2010–2019
ประวัติครอบครัวและงานพระวิหาร: การผนึกและการเยียวยา
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

ประวัติครอบครัวและงานพระวิหาร: การผนึกและการเยียวยา

เมื่อเรารวบรวมประวัติครอบครัวและไปพระวิหารแทนบรรพชนของเรา พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทำให้พรที่สัญญาไว้เกิดขึ้นทั้งสองด้านของม่านไปพร้อมๆ กัน

ความสัมพันธ์ในครอบครัวสามารถเป็นประสบการณ์ท้าทายแต่คุ้มค่าที่สุดส่วนหนึ่งที่เราพบเจอ พวกเราหลายคนเผชิญความร้าวฉานบางอย่างในครอบครัวเรา ความร้าวฉานเช่นนั้นเกิดขึ้นระหว่างวีรบุรุษสองคนของการฟื้นฟูศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ในยุคสุดท้ายนี้ พาร์ลีย์กับออร์สัน แพรทท์เป็นพี่น้องกัน เป็นผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสรุ่นแรก และเป็นอัครสาวก แต่ละคนเผชิญการทดลองศรัทธาแต่ผ่านพ้นมาได้ด้วยประจักษ์พยานอันไม่สั่นคลอน ทั้งคู่เสียสละและเอื้อประโยชน์ใหญ่หลวงต่ออุดมการณ์แห่งความจริง

Parley P. Pratt

ในช่วงสมัยนอวู ความสัมพันธ์ของพวกเขาตึงเครียดจนกลายเป็นการเผชิญหน้ากันอย่างเผ็ดร้อนในปี 1846 ความแตกร้าวฝังลึกและยืดเยื้อ ตอนแรกพาร์ลีย์เขียนถึงออร์สันเพื่อแก้ไขความแตกร้าว แต่ออร์สันไม่ตอบ พาร์ลีย์ยอมแพ้ โดยเชื่อว่าคงไม่มีการติดต่อกันอีกแล้วเว้นแต่ออร์สันจะติดต่อมาก่อน1

Orson Pratt

หลายปีต่อมา ในเดือนมีนาคม ปี 1853 ออร์สันศึกษาโครงการหนึ่งเพื่อจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับลูกหลานของวิลเลียม แพรทท์ บรรพชนชาวอเมริกันรุ่นแรกสุดของพวกเขา ออร์สันเริ่มร้องไห้ “เหมือนเด็กเล็ก” ขณะมองดูขุมทรัพย์ล้ำค่าของประวัติครอบครัว ใจเขาอ่อนลง และเขาตัดสินใจแก้ไขความบาดหมางกับพี่ชาย

ออร์สันเขียนถึงพาร์ลีย์ว่า “พี่ชายที่รัก ไม่มีใครในบรรดาลูกหลานทั้งหมดของร้อยโทวิลเลียม แพรทท์บรรพชนของเราที่มีความสนใจลึกซึ้งในการค้นหาลูกหลานของท่านเหมือนพวกเรา” ออร์สันเป็นคนแรกๆ ที่เข้าใจว่าวิสุทธิชนยุคสุดท้ายมีหน้าที่ค้นคว้าและรวบรวมประวัติครอบครัวเพื่อเราจะสามารถประกอบศาสนพิธีแทนบรรพชนของเราได้ จดหมายของเขาเขียนต่อไปว่า “เรารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าของบรรรพบุรุษเราทรงช่วยเหลือในเรื่องทั้งหมดนี้ … ผมขอโทษที่เมินเฉยไม่เขียนถึงพี่ … ผมหวังว่าพี่จะให้อภัยผม”2 แม้พวกเขาจะมีประจักษ์พยานไม่สั่นคลอน แต่ความรักที่มีต่อบรรพชนเป็นตัวเร่งให้สมานรอยร้าว บรรเทาความเจ็บปวด ขออภัย และให้อภัย3

เมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงนำท่านให้ทำสิ่งหนึ่ง พระองค์ทรงมีจุดประสงค์มากมายในพระดำริเสมอ ประวัติครอบครัวและงานพระวิหารไม่เพียงสำหรับคนตายเท่านั้นแต่เป็นพรสำหรับคนเป็นเช่นกัน สำหรับออร์สันและพาร์ลีย์ งานนี้หันใจพวกเขาเข้าหากัน ประวัติครอบครัวและงานพระวิหารให้พลังเยียวยาสิ่งที่ต้องเยียวยา

ในฐานะสมาชิกศาสนจักร เรามีความรับผิดชอบที่ทรงกำหนดให้เสาะหาบรรพชนและรวบรวมประวัติครอบครัว งานนี้เป็นยิ่งกว่างานอดิเรกที่กระตุ้นให้ทำเพราะศาสนพิธีแห่งความรอดจำเป็นต่อบุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้า4 เราต้องระบุชื่อบรรพชนของเราผู้ล่วงลับไปโดยไม่ได้รับศาสนพิธีแห่งความรอด เราสามารถประกอบศาสนพิธีแทนพวกเขาในพระวิหาร และบรรพชนของเราอาจเลือกยอมรับศาสนพิธีเหล่านั้น5 เราได้รับการกระตุ้นให้ช่วยสมาชิกวอร์ดและสมาชิกสเตคหาชื่อครอบครัวของพวกเขาเช่นกัน น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักที่เราสามารถช่วยไถ่คนตายผ่านประวัติครอบครัวและงานพระวิหาร

แต่ขณะที่เรามีส่วนในประวัติครอบครัวและงานพระวิหารวันนี้ เรามีสิทธิ์รับพรแห่ง “การเยียวยา” ที่ศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกสัญญาไว้เช่นกัน6 พรเหล่านี้น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเช่นกันเพราะขอบข่าย ความเฉพาะเจาะจง และผลลัพธ์ในความเป็นมรรตัย รายการที่ยาวเหยียดมีพรดังต่อไปนี้

  • ความเข้าใจเพิ่มขึ้นในเรื่องพระผู้ช่วยให้รอดและการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระองค์

  • อิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น7 ช่วยให้รู้สึกถึงความเข้มแข็งและการนำทางสำหรับชีวิตของเรา

  • ศรัทธาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพื่อการเปลี่ยนใจเลื่อมใสพระผู้ช่วยให้รอดจะลึกซึ้งและยั่งยืน

  • ความสามารถและแรงจูงใจให้เรียนรู้และกลับใจเพิ่มขึ้น8 เพราะความเข้าใจว่าเราเป็นใคร มาจากที่ใด และมีวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนว่าเราจะไปที่ใด

  • อิทธิพลที่บรรเทา ขัดเกลา และชำระให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นในใจเรา

  • ปีติเพิ่มขึ้นเพราะสามารถรู้สึกถึงความรักของพระเจ้าเพิ่มขึ้น

  • พรครอบครัวเพิ่มขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์ครอบครัวเราในปัจจุบัน อดีต หรืออนาคตเป็นเช่นไรหรือแผนภูมิครอบครัวเราบกพร่องเพียงใดก็ตาม

  • ความรักและความสำนึกคุณต่อบรรพชนและญาติที่ยังมีชีวิตอยู่เพิ่มขึ้น จึงทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

  • พลังความสามารถในการเล็งเห็นสิ่งที่ต้องเยียวยาเพิ่มขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงรับใช้ผู้อื่นด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า

  • ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นให้พ้นจากการล่อลวงและอิทธิพลที่แรงกล้าขึ้นของปฏิปักษ์ และ

  • ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นขณะบรรเทาใจที่เป็นทุกข์ ชอกช้ำ หรือวิตก และทำให้บาดแผลหายสนิท9

ถ้าท่านสวดอ้อนวอนขอพรเหล่านี้ จงมีส่วนในประวัติครอบครัวและงานพระวิหาร ขณะทำเช่นนั้น คำสวดอ้อนวอนของท่านจะได้รับคำตอบ เมื่อประกอบศาสนพิธีแทนผู้วายชนม์ บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้าบนแผ่นดินโลกได้รับการเยียวยาไม่แปลกเมื่อประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันประกาศในข่าวสารแรกของท่านในฐานะประธานศาสนจักรว่า “การนมัสการในพระวิหารและการรับใช้บรรพชนของท่านที่นั่นจะเป็นพรให้ท่านได้รับการเปิดเผยส่วนตัวและสันติสุขที่เพิ่มขึ้นและจะเสริมพลังให้แก่คำมั่นสัญญาของท่านว่าจะคงอยู่บนเส้นทางแห่งพันธสัญญา”10

ศาสดาพยากรณ์สมัยก่อนท่านหนึ่งเห็นพรล่วงหน้าทั้งสำหรับคนเป็นและคนตาย11 ทูตสวรรค์แสดงให้เอเสเคียลเห็นนิมิตของพระวิหารที่มีสายน้ำไหลออกมา ทูตสวรรค์บอกเอเสเคียลว่า

“น้ำนี้ไหลตรงไป … และไหลลง‍ไปถึงอาร‌บาห์ และ … ไหลไปถึงทะเล [มรณะ] [และ] น้ำที่ลงทะเลก็จะทำน้ำให้จืด

“แม่‍น้ำนั้นไปถึงที่ไหนสัตว์ทุก‍ชนิดที่อยู่กันเป็นฝูงก็จะมีชีวิตอยู่ได้ และ … แม่‍น้ำนี้ไปถึงที่‍ไหน ก็จะทำน้ำให้จืด แม่‍น้ำไปถึงไหน ทุก‍สิ่งก็มีชีวิตอยู่ได้”12

คุณสมบัติสองอย่างของน้ำมีความสำคัญ หนึ่ง แม้ลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไม่ได้แยกออกเป็นแควเล็กแควน้อย ก็จะกลายเป็นแม่น้ำกว้างใหญ่ ยิ่งไหลไปไกลยิ่งกว้างขึ้นและลึกขึ้น บางสิ่งที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับพรที่ไหลมาจากพระวิหารเมื่อบุคคลรับการผนึกเป็นครอบครัว การเติบโตที่มีความหมายเกิดขึ้นกับคนรุ่นก่อนเราและหลังเราเมื่อศาสนพิธีผนึกเชื่อมครอบครัวเข้าด้วยกัน

สอง แม่น้ำชุบชีวิตให้ทุกสิ่งที่น้ำไปถึง พรของพระวิหารสามารถเยียวยาได้อย่างน่าทึ่งเช่นกัน พรพระวิหารสามารถเยียวยาใจ ชีวิต และครอบครัว

Todd Max Baxter

ข้าพเจ้าขออธิบาย ในปี 1999 เด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อทอดด์ล้มป่วยเพราะหลอดเลือดในสมองแตก ถึงแม้ทอดด์กับครอบครัวเป็นสมาชิกของศาสนจักร แต่พวกเขาไม่ได้แข็งขันอย่างต่อเนื่อง และไม่มีใครประสบพรของพระวิหาร คืนสุดท้ายของชีวิตทอดด์ เบตตีมารดาของเขานั่งลูบมือเขาอยู่ข้างเตียง และพูดว่า “ทอดด์ ถ้าลูกต้องไปจริงๆ แม่สัญญาว่าจะทำงานพระวิหารให้ลูก” เช้าวันรุ่งขึ้น แพทย์ประกาศว่าทอดด์มีภาวะสมองตาย ศัลยแพทย์ปลูกถ่ายหัวใจของทอดด์ให้ผู้ป่วยของข้าพเจ้าชื่อร็อด

ไม่กี่เดือนหลังการปลูกถ่าย ร็อดทราบชื่อครอบครัวของผู้บริจาคหัวใจและเริ่มเขียนจดหมายติดต่อกับพวกเขา ราวสองปีต่อมา เบตตีมารดาของทอดด์เชิญร็อดอยู่ที่นั่นด้วยเมื่อเธอไปพระวิหารเป็นครั้งแรก ร็อดกับเบตตีพบกันครั้งแรกในห้องซีเลสเชียลของพระวิหารเซนต์จอร์จ ยูทาห์

ไม่นานหลังจากนั้น คุณพ่อของทอดด์—สามีของเบตตี—สิ้นชีวิต สองปีต่อมา เบตตีเชิญร็อดมาเป็นตัวแทนของบุตรชายที่ล่วงลับในการรับศาสนพิธีพระวิหารของเขา ร็อดทำด้วยความสำนึกคุณ และงานแทนคนตายมาถึงจุดสูงสุดในห้องผนึกของพระวิหารเซนต์จอร์จ ยูทาห์ เบตตีรับการผนึกกับสามีที่ล่วงลับขณะคุกเข่าที่แท่นตรงข้ามหลานชายเธอผู้ทำหน้าที่แทน ต่อจากนั้น เธอพยักหน้าเรียกร็อดมาสมทบที่แท่นขณะน้ำตาเธอไหลอาบแก้ม ร็อดคุกเข่าข้างพวกเขา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของทอดด์บุตรชายเธอผู้ซึ่งหัวใจของเขายังเต้นอยู่ในอกของร็อด ต่อจากนั้นทอดด์ผู้บริจาคหัวใจให้ร็อดได้รับการผนึกกับบิดามารดาของเขาชั่วนิจนิรันดร์ มารดาของทอดด์รักษาสัญญาที่ทำไว้กับบุตรชายขณะกำลังจะสิ้นใจเมื่อหลายปีก่อน

Rod and Kim Ririe at Provo Temple

แต่เรื่องราวไม่จบตรงนั้น สิบห้าปีต่อมาร็อดผู้รับการปลูกถ่ายหัวใจหมั้นหมายเพื่อแต่งงานและเขาขอให้ข้าพเจ้าประกอบพิธีผนึกในพระวิหารโพรโว ยูทาห์ ในวันแต่งงาน ข้าพเจ้าพบร็อดกับคิมเจ้าสาวผู้แสนดีของเขาในห้องติดกับห้องผนึกที่ครอบครัวและเพื่อนสนิทของพวกเขารออยู่ หลังจากพูดคุยสั้นๆ กับร็อดและคิม ข้าพเจ้าถามว่าพวกเขามีคำถามหรือไม่

ร็อดตอบว่า “มีครับ ครอบครัวผู้บริจาคอยู่ที่นี่และอยากพบท่าน”

ข้าพเจ้าตกใจและถามว่า “คุณหมายความว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ ตอนนี้หรือ”

ร็อดตอบ “ครับ”

ข้าพเจ้าเดินอ้อมไปเรียกครอบครัวนั้นออกจากห้องผนึก เบตตี บุตรสาวของเธอ และบุตรเขยของเธอมาสมทบกับเรา ร็อดทักทายเบตตีด้วยการสวมกอด ขอบคุณที่เธอมา และแนะนำให้ข้าพเจ้ารู้จักเธอ ร็อดพูดว่า “เบตตี นี่เอ็ลเดอร์เรนลันด์ครับ ท่านเป็นแพทย์ผู้ดูแลหัวใจของลูกชายคุณมานานหลายปี” เธอเดินข้ามห้องมาโอบกอดข้าพเจ้า หลายนาทีต่อจากนั้นมีการสวมกอดและน้ำตาแห่งปีติจากทุกคน

หลังจากเราสงบจิตใจได้แล้ว เราย้ายเข้าไปในห้องผนึกที่ร็อดกับคิมได้รับการผนึกเพื่อกาลเวลาและนิรันดร ร็อด คิม เบตตี และข้าพเจ้าสามารถเป็นพยานได้ว่าสวรรค์อยู่ใกล้มาก มีคนอื่นอยู่กับเราวันนั้นผู้ผ่านม่านแห่งความเป็นมรรตัยไปก่อนเรา

พระผู้เป็นเจ้า ในพระปรีชาสามารถอันไร้ขอบเขต ทรงผนึกและเยียวยาบุคคลและครอบครัวทั้งที่มีความเศร้าสลด ความสูญเสีย และความยากลำบาก บางครั้งเราเปรียบเทียบความรู้สึกที่เราประสบในพระวิหารเหมือนการได้เห็นแวบหนึ่งของสวรรค์13 วันนั้นในพระวิหารโพรโว ยูทาห์ ข้อความนี้ของซี.เอส.ลูอิสดังก้องในใจข้าพเจ้า “[มนุษย์] พูดถึงความทุกข์ทางโลกบางอย่างว่า ‘ไม่มีความสุขใดในอนาคตสามารถชดเชยความทุกข์นี้ได้’ โดยหารู้ไม่ว่าเมื่อเราขึ้นสวรรค์ สวรรค์จะเปลี่ยนความปวดร้าวนั้นเป็นความปลาบปลื้มยินดี … ผู้ได้รับพรจะพูดว่า ‘เราไม่เคยอยู่ที่ใดยกเว้นในสวรรค์’”14

พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเพิ่มพลัง ช่วยเหลือ และค้ำจุนเรา15 พระองค์จะทรงทำให้เราพ้นไปจากความโศกศัลย์อย่างสุดซึ้งของเรา16 เมื่อเรารวบรวมประวัติครอบครัวและไปพระวิหารแทนบรรพชนของเรา พระผู้เป็นเจ้าจะทรงทำให้พรที่สัญญาไว้เหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองด้านของม่าน ทำนองเดียวกัน เราได้รับพรเมื่อเราช่วยให้คนอื่นๆ ในวอร์ดและสเตคทำเช่นเดียวกัน สมาชิกที่ไม่ได้อยู่ใกล้พระวิหารได้รับพรเหล่านี้เช่นกันโดยมีส่วนร่วมในงานประวัติครอบครัว รวบรวมรายชื่อบรรพชนของพวกเขาเพื่อประกอบศาสนพิธีพระวิหาร

แต่ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันเตือนว่า “เราสามารถรับการดลใจตลอดวันเกี่ยวกับประสบการณ์พระวิหารและประวัติครอบครัวที่คนอื่นเคยได้รับ แต่เราต้องทำบางอย่างเพื่อประสบปีติด้วยตัวเราเอง” ท่านกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าเชื้อเชิญให้ท่านพิจารณาร่วมกับการสวดอ้อนวอนว่าท่านจะเสียสละแบบใด—โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสละเวลา—เพื่อทำงานประวัติครอบครัวและงานพระวิหารมากขึ้น”17 เมื่อท่านยอมรับคำเชื้อเชิญของประธานเนลสัน ท่านจะค้นพบ รวบรวม และเชื่อมต่อกับครอบครัวของท่าน ยิ่งไปกว่านั้น พรจะหลั่งไหลมาหาท่านและครอบครัวเหมือนแม่น้ำที่เอเสเคียลพูดถึง ท่านจะพบการเยียวยาสำหรับสิ่งที่ต้องเยียวยา

ออร์สันกับพาร์ลีย์ แพรทท์ประสบผลการเยียวยาและการผนึกของประวัติครอบครัวตลอดจนงานพระวิหารในช่วงต้นของสมัยการประทานนี้ เบตตี ครอบครัวเธอ และร็อดประสบเช่นกัน ท่านประสบได้ด้วย โดยผ่านการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงมอบพรเหล่านี้ให้ทุกคน ทั้งคนตายและคนเป็น เพราะพรเหล่านี้ เราจะพบโดยนัยของอุปลักษณ์ว่าเรา “ไม่เคยอยู่ที่ใดยกเว้น … สวรรค์”18 ข้าพเจ้าเป็นพยานในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน