะเต็มไปด้วยแสงสว่าง, และจะไม่มีความมืดในเจ้า; และร่างนั้นซึ่งเต็มไปด้วยแสงสว่างเข้าใจสิ่งทั้งปวง.

    ๖๘ ฉะนั้น, จงชำระตนเองให้บริสุทธิ์เพื่อให้ความคิดของเจ้าเห็นแก่พระผู้เป็นเจ้าอย่างเดียว, และวันเวลาจะมาถึงเมื่อเจ้าจะเห็นพระองค์; เพราะพระองค์จะทรงเปิดผ้าคลุมพระพักตร์พระองค์แก่เจ้า, และจะเป็นในเวลาของพระองค์เอง, และในวิธีการของพระองค์เอง, และตามพระประสงค์ของพระองค์เอง.

    ๖๙ จงระลึกถึงสัญญาสุดท้ายและสำคัญยิ่งซึ่งเราทำไว้กับเจ้า; จงสลัดความนึกคิดไร้สาระของเจ้าและการสรวลเสเฮฮาที่มากเกินไปของเจ้าให้ไกลจากเจ้า.

    ๗๐ เจ้าจงคอยอยู่, เจ้าจงคอยอยู่ในสถานที่แห่งนี้, และจงเรียกให้มีการชุมนุมศักดิ์สิทธิ์, แม้การชุมนุมของคนเหล่านั้นที่เป็นคนงานพวกแรกในอาณาจักรสุดท้ายนี้.

    ๗๑ และให้คนเหล่านั้นที่พวกเขาเตือนในการเดินทางของพวกเขาเรียกหาพระเจ้า, และไตร่ตรองถึงการเตือนในใจพวกเขาซึ่งพวกเขาได้รับ, ชั่วระยะเวลาไม่นาน.

    ๗๒ ดูเถิด, และดูสิ, เราจะดูแลฝูงแกะของเจ้า, และจะยกเอ็ลเดอร์ขึ้นและส่งไปให้พวกเขา.

    ๗๓ ดูเถิด, เราจะเร่งงานของเราเมื่อถึงเวลา.

    ๗๔ และเราให้แก่เจ้า, ผู้เป็นคนงานพวกแรกในอาณาจักรสุดท้ายนี้, บัญญัติข้อหนึ่งว่าเจ้าจงร่วมชุมนุมกัน, และวางระเบียบตนเอง, และเตรียมตัว, และชำระตนเองให้บริสุทธิ์; แท้จริงแล้ว, ทำให้ใจของเจ้าบริสุทธิ์, และชำระมือเจ้าและเท้าเจ้าให้สะอาดต่อหน้าเรา, เพื่อเราจะทำให้เจ้าสะอาด;

    ๗๕ เพื่อเราจะเป็นพยานต่อพระบิดาของเจ้า, และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า, และพระผู้เป็นเจ้าของเรา, ว่าเจ้าสะอาดจากเลือดของคนรุ่นที่ชั่วร้ายนี้; เพื่อเราจะทำให้สัญญานี้เกิดสัมฤทธิผล, สัญญาสุดท้ายและสำคัญยิ่งนี้, ซึ่งเราทำไว้กับเจ้า, เมื่อเราประสงค์.

    ๗๖ นอกจากนี้, เราให้บัญญัติข้อหนึ่งแก่เจ้าว่าเจ้าจะสวดอ้อนวอนและอดอาหารต่อไปนับแต่เวลานี้.

    ๗๗ และเราให้บัญญัติข้อหนึ่งแก่เจ้าว่าเจ้าจะสอนหลักคำสอนของอาณาจักรให้กัน.

    ๗๘ เจ้าจงสอนอย่างขยันหมั่นเพียรและพระคุณของเราจะอยู่กับเจ้า, เพื่อเจ้าจะได้รับการแนะนำอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทฤษฎี, ในหลักธรรม, ในหลักคำสอน, ในกฎแห่งพระกิตติคุณ, ในเรื่องทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า, อันเป็นการสมควรที่เจ้าจะเข้าใจ;

    ๗๙ เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ทั้งในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก, และใต้แผ่นดินโลก; สิ่งที่เป็นมา, สิ่งที่เป็นอยู่, สิ่งที่ต้องบังเกิดในไม่ช้า; สิ่งซึ่งอยู่ที่บ้าน, สิ่งซึ่งอยู่ต่างแดน; สงครามและความยุ่งเหยิงของประชาชาติทั้งหลาย, และการพิพากษาซึ่งมีอยู่บนแผ่นดิน; และความรู้เรื่องประเทศต่าง ๆ และเรื่องอาณาจักรต่าง ๆ ด้วย—

    ๘๐ เพื่อเจ้าจะพร้อมในสิ่งทั้งปวงเมื่อเราจะส่งเจ้าไปอีกเพื่อขยายการเรียกซึ่งในการเรียกนั้นเราเรียกเจ้า, และพันธกิจนั้นซึ่งเรามอบหมายเจ้า.

    ๘๑ ดูเถิด, เราส่งเจ้าออกไปเป็นพยานและเตือนผู้คน, และจำเป็นที่ทุกคนซึ่งได้รับการเตือนจะเตือนเพื่อนบ้านของตน.

    ๘๒ ฉะนั้น, พวกเขาจึงตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีข้ออ้าง, และบาปของพวกเขาอยู่บนศีรษะของพวกเขาเอง.

    ๘๓ คนที่แสวงหาเราแต่แรกจะพบเรา, และจะไม่ถูกทอดทิ้ง.

    ๘๔ ฉะนั้น, เจ้าจงยังอยู่ที่นั่น, และทำงานอย่างขยันหมั่นเพียร, เพื่อเจ้าจะดีพร้อมในการปฏิบัติศาสนกิจของเจ้าที่จะออกไปในบรรดาคนต่างชาติเป็นครั้งสุดท้าย, มากเท่าที่พระโอษฐ์ของพระเจ้าจะทรงเอ่ยชื่อ, ที่จะผูกมัดกฎและผนึกประจักษ์พยาน, และเตรียมวิสุทธิชนไว้รับโมงแห่งการพิพากษาซึ่งจะมาถึง;

    ๘๕ เพื่อจิตวิญญาณพวกเขาจะหนีพ้นพระพิโรธของพระผู้เป็นเจ้า, หายนะแห่งความน่าชิงชังซึ่งรอคอยคนชั่วร้าย, ทั้งในโลกนี้และในโลกที่จะมาถึง. ตามจริงแล้ว, เรากล่าวแก่เจ้า, ให้คนเหล่านั้นผู้ที่มิใช่เอ็ลเดอร์พวกแรกดำเนินต่อไปในสวนองุ่นจนกว่าพระโอษฐ์ของพระเจ้าจะทรงเรียกพวกเขา, เพราะยังไม่ถึงเวลาของพวกเขา; อาภรณ์ของพวกเขาไม่สะอาดจากเลือดของคนรุ่นนี้.

    ๘๖ เจ้าจงดำรงอยู่ในเสรีภาพซึ่งด้วยเสรีภาพนั้นทำให้เจ้าเป็นอิสระ; อย่าให้ตนเองพัวพันในบาป, แต่ให้มือเจ้าสะอาด, จนกว่าพระเจ้าเสด็จมา.

    ๘๗ เพราะอีกไม่กี่วันจากนี้ไปและแผ่นดินโลกจะสั่นไหวและเหวี่ยงไปมาดุจคนเมา; และดวงอาทิตย์จะซ่อนหน้าของเขา, และจะไม่ยอมส่องสว่าง; และดวงจันทร์จะอาบอยู่ในเลือด; และดวงดาวจะเกรี้ยวโกรธนัก, และจะโยนตัวลงมาดังลูกมะเดื่อที่ร่วงหล่นจากต้นมะเดื่อ.

    ๘๘ และหลังจากประจักษ์พยานของเจ้าความพิโรธและความเคืองแค้นก็จะมาบนผู้คน.

    ๘๙ เพราะหลังจากประจักษ์พยานของเจ้า ประจักษ์พยานของแผ่นดินไหวก็จะตามมา, ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงครวญคราง ณ ใจกลางของนาง, และมนุษย์จะล้มลงสู่พื้นดินและจะไม่สามารถยืนได้.

    ๙๐ และประจักษ์พยานของเสียงฟ้าคำรนคำรามก็ตามมาด้วย, และเสียงสายฟ้าฟาด, และเสียงพายุฝนฟ้าคะนอง, และเสียงคลื่นแห่งทะเลโหมกระหน่ำถั่งโถมขึ้นเหนือฝั่งของมัน.

    ๙๑ และสิ่งทั้งปวงจะอยู่ในความโกลาหล; และแน่นอน, ใจมนุษย์จะท้อแท้; เพราะความกลัวจะมาสู่ผู้คนทั้งปวง.

    ๙๒ และเทพทั้งหลายจะเหาะผ่านท่ามกลางฟ้าสวรรค์, โดยป่าวร้องด้วยเสียงดัง, เป่าแตรของพระผู้เป็นเจ้า, โดยกล่าวว่า : ท่านจงเตรียม, ท่านจงเตรียม, โอ้ผู้อยู่อาศัยของแผ่นดินโลก; เพราะการพิพากษาของพระผู้เป็นเจ้าของเรามาถึงแล้ว. ดูเถิด, และดูสิ, เจ้าบ่าวเสด็จมา; ท่านจงออกไปเฝ้าพระองค์.

    ๙๓ และในทันทีจะปรากฏเครื่องหมายสำคัญยิ่งในฟ้าสวรรค์, และผู้คนทั้งปวงจะเห็นมันพร้อมกัน.

    ๙๔ และเทพอีกองค์หนึ่งจะเป่าแตรของเขา, โดยกล่าวว่า : ศาสนจักรอันเรืองอำนาจนั้น, มารดาของความน่าชิงชัง, ซึ่งทำให้ประชาชาติทั้วปวงดื่มเหล้าองุ่นแห่งความพิโรธจากการผิดประเวณีของนาง, ซึ่งข่มเหงวิสุทธิชนของพระผู้เป็นเจ้า, ที่ทำให้พวกเขานองเลือด—นางผู้นั่งอยู่บนผืนน้ำกว้างใหญ่, และบนหมู่เกาะในทะเล—ดูเถิด, นางคือข้าวละมานของแผ่นดินโลก; นางถูกมัดไว้เป็นฟ่อน ๆ; สายรัดของนางถูกทำให้แน่นหนา, ไม่มีมนุษย์คนใดจะแก้มันได้; ฉะนั้น, นางจึงพร้อมที่จะถูกเผา. และเขาจะเป่าแตรของเขาทั้งยาวนานและดัง, และประชาชาติทั้งปวงจะได้ยิน.

    ๙๕ และจะมีความเงียบในฟ้าสวรรค์เป็นเวลาครึ่งโมง; และในทันทีหลังจากนั้นม่านแห่งฟ้าสวรรค์จะคลี่ออก, ดังม้วนกระดาษคลี่ออกหลังจากที่ม้วนไว้, และพระเจ้าจะเปิดผ้าคลุมพระพักตร์ของพระองค์;

    ๙๖ และวิสุทธิชนที่อยู่บนแผ่นดินโลก, ผู้มีชีวิตอยู่, พระเจ้าจะทรงชุบชีวิตและทรงพาขึ้นไปเฝ้าพระองค์.

    ๙๗ และคนเหล่านั้นที่หลับอยู่ในหลุมศพของพวกเขาจะออกมา, เพราะหลุมศพของพวกเขาจะเปิดออก; และพระเจ้าจะทรงพาพวกเขาขึ้นไปเฝ้าพระองค์ท่ามกลางเสาแห่งฟ้าสวรรค์ด้วย—

    ๙๘ พวกเขาเป็นของพระคริสต์, ผลแรก, คนเหล่านั้นที่จะลงมาพร้อมกับพระองค์ก่อน, และคนเหล่านั้นที่อยู่บนแผ่นดินโลกและในหลุมศพพวกเขา, ผู้ที่พระเจ้าทรงพาขึ้นไปเฝ้าพระองค์ก่อนใคร; และทั้งหมดนี้โดยเสียงอันเกิดจากการเป่าแตรของเทพแห่งพระผู้เป็นเจ้า.

    ๙๙ และหลังจากนี้เทพอีกองค์หนึ่งจะเป่า, ซึ่งเป็นแตรตัวที่สอง; และจากนั้นการไถ่คนเหล่านั้นที่เป็นของพระคริสต์ ณ การเสด็จมาของพระองค์ก็ตามมา; ผู้ที่ได้รับส่วนของพวกเขาในเรือนจำนั้นซึ่งเตรียมไว้ให้พวกเขา, เพื่อพวกเขาจะได้รับพระกิตติคุณ, และรับการพิพากษาตามมนุษย์ในเนื้อหนัง.

    ๑๐๐ และอนึ่ง, แตรอีกตัวหนึ่งจะดัง, ซึ่งเป็นแตรตัวที่สาม; และจากนั้นวิญญาณของมนุษย์ผู้ที่จะรับการพิพากษาก็มา, และพบว่าอยู่ภายใต้การกล่าวโทษ;

    ๑๐๑ และคนเหล่านี้คือคนตายที่เหลืออยู่; และพวกเขาหามีชีวิตอีกไม่จนกว่าหนึ่งพันปีนั้นจะสิ้นสุด, ทั้งไม่มีอีก, จนบั้นปลายของแผ่นดินโลก.

    ๑๐๒ และแตรอีกตัวหนึ่งจะดัง, ซึ่งเป็นแตรตัวที่สี่, โดยกล่าวว่า : พบว่าในบรรดาคนเหล่านั้นที่ต้องอยู่จนถึงวันสุดท้ายและสำคัญยิ่งนั้น, แม้ในการสิ้นสุดนั้น, มีผู้ที่จะยังสกปรกอยู่.

    ๑๐๓ และแตรอีกตัวหนึ่งจะดัง, ซึ่งเป็นแตรตัวที่ห้า, ซึ่งเป็นเทพองค์ที่ห้าผู้มอบหมายพระกิตติคุณอันเป็นนิจ—เหาะผ่านท่ามกลางฟ้าสวรรค์, สู่ประชาชาติ, ตระกูล, ภาษา, และคนทั้งปวง;

    ๑๐๔ และนี่จะเป็นเสียงจากแตรของเขา, โดยกล่าวแก่ผู้คนทั้งปวง, ทั้งในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก, และที่อยู่ใต้แผ่นดินโลก—เพราะทุกหูจะได้ยินมัน, และทุกเข่าจะย่อลง, และทุกลิ้นจะสารภาพ, ขณะที่พวกเขาได้ยินเสียงจากแตร, โดยกล่าวว่า : จงเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า, และน้อมสรรเสริญพระองค์ผู้ประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์, ตลอดกาลและตลอดไป; เพราะโมงแห่งการพิพากษาของพระองค์มาถึงแล้ว.

    ๑๐๕ นอกจากนี้, เทพอีกองค์หนึ่งจะเป่าแตรของเขา, ซึ่งเป็นเทพองค์ที่หก, โดยกล่าวว่า : นางผู้ทำให้ประชาชาติทั้งปวงดื่มเหล้าองุ่นแห่งความพิโรธจากการผิดประเวณีของนางตกแล้ว; นางตกแล้ว, ตกแล้ว !

    ๑๐๖ และอนึ่ง, เทพอีกองค์หนึ่งจะเป่าแตรของเขา, ซึ่งเป็นเทพองค์ที่เจ็ด, โดยกล่าวว่า : สำเร็จแล้ว; สำเร็จแล้ว ! พระเมษโปดกของพระผู้เป็นเจ้าทรงชนะและเหยียบบ่อย่ำองุ่นแต่เพียงพระองค์เดียว, แม้บ่อย่ำองุ่นแห่งความร้ายแรงของพระพิโรธของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ.

    ๑๐๗ และจากนั้นเหล่าเทพจะได้รับการสวมมงกุฎด้วยรัศมีภาพแห่งฤทธานุภาพของพระองค์, และวิสุทธิชนจะเปี่ยมด้วยรัศมีภาพของพระองค์, และได้รับมรดกของพวกเขาและทำให้เท่าเทียมกับพระองค์.

    ๑๐๘ และจากนั้น เทพองค์แรกจะเป่าแตรของเขาเข้าหูคนเป็นทั้งปวงอีก, และเปิดเผยการกระทำลับของมนุษย์, และงานยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าในพันปีแรก.

    ๑๐๙ และจากนั้น เทพองค์ที่สองจะเป่าแตรของเขา, และเปิดเผยการกระทำลับของมนุษย์, และความนึกคิดและเจตนาของใจพวกเขา, และงานยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าในพันปีที่สอง—

    ๑๑๐ และต่อ ๆ ไป, จนเทพองค์ที่เจ็ดจะเป่าแตรของเขา; และเขาจะออกมายืนบนแผ่นดินและบนทะเล, และปฏิญาณในพระนามของพระองค์ผู้ประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์, ว่าเวลาจะไม่มีอีก; และซาตานจะถูกพันธนาการ, งูดึกดำบรรพ์ตัวนั้น, ผู้ที่เรียกว่ามาร, และจะไม่ทรงปลดปล่อยเขาเป็นเวลาต่อเนื่องหนึ่งพันปี.

    ๑๑๑ และจากนั้น จะทรงปลดปล่อยเขาชั่วระยะเวลาไม่นาน, เพื่อเขาจะรวบรวมกองทัพทั้งหลายของเขา.

    ๑๑๒ และมีคาเอล, เทพองค์ที่เจ็ด, แม้เทพาดิเทพ, จะรวบรวมกองทัพทั้งหลายของเขา, แม้ผองไพร่พลแห่งสวรรค์.

    ๑๑๓ และมารจะรวบรวมกองทัพทั้งหลายของเขา; แม้ผองไพร่พลแห่งนรก, และจะขึ้นมาสู้รบกับมีคาเอลและกองทัพทั้งหลายของเขา.

    ๑๑๔ และจากนั้นการรบของพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ก็มาถึง; และมารและกองทัพทั้งหลายของเขาจะถูกขับออกไปยังที่ของพวกเขาเอง, เพื่อพวกเขาจะไม่มีอำนาจเหนือวิสุทธิชนอีกไม่ว่าในทางใดก็ตาม.

    ๑๑๕ เพราะมีคาเอลจะรบให้พวกเขา, และจะชนะคนที่หมายมั่นพระราชบัลลังก์ของพระองค์ผู้ประทับบนพระราชบัลลังก์นั้น, แม้พระเมษโปดก.

    ๑๑๖ นี่คือรัศมีภาพของพระผู้เป็นเจ้า, และคนที่ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์แล้ว; และพวกเขาจะไม่เห็นความตายอีกเลย.

    ๑๑๗ ฉะนั้น, ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, เพื่อนของเรา, จงเรียกให้มีการชุมนุมศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า, ดังที่เราบัญชาเจ้า.

    ๑๑๘ และเนื่องจากคนทั้งปวงไม่มีศรัทธา, เจ้าจงแสวงหาอย่างขยันหมั่นเพียรและสอนถ้อยคำแห่งปัญญาให้กัน; แท้จริงแล้ว, เจ้าจงแสวงหาถ้อยคำแห่งปัญญาจากบรรดาหนังสือดีที่สุด; แสวงหาการเรียนรู้, แม้โดยการศึกษาและโดยศรัทธาด้วย.

    ๑๑๙ จงวางระเบียบตนเอง; เตรียมสิ่งที่จำเป็นทุกอย่าง; และสถาปนาบ้าน, แม้บ้านแห่งการสวดอ้อนวอน, บ้านแห่งการอดอาหาร, บ้านแห่งศรัทธา, บ้านแห่งการเรียนรู้, บ้านแห่งรัศมีภาพ, บ้านแห่งระเบียบ, บ้านแห่งพระผู้เป็นเจ้า;

    ๑๒๐ เพื่อการเข้ามาของเจ้าจะเป็นไปในพระนามของพระเจ้า; เพื่อการออกไปของเจ้าจะเป็นไปในพระนามของพระเจ้า; เพื่อการทักทายทั้งหมดของเจ้าจะเป็นไปในพระนามของพระเจ้า, ด้วยมือที่ยกขึ้นแด่พระผู้สูงสุด.

    ๑๒๑ ฉะนั้น, จงยุติคำพูดเล่น ๆ ทั้งปวงของเจ้า, จากการสรวลเสเฮฮาทั้งปวง, จากความปรารถนาที่เป็นตัณหาราคะทั้งปวงของเจ้า, จากความจองหองและความไม่จริงจังทั้งปวงของเจ้า, และจากการกระทำชั่วทั้งปวงของเจ้า.

    ๑๒๒ จงกำหนดผู้สอนในบรรดาพวกเจ้า, และอย่าให้ทุกคนเป็นผู้พูดพร้อมกัน; แต่ให้พูดทีละคนและให้ทุกคนฟังคำกล่าวของเขา, เพื่อว่าเมื่อทุกคนพูดเพื่อทุกคนจะรับการจรรโลงใจจากทุกคน, และเพื่อมนุษย์ทุกคนจะมีอภิสิทธิ์เท่าเทียมกัน.

    ๑๒๓ จงดูว่าเจ้ารักกัน; เลิกโลภ; เรียนรู้ที่จะแบ่งปันให้แก่กันดังที่พระกิตติคุณเรียกร้อง.

    ๑๒๔ เลิกเกียจคร้าน; เลิกไม่สะอาด; เลิกจับผิดกัน; เลิกนอนนานเกินความจำเป็น; จงเข้านอนแต่หัวค่ำ, เพื่อเจ้าจะไม่เหนื่อยอ่อน; ตื่นแต่เช้า, เพื่อร่างกายเจ้าและความคิดเจ้าจะกระปรี้กระเปร่า.

    ๑๒๕ และเหนือสิ่งทั้งปวง, จงห่อหุ้มตนเองด้วยพันธะแห่งจิตกุศล, ดังด้วยเสื้อคลุม, ซึ่งเป็นพันธะแห่งความดีพร้อมและสันติสุข.

    ๑๒๖ จงสวดอ้อนวอนเสมอ, เพื่อเจ้าจะไม่ท้อใจ, จนกว่าเราจะมา. ดูเถิด, และดูสิ, เราจะมาโดยพลัน, และรับเจ้าไว้กับตัวเรา. เอเมน.

    ๑๒๗ และอนึ่ง, ระเบียบของบ้านที่เตรียมไว้ให้ฝ่ายประธานของโรงเรียนศาสดาพยากรณ์, สถาปนาขึ้นเพื่อแนะนำพวกเขาถึงสิ่งทั้งปวงที่สมควรสำหรับพวกเขา, แม้สำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งปวงของศาสนจักร, หรืออีกนัยหนึ่ง, คนเหล่านั้นที่ได้รับเรียกมาปฏิบัติศาสนกิจในศาสนจักร, โดยเริ่มที่มหาปุโรหิต, แม้ลงมาถึงมัคนายก—

    ๑๒๘ และนี่จะเป็นระเบียบของบ้านแห่งฝ่ายประธานของโรงเรียน : คนที่กำหนดให้เป็นประธาน, หรือผู้สอน, พึงพบว่าอยู่ในสถานที่ของเขา, ในบ้านซึ่งพึงเตรียมไว้ให้เขา.

    ๑๒๙ ฉะนั้น, เขาพึงเป็นคนแรกในบ้านของพระผู้เป็นเจ้า, ในสถานที่ซึ่งการชุมนุมในบ้านจะได้ยินถ้อยคำของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและชัดเจน, มิใช่ด้วยการพูดเสียงดัง.

    ๑๓๐ และเมื่อเขาเข้ามาในบ้านของพระผู้เป็นเจ้า, เพราะเขาควรเป็นคนแรกในบ้าน—ดูเถิด, นี่เป็นสิ่งที่งดงาม, เพื่อเขาจะเป็นแบบอย่าง—

    ๑๓๑ ให้เขาถวายตนในการสวดอ้อนวอนโดยคุกเข่าต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า, เป็นหมายสำคัญหรือความระลึกถึงพันธสัญญาอันเป็นนิจ.

    ๑๓๒ และเมื่อใครจะเข้ามาหลังจากเขา, ก็ให้ผู้สอนลุกขึ้น, และด้วยมือที่ยกขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์; แท้จริงแล้ว, แม้ตรงขึ้นไป, ต้อนรับพี่น้องหรือพี่น้องทั้งหลายของเขาด้วยถ้อยคำเหล่านี้ :

    ๑๓๓ ท่านพี่น้องหรือท่านพี่น้องทั้งหลาย ? ข้าพเจ้าต้อนรับท่านในพระนามของพระเจ้า พระเยซูคริสต์, เป็นหมายสำคัญหรือความระลึกถึงพันธสัญญาอันเป็นนิจ, ซึ่งพันธสัญญานั้นข้าพเจ้ารับท่านเป็นเพื่อนร่วมสมาชิก, ด้วยความตั้งใจที่มั่นคง, ไม่หวั่นไหว, และไม่เปลี่ยนแปลง, เพื่อเป็นเพื่อนและพี่น้องท่านโดยทางพระคุณของพระผู้เป็นเจ้าในพันธะแห่งความรัก, เพื่อดำเนินชีวิตในพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าทุกประการ โดยปราศจากข้อตำหนิ, ในการน้อมขอบพระทัย, ตลอดกาลและตลอดไป. เอเมน.

    ๑๓๔ และคนที่เจ้าพบว่าไม่มีค่าสมกับการต้อนรับนี้จะไม่มีที่อยู่ในบรรดาพวกเจ้า; เพราะเจ้าไม่พึงยอมให้เขาทำบ้านของเราสกปรก.

    ๑๓๕ และคนที่เข้ามาและซื่อสัตย์ต่อหน้าเรา, และเป็นพี่น้อง, หรือหากพวกเขาเป็นพี่น้องทั้งหลาย, พวกเขาจะต้อนรับประธานหรือผู้สอนด้วยมือที่ยกขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์, ด้วยการสวดอ้อนวอนและพันธสัญญาเดียวกันนี้, หรือโดยกล่าวเอเมน, เป็นหมายสำคัญถึงสิ่งเดียวกัน.

    ๑๓๖ ดูเถิด, ตามจริงแล้ว, เรากล่าวแก่เจ้า, นี่คือแบบอย่างแก่เจ้าเพื่อต้อนรับกันในบ้านของพระผู้เป็นเจ้า, ในโรงเรียนศาสดาพยากรณ์.

    ๑๓๗ และเจ้าได้รับเรียกมาทำการนี้โดยการสวดอ้อนวอนและการน้อมขอบพระทัย, ขณะที่พระวิญญาณจะประทานให้เอ่ยปากในการกระทำทั้งปวงของเจ้าในบ้านของพระเจ้า, ในโรงเรียนศาสดาพยากรณ์, เพื่อบ้านนี้จะกลายเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์, พลับพลาของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เพื่อการจรรโลงใจของเจ้า.

    ๑๓๘ และเจ้าไม่พึงรับคนหนึ่งคนใดในบรรดาพวกเจ้าเข้าโรงเรียนนี้เว้นแต่เขาสะอาดจากเลือดของคนรุ่นนี้;

    ๑๓๙ และจงรับเขาโดยศาสนพิธีล้างเท้า, เพราะเพื่อจุดหมายนี้ศาสนพิธีล้างเท้าจึงตั้งขึ้น.

    ๑๔๐ และอนึ่ง, ศาสนพิธีล้างเท้าพึงปฏิบัติโดยประธาน, หรือเอ็ลเดอร์ที่ควบคุมของศาสนจักร.

    ๑๔๑ พึงเริ่มด้วยการสวดอ้อนวอน; และหลังจากรับส่วนขนมปังและเหล้าองุ่นแล้ว, เขาพึงคาดเอวตามแบบฉบับที่ให้ไว้ในบทที่สิบสามแห่งประจักษ์พยานของยอห์นเกี่ยวกับเรา. เอเมน.