2010–2019
ศาสนพิธีแห่งความรอดจะนำความสว่างอันน่ามหัศจรรย์มาสู่เรา
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ
พื้นหลัง

ศาสนพิธีแห่งความรอดจะนำความสว่างอันน่ามหัศจรรย์มาสู่เรา

การมีส่วนร่วมในศาสนพิธีและการให้เกียรติพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องจะนำความสว่างและความคุ้มครองอันน่ามหัศจรรย์มาสู่ท่านในโลกที่กำลังมืดมนนี้

พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีกับท่านในพระกิตติคุณ หรือหลักคำสอนของพระคริสต์

เพื่อนคนหนึ่งเคยถามเอ็ลเดอร์นีล แอล. แอนเดอร์เซ็น ขณะเป็นสาวกเจ็ดสิบว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องพูดต่อหน้าผู้คน 21,000 คนในศูนย์การประชุมใหญ่ เอ็ลเดอร์แอนเดอร์เซ็นตอบว่า “ที่่ทำให้คุณประหม่าไม่ใช่ คน 21,000 คนข้างหน้าหรอก แต่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ 15 ท่านที่นั่งอยู่ข้างหลังต่างหาก” ตอนนั้นข้าพเจ้าขำ แต่ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้สึก ข้าพเจ้ารักและสนับสนุนบุรุษทั้ง 15 ท่านนี้ในฐานะศาสดาพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้ และผู้เปิดเผย

พระเจ้ารับสั่งกับอับราฮัมว่าโดยพงศ์พันธุ์ของท่านและโดยฐานะปุโรหิต ครอบครัวทั้งหมดของแผ่นดินโลกจะได้รับพร “ด้วยพรแห่งพระกิตติคุณ ... แม้แห่งชีวิตนิรันดร์” (อับราฮัม 2:11; ดู ข้อ 2-10ด้วย)

พรแห่งพระกิตติคุณและฐานะปุโรหิตที่สัญญาไว้นี้ได้รับการฟื้นฟูกลับมาสู่แผ่นดินโลก จากนั้นในปี 1842 ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธปฏิบัติศาสนกิจเอ็นดาวเม้นท์ให้ชายหญิงจำนวนหนึ่ง เมอร์ซี ฟิลดิง ธอมป์สันเป็นหนึ่งในนั้น ศาสดาพยากรณ์กล่าวกับเธอว่า “[เอ็นดาวเม้นท์] นี้จะนำคุณออกจากความมืดเข้าไปสู่ความสว่างอันน่ามหัศจรรย์” 1

วันนี้ข้าพเจ้าต้องการเน้นเรื่องศาสนพิธีแห่งความรอด ซึ่งจะนำความสว่างอันน่ามหัศจรรย์มาสู่เรา”

ศาสนพิธีและพันธสัญญา

ใน แน่วแน่ต่อศรัทธา เราอ่านว่า “ศาสนพิธีเป็นการกระทำที่ศักดิ์สิทธิ์และมีรูปแบบ ประกอบโดยผู้มีอำนาจฐานะปุโรหิต [ซึ่งเป็น] ศาสนพิธี [ที่] จำเป็นต่อความสูงส่งของเรา ... และเรียกว่าศาสนพิธีแห่งความรอด ได้แก่ บัพติศมา การยืนยัน การแต่งตั้งสู่ฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค (สำหรับผู้ชาย) เอ็นดาวเม้นท์พระวิหาร และการผนึกการแต่งงาน”2

เอ็ลเดอร์เดวิด เอ. เบดนาร์สอนว่า “ศาสนพิธีแห่งความรอดและความสูงส่งที่ปฏิบัติในศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเจ้า ... ก่อให้เกิดช่องทางที่ได้รับมอบอำนาจซึ่งทำให้พรและพลังจากสวรรค์ผ่านเข้าสู่ชีวิตของแต่ละคน”3

เฉกเช่นเหรียญที่มีสองด้าน ศาสนพิธีแห่งความรอดทั้งหมดมาพร้อมกับพันธสัญญาที่ทำกับพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่าเราจะได้รับพรถ้าเราให้เกียรติพันธสัญญาเหล่านั้นอย่างซื่อสัตย์

ศาสดาพยากรณ์อมิวเลคประกาศว่า “ชีวิตนี้เป็นเวลา ... ที่จะเตรียมพบพระผู้เป็นเจ้า” (แอลมา 34:32) เราเตรียมได้อย่างไร โดยการรับศาสนพิธีอย่างมีค่าควร นอกจากนี้ เราต้องทำตามถ้อยคำของประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันด้วย “จงอยู่บนเส้นทางแห่งพันธสัญญา” ประธานเนลสันกล่าวต่อไปว่า “คำมั่นสัญญาของท่านที่จะทำตามพระผู้ช่วยให้รอดโดยการทำพันธสัญญากับพระองค์แล้วรักษาพันธสัญญาเหล่านั้นจะเปิดประตูสู่พรและสิทธิพิเศษทางวิญญาณทุกอย่างที่มีให้แก่ชาย หญิง และเด็กทุกหนแห่ง”4

เช่นเดียวกับพวกท่านหลายคน จอห์นและบอนนี นิวแมนคือผู้รับพรทางวิญญาณที่ประธานเนลสันสัญญาไว้ ครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ หลังจากเข้าโบสถ์กับลูกน้อยสามคน บอนนีบอกจอห์นผู้ไม่เป็นสมาชิกว่า “ฉันทำอย่างนี้คนเดียวไม่ได้ คุณต้องตัดสินใจว่าคุณจะมาโบสถ์ฉันกับพวกเราหรือคุณจะเลือกโบถส์ที่เราไปพร้อมกันได้ แต่ลูกเราต้องรู้ว่าพ่อของพวกเขารักพระผู้เป็นเจ้าด้วย” วันอาทิตย์ต่อมาและทุกวันอาทิตย์หลังจากนั้น จอห์นไม่เพียงไปโบสถ์ แต่เขารับใช้โดยเล่นเปียโนให้หลายวอร์ด หลายสาขาและให้ปฐมวัยเป็นเวลาหลายปี ข้าพเจ้ามีโอกาสพบกับจอห์นในเดือนเมษายนปี 2015 ในการพบกันครั้งนั้น เราสนทนากันว่าวิธีที่ดีที่สุดที่เขาจะแสดงให้บอนนีประจักษ์ในความรักที่เขามีต่อเธอคือพาเธอไปพระวิหาร แต่เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเขาไม่รับบัพติศมา

หลังจากมาประชุมกับศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายนาน 39 ปี จอห์นรับบัพติศมาในปี 2015 หนึ่งปีต่อมา จอห์นและบอนนีรับการผนึกในพระวิหารเมมฟิส เทนเนสซี 20 ปีหลังจากบอนนีรับเอ็นดาวเม้นท์ของเธอเอง โรเบิร์ต ลูกชายวัย 47 ปีของทั้งสองพูดถึงบิดาว่า “ตั้งแต่รับฐานะปุโรหิต คุณพ่อเติบโตขึ้นมากจริงๆ” บอนนีเสริมว่า “ปกติจอห์นเป็นคนมีความสุขและร่าเริงอยู่แล้ว แต่การรับศาสนพิธีและให้เกียรติพันธสัญญาของเขาช่วยเสริมความสุภาพอ่อนน้อมให้ดียิ่งขึ้น”

การชดใช้ของพระคริส์และแบบอย่างของพระองค์

หลายปีก่อน ประธานบอยด์ เค. แพคเกอร์เตือนว่า “การประพฤติดีโดยไม่ได้รับศาสนพิธีแห่งพระกิตติคุณไม่อาจไถ่มนุษยชาติได้ทั้งไม่อาจนำไปสู่ความสูงส่งด้วย”5 อันที่จริง เราไม่ได้ต้องการเพียงศาสนพิธีและพันธสัญญาเท่านั้นในการกลับไปหาพระบิดาของเรา แต่เราต้องการพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์ และการชดใช้ของพระองค์ด้วย

กษัตริย์เบ็นจามินสอนว่าความรอดจะมาถึงลูกหลานมนุษยได้ในและโดยผ่านพระนามของพระคริสต์เท่านั้น (ดูโมไซยาห์ 3:17; ดู หลักแห่งความเชื่อข้อ 3) ด้วย

โดยผ่านการชดใช้ของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราจากผลของการตกของอาดัม ทำให้การกลับใจตลอดจนความสูงส่งของเราอยู่ในวิสัยที่ทำได้ โดยผ่านพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงวางแบบอย่างให้เราที่จะรับศาสนพิธีแห่งความรอด ซึ่งในนั้น “พลังอำนาจของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้าจึงแสดงให้ประจักษ์” (คพ. 84:20)

หลังจากพระผู้ช่วยให้รอดทรงรับศาสนพิธีบัพติศมาเพื่อ “ทำให้ความชอบธรรมทั้งหมดสมบูรณ์” (ดู 2 นีไฟ 31:5-6) ซาตานมาล่อลวงพระองค์ ในทำนองเดียวกัน การล่อลวงของเราไม่ได้สิ้นสุดหลังบัพติศมาหรือการผนึก แต่การรับศาสนพิธีศักดิ์สิทธิ์และการให้เกียรติพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องทำให้เรามีความสว่างอันน่ามหัศจรรย์ เราจะมีพลังต่อต้านและเอาชนะการล่อลวง

คำเตือน

อิสยาห์พยากรณ์ว่าในยุคสุดท้าย “โลกเป็นมลทิน ... เพราะเขาทั้งหลาย ... [เปลี่ยนแปลงศาสนพิธี]” (อิสยาห์ 24:5; ดู คพ. 1:15ด้วย)

คำเตือนที่เกี่ยวข้องซึ่งเปิดเผยแก่ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธคือบางคน “เข้าใกล้ [พระเจ้า] ด้วยริมฝีปากพวกเขา, ... [และ] พวกเขาสอนบัญญัติของมนุษย์เป็นหลักคำสอน, โดยมีรูปแบบของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า, แต่พวกเขาปฏิเสธอำนาจในนั้น” (โจเซฟ สมิธ—ประวัติ 1:19 )

เปาโลเตือนเช่นกันว่าหลายคนจะ “ยึด‍ถือทางพระ‍เจ้าแต่เพียงเปลือก‍นอกแต่ [ปฏิ‌เสธ] ฤทธิ์‍เดชของทางนั้น จงอย่าเกี่ยว‍ข้องกับคนพวกนั้น” (2 ทิโมธี 3:5) ขอย้ำ จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น

สิ่งล่อใจและการล่อลวงของชีวิตหลายอย่าง “ร้ายกาจเหมือนหมาป่า”(มัทธิว 7:15) ผู้เลี้ยงแกะที่แท้จริงจะเตรียมพร้อม ปกป้อง และเตือนแกะพร้อมทั้งฝูงแกะเมื่อสุนัขป่าเหล่านี้เข้ามาใกล้ (ดู ยอห์น 10:11-12) ในฐานะผู้เลี้ยงแกะในสังกัดที่พยายามทำตามพระชนม์ชีพที่สมบูรณ์แบบของพระเมษบาลผู้ประเสริฐ เราดูแลจิตวิญญาณตนเองกับของผู้อื่นได้ดีเท่าๆ กันหรือไม่ ด้วยคำแนะนำของศาสดาพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้และผู้เปิดเผย ผู้ที่เราเพิ่งสนับสนุน และด้วยอำนาจและของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราสามารถเห็นสุนัขป่าที่เข้ามาใกล้ ถ้าเราเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม ตรงกันข้าม เมื่อเราเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ประมาทของจิตวิญญาณเราเองและผู้อื่น อาจทำให้เกิดเหตุร้ายถึงชีวิต ความประมาทนำไปสู่ความตาย ข้าพเจ้าเชื้อเชิญให้เราแต่ละคนเป็นผู้เลี้ยงแกะที่ซื่อสัตย์

ประสบการณ์และประจักษ์พยาน

ศีลระลึกเป็นศาสนพิธีที่ช่วยให้เราอยู่บนเส้นทาง และการรับส่วนอย่างมีค่าควรเป็นหลักฐานว่าเรากำลังรักษาพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องกับศาสนพิธีอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและแอนนิตา ภรรยา รับใช้ในคณะเผยแผ่อาร์คันซอ ลิตเทิลร็อก ข้าพเจ้าออกไปสอนกับผู้สอนศาสนาหนุ่มสองคน ระหว่างสอนบทเรียน พี่น้องชายที่เรากำลังสอนกล่าวขึ้นว่า “ผมเคยไปโบสถ์คุณ ทำไมคุณต้องกินขนมปังและดื่มน้ำทุกวันอาทิตย์ ที่โบสถ์เรา เราทำแค่ปีละสองครั้ง อีสเตอร์กับคริสต์มาส และการทำอย่างนั้นมีความหมายมาก”

เราแบ่งปันกับเขาว่าเราได้รับบัญชาให้ “ประชุมกันบ่อยเพื่อรับส่วนขนมปังและเหล้าองุ่น” (โมโรไน 6:6; ดู คพ. 20:75ด้วย) เราอ่านออกเสียงมัทธิว 26และ3 นีไฟ 18 เขาตอบว่าเขายังคงไม่เห็นความจำเป็น

เราจึงแบ่งปันเรื่องเปรียบเทียบต่อไปนี้ “สมมติว่าคุณเข้าไปพัวพันกับอุบัติเหตุรถยนต์ที่ร้ายแรงมาก คุณบาดเจ็บสาหัสและหมดสติ มีคนผ่านมา เห็นคุณหมดสติ และรีบโทรศัพท์หมายเลขฉุกเฉิน 911 คุณได้รับการดูแล และฟื้นคืนสติ”

เราถามพี่น้องชายคนนี้ว่า “เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน คุณจะถามว่าอะไร”

เขาพูดว่า “ผมต้องอยากรู้ว่ามาที่นั่นได้อย่างไรใครช่วยผม ผมต้องอยากขอบคุณเขาทุกวันเพราะเขาช่วยชีวิตผมไว้”

เราแบ่งปันกับพี่น้องชายผู้แสนดีคนนี้อีกว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงช่วยชีวิตเราไว้อย่างไรและเราต้องการมากเพียงใดที่จะขอบพระทัยพระองค์ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน!

จากนั้นเราถามว่า “เมื่อรู้ว่าพระองค์พลีพระชนม์ชีพเพื่อคุณและพวกเรา คุณต้องการกินขนมปังและดื่มน้ำที่เป็นเครื่องหมายพระวรกายและพระโลหิตของพระองค์บ่อยแค่ไหน”

เขาพูดว่า “ผมเข้าใจ ผมเข้าใจ แต่มีอย่างหนึ่ง โบสถ์ของคุณไม่ค่อยมีชีวิตชีวาเหมือนของเรา”

เราตอบไปว่า “คุณจะทำอะไรถ้าพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาทางประตูของท่าน”

เขาตอบว่า “ผมจะคุกเข่าลงทันที”

เราถาม “นั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณรู้สีกเมื่อเดินเข้าไปในอาคารนมัสการของวิสุทธิชนยุคสุดท้ายหรือ—ความคารวะในพระผู้ช่วยให้รอด”

เขาพูดว่า “ผมเข้าใจ ผมเข้าใจ ผมเข้าใจแล้ว”

เขาไปโบสถ์ในวันอาทิตย์อีสเตอร์นั้นและไปอีกเรื่อยๆ

ข้าพเจ้าขอเชื้อเชิญให้เราทุกคนถามตนเองว่า “ศาสนพิธีใดรวมถึงศีลระลึกที่ฉันต้องรับ และพันธสัญญาใดที่ฉันต้องทำ รักษา และให้เกียรติ ข้าพเจ้าสัญญาว่าการมีส่วนร่วมในศาสนพิธีและการให้เกียรติพันธสัญญาที่เกี่ยวข้องจะนำความสว่างและความคุ้มครองอันน่ามหัศจรรย์มาสู่ท่านในโลกที่กำลังมืดมนนี้ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน