2010–2019
เกี่ยวกับคนล้วนๆ
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

เกี่ยวกับคนล้วนๆ

ศาสนจักรเกี่ยวกับท่านล้วนๆ สานุศิษย์ของพระเจ้า—คนที่รักและติดตามพระองค์ และรับพระนามของพระองค์ไว้กับพวกเขา

ขณะเตรียมก่อสร้างพระวิหารปารีส ฝรั่งเศสที่สง่างาม ข้าพเจ้ามีประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม ในปี 2010 เมื่อพบสถานที่ก่อสร้างพระวิหาร นายกเทศมนตรีขอพบกับเราเพื่อรู้จักศาสนจักรมากขึ้น การพบกันครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง เราเตรียมการนำเสนออย่างพิถีพิถันซึ่งมีภาพประทับใจหลายภาพของพระวิหารวิสุทธิชนยุคสุดท้ายรวมอยู่ด้วย ความหวังแรงกล้าที่สุดของข้าพเจ้าคือความงามด้านสถาปัตยกรรมจะโน้มน้าวนายกเทศมตรีให้สนับสนุนโครงการของเรา

ยังความประหลาดใจแก่ข้าพเจ้า นายกเทศมนตรีบอกว่าแทนที่จะทบทวนการนำเสนอของเรา เขากับทีมงานขอดำเนินการสืบสวนเองดีกว่าเพื่อจะได้ทราบว่าเราเป็นศาสนจักรแบบใด เดือนต่อมา เราได้รับเชิญให้กลับไปฟังรายงานจากสมาชิกสภาเทศบาลที่บังเอิญเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสนา เธอพูดว่า “เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องการเข้าใจว่าสมาชิกของศาสนจักรคุณเป็นใคร ก่อนอื่น เราเข้าร่วมการประชุมศีลระลึกของคุณหนึ่งครั้ง เรานั่งหลังห้องประชุมและสังเกตผู้เข้าร่วมประชุมและสิ่งที่พวกเขาทำอย่างถี่ถ้วน จากนั้นเราพบกับเพื่อนบ้านของคุณ—คนที่อยู่รอบๆ ศูนย์สเตคของคุณ—เราถามพวกเขาว่ามอรมอนเป็นคนแบบไหน”

“แล้วได้ข้อสรุปว่าอย่างไรครับ” ข้าพเจ้าถาม รู้สึกวิตกนิดๆ เธอตอบว่า “เราพบว่าศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายใกล้เคียงที่สุดกับศาสนจักรดั้งเดิมของพระเยซูคริสต์ มากกว่าศาสนจักรอื่นที่เรารู้จัก” ข้าพเจ้าเกือบจะค้านออกมาว่า “นั่นไม่ถูกต้องทั้งหมด! เราไม่ใช่ศาสนจักรที่ใกล้เคียงที่สุด แต่ เป็นศาสนจักรของพระเยซูคริสต์—ศาสนจักรเดียวกัน ศาสนจักรที่แท้จริง!” แต่ข้าพเจ้าห้ามใจไว้และกล่าวคำสวดอ้อนวอนด้วยความสำนึกคุณในใจแทน จากนั้นนายกเทศมนตรีแจ้งว่า จากสิ่งที่พวกเขาพบ เขากับทีมงานไม่คัดค้านเรื่องการก่อสร้างพระวิหารในชุมชนของพวกเขา

วันนี้ เมื่อข้าพเจ้านึกถึงประสบการณ์อันน่าอัศจรรย์นั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขอบคุณปัญญาและวิญญาณแห่งการเล็งเห็นของนายกเทศมนตรี เขารู้ว่ากุญแจไขสู่การเข้าใจศาสนจักรไม่ใช่มองผ่านลักษณะภายนอกของอาคารหรือแม้สถาบันที่วางระเบียบอย่างดี แต่มองผ่านสมาชิกที่ซื่อสัตย์หลายล้านคนผู้พยายามทำตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ทุกวัน

นิยามของ ศาสนจักร อาจมาจากข้อความหนึ่งในพระคัมภีร์มอรมอนที่กล่าวว่า “และ … พวกเขา [หมายถึงสานุศิษย์ของพระเจ้า] คนที่รับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเรียกว่าศาสนจักรของพระคริสต์”1

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาสนจักรเกี่ยวกับคนล้วนๆ เกี่ยวกับท่านล้วนๆ สานุศิษย์ของพระเจ้า—คนที่รักและติดตามพระองค์ และรับพระนามของพระองค์ไว้กับพวกเขาโดยพันธสัญญา

ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันเคยเปรียบศาสนจักรกับรถสวยคันหนึ่ง เราทุกคนรักรถเมื่อรถสะอาดเป็นเงางาม แต่จุดประสงค์ของรถไม่ใช่เพื่อเป็นเครื่องยนต์โดดเด่นชวนมอง แต่เพื่อขับเคลื่อน คน ในรถ2 ในทำนองเดียวกัน เราในฐานะสมาชิกของศาสนจักรปลาบปลื้มที่มีสถานนมัสการสวยงาม สะอาด บำรุงรักษาอย่างดี และเรามีโปรแกรมที่เกิดผลดีเช่นกัน แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงระบบสนับสนุน เป้าหมายเดียวของเราคือเชื้อเชิญให้บุตรธิดาแต่ละคนของพระผู้เป็นเจ้ามาหาพระคริสต์และนำทางพวกเขาไปตามเส้นทางพันธสัญญา ไม่มีอะไรสำคัญกว่านั้น งานของเราเกี่ยวกับคนและพันธสัญญาล้วนๆ

ไม่วิเศษหรอกหรือเมื่อชื่อซึ่งเปิดเผยต่อศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูรวมองค์ประกอบสำคัญที่สุดสองอย่างไว้ในพันธสัญญาพระกิตติคุณแต่ละข้อ หนึ่งคือพระนามของ พระเยซูคริสต์ ศาสนจักรนี้เป็นของพระองค์ และการชดใช้เพื่อชำระให้ศักดิ์สิทธิ์และพันธสัญญาเป็นเส้นทางเดียวสู่ความรอดและความสูงส่ง ชื่อที่สองหมายถึง เรา วิสุทธิชน หรืออีกนัยหนึ่ง พยานของพระองค์และสานุศิษย์ของพระองค์

ข้าพเจ้าเรียนรู้ความสำคัญของการมุ่งเน้นที่ผู้คนเมื่อข้าพเจ้ารับใช้เป็นประธานสเตคในฝรั่งเศส เมื่อเริ่มการรับใช้ ข้าพเจ้าคิดเป้าหมายยากๆ บางอย่างให้สเตค เช่น การตั้งวอร์ดใหม่ การสร้างอาคารประชุมหลังใหม่ และแม้ก่อสร้างพระวิหารในเขตของเรา เมื่อข้าพเจ้าได้รับการปลดในอีกหกปีต่อมา เป้าหมายเหล่านี้ไม่บรรลุผลสำเร็จแม้แต่ข้อเดียว อาจทำให้รู้สึกเหมือนล้มเหลวโดยสิ้นเชิงยกเว้นว่าในช่วงหกปีนั้น เป้าหมายของข้าพเจ้าต่างไปจากนั้น

ขณะนั่งอยู่บนยกพื้นในวันปลด ข้าพเจ้าท่วมท้นด้วยความสำนึกคุณอย่างสุดซึ้งและความสำเร็จ ข้าพเจ้ามองดูใบหน้าของสมาชิกหลายร้อยคนที่เข้าร่วม ข้าพเจ้านึกถึงประสบการณ์ทางวิญญาณเกี่ยวกับพวกเขาแต่ละคน

มีพี่น้องชายหญิงที่เข้าสู่น้ำบัพติศมา คนที่ข้าพเจ้าเซ็นใบรับรองให้ครั้งแรกเพื่อพวกเขาจะได้รับศาสนพิธีศักดิ์สิทธิ์ของพระวิหาร และคนหนุ่มสาวกับคู่สามีภรรยาที่ข้าพเจ้าได้วางมือมอบหน้าที่หรือปลดจากการเป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลา มีอีกหลายคนที่ข้าพเจ้าดูแลช่วยเหลือขณะพวกเขาประสบการทดลองและความยากลำบากในชีวิต ข้าพเจ้ารู้สึกรักพวกเขาแต่ละคนเหมือนพี่น้อง ข้าพเจ้าพบปีติที่บริสุทธิ์ในการรับใช้พวกเขาและชื่นชมยินดีที่พวกเขาภักดีและศรัทธาต่อพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้น

ประธานเอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ดสอนว่า “สิ่งสำคัญที่สุดในความรับผิดชอบของเราในศาสนจักรไม่ใช่สถิติที่ต้องรายงานหรือการประชุมที่จัดให้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่ละบุคคล—ต้องได้รับการปฏิบัติทีละคนเช่นที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงทำ—ได้รับการหนุนใจ กำลังใจ และเปลี่ยนแปลงในที่สุด”3

พี่น้องที่รักทั้งหลาย เราแข็งขันในพระกิตติคุณหรือไม่ หรือเราแค่มีงานยุ่งในศาสนจักร กุญแจคือทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดทุกเรื่อง ถ้าเราทำเช่นนั้น เราจะมุ่งเน้นการช่วยแต่ละคนให้รอดแทนที่จะทำงานและดำเนินโปรแกรมต่างๆ

ท่านเคยถามตนเองหรือไม่ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จเยือนวอร์ดหรือสาขาของท่านวันอาทิตย์ถัดไป พระองค์จะทรงทำอะไร พระองค์จะทรงสนใจใคร่รู้หรือไม่ว่าทัศนอุปกรณ์ดีพอหรือไม่หรือเก้าอี้จัดเรียงอย่างดีในห้องเรียนหรือไม่ หรือพระองค์จะทรงหาคนที่พระองค์จะทรงรัก สอน และให้พร บางทีพระองค์อาจจะทรงมองหาสมาชิกใหม่หรือเพื่อนที่ต้องต้อนรับ ผู้ป่วยที่ต้องปลอบโยน หรือเยาวชนที่อ่อนแอผู้ต้องการกำลังใจและการหนุนใจ

พระเยซูจะเสด็จเยือนชั้นเรียนใด ข้าพเจ้าคงไม่ประหลาดใจถ้าพระองค์เสด็จเยือนเด็กปฐมวัยก่อน พระองค์อาจจะทรงคุกเข่าและพูดคุยกับพวกเขาตรงหน้า พระองค์จะทรงแสดงความรักต่อพวกเขา เล่าเรื่องต่างๆ ยินดีกับภาพวาดของพวกเขา และเป็นพยานถึงพระบิดาในสวรรค์ ท่าทีของพระองค์คงเรียบง่าย จริงใจ และไม่เสแสร้ง เราจะทำแบบนั้นได้หรือไม่

ข้าพเจ้าสัญญากับท่านว่าขณะท่านพยายามทำสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้ทำ ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าการหาคนที่ท่านจะช่วยและเป็นพรได้ ที่โบสถ์ท่านจะมุ่งเน้นไปที่การสอนแต่ละคนและสัมผัสใจพวกเขา ความห่วงใยของท่านจะต้องส่งเสริมประสบการณ์ทางวิญญาณแทนที่จะจัดกิจกรรมให้สมบูรณ์แบบ ปฏิบัติศาสนกิจต่อเพื่อนสมาชิกแทนที่จะกาช่องจำนวนที่ท่านเยี่ยม นั่นจะไม่เกี่ยวกับท่านแต่เกี่ยวกับ คนเหล่านั้น ที่เราเรียกว่าพี่น้องชายหญิงของเรา

บางครั้งเราพูดถึงการ ไปโบสถ์ แต่โบสถ์เป็นมากกว่าอาคารหรือสถานที่ สถานที่ต่ำต้อยที่สุดในแดนไกลสุดของโลกเป็นโบสถ์ได้เท่าๆ กับสำนักงานใหญ่ของศาสนจักรที่นี่ในซอลท์เลคซิตี้ พระเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองว่า “มีสองสามคนประชุมกันที่ไหนในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขาที่นั่น”4

เรานำศาสนจักรไปกับเราทุกแห่งที่เราไป ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน โรงเรียน ไปพักร้อน และโดยเฉพาะในบ้านของเรา ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหน อิทธิพลของเราจะเป็นอย่างไรต้องมากพอจะทำให้ทุกแห่งที่เราอยู่เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์

ข้าพเจ้าจำการสนทนากับเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เป็นสมาชิกของศาสนจักรได้ เขาประหลาดใจเมื่อทราบว่าชายที่มีค่าควรในศาสนจักรของเราจะได้รับฐานะปุโรหิต เขาถามว่า “แล้วคุณมีผู้ดำรงฐานะปุโรหิตในวอร์ดของคุณกี่คน”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ราว 30 ถึง 40 คน”

เขาถามต่อด้วยความงุนงงว่า “ในที่ประชุมของผม เรามีปุโรหิตแค่คนเดียว ทำไมคุณต้องมีปุโรหิตมากขนาดนั้นในเช้าวันอาทิตย์”

คำถามของเขาน่าสนใจ ข้าพเจ้ารู้สึกได้รับการดลใจให้ตอบว่า “ผมเห็นด้วยกับคุณ ผมคิดว่าเราไม่ต้องการผู้ดำรงฐานะปุโรหิตหลายคนที่โบสถ์ในวันอาทิตย์ แต่เรา ต้อง การผู้ดำรงฐานะปุโรหิตในบ้านทุกหลัง และเมื่อไม่มีผู้ดำรงฐานะปุโรหิตในบ้าน เราจะขอให้ผู้ดำรงฐานะปุโรหิตคนอื่นมาดูแลช่วยเหลือครอบครัวนั้น”

โบสถ์ของเราไม่ใช่แค่โบสถ์วันอาทิตย์ การนมัสการของเราดำเนินต่อเนื่องทุกวันตลอดสัปดาห์ ทุกแห่งที่เราอยู่และในทุกสิ่งที่เราทำ บ้านของเราเป็น “สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกของศรัทธาเรา”5 เราสวดอ้อนวอน เราให้พร เราศึกษา เราสอนพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า และเรารับใช้ด้วยความรักอันบริสุทธิ์บ่อยที่สุดในบ้านของเรา ข้าพเจ้าสามารถเป็นพยานจากประสบการณ์ส่วนตัวว่าบ้านเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์ที่พระวิญญาณสถิตอยู่—มากเท่า และแม้บางครั้งมากกว่าในสถานนมัสการอย่างเป็นทางการของเรา

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าศาสนจักรนี้เป็นศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ พลังกายและพลังชีวิตของศาสนจักรมาจากการปฏิบัติประจำวันของสานุศิษย์หลายล้านคนที่พยายามทำตามแบบอย่างของพระองค์ทุกวันโดยดูแลกัน พระคริสต์ทรงพระชนม์ พระองค์ทรงกำกับดูแลศาสนจักรนี้ ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันเป็นศาสดาพยากรณ์ที่พระองค์ทรงเลือกให้นำและนำทางเราในสมัยของเรา ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งเหล่านี้ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน