การประชุมใหญ่สามัญ
การรับรองให้มีการพิพากษาอันชอบธรรม
ก่อนหน้า ถัดไป

การรับรองให้มีการพิพากษาอันชอบธรรม

เพื่อรับรองให้มีการพิพากษาอันชอบธรรม การพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดจะกำจัดพุ่มไม้แห่งความไม่รู้และหนามอันเจ็บปวดจากการทำร้ายของผู้อื่น

พระคัมภีร์มอรมอนสอนหลักคำสอนของพระคริสต์

เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันท้าทายให้เราแต่ละคนไตร่ตรองว่าชีวิตเราจะต่างไปอย่างไรถ้า “ความรู้ที่ได้จากพระคัมภีร์มอรมอนถูกพรากไปในทันที”1 ข้าพเจ้าไตร่ตรองคำถามนี้ และมั่นใจว่าท่านหลายคนก็ไตร่ตรองเช่นกัน ความคิดหนึ่งเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า—หากไม่มีพระคัมภีร์มอรมอนและความชัดเจนเกี่ยวกับหลักคำสอนของพระคริสต์และการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระองค์ ข้าพเจ้าหาสันติได้จากที่ใด?

หลักคำสอนของพระคริสต์—ซึ่งประกอบด้วยหลักธรรมและศาสนพิธีแห่งความรอด อันได้แก่ ศรัทธาในพระคริสต์ การกลับใจ บัพติศมา ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และการอดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่—มีสอนไว้นับไม่ถ้วนในพระคัมภีร์แห่งการฟื้นฟูทุกเล่ม แต่ทรงพลังเป็นพิเศษในพระคัมภีร์มอรมอน2 หลักคำสอนเริ่มต้นด้วยศรัทธาในพระคริสต์ และองค์ประกอบทุกอย่างขึ้นอยู่กับความวางใจในการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระองค์

ดังที่ประธานเนลสันสอน “พระคัมภีร์มอรมอนให้ความเข้าใจครบถ้วนที่สุดและเชื่อถือได้มากที่สุดในเรื่องการชดใช้ของพระเยซูคริสต์”3 ยิ่งเราเข้าใจเกี่ยวกับของประทานอันสูงส่งของพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้น เราจะยิ่งรู้มากขึ้นในความคิดและจิตใจ4ถึงความจริงจากคำรับรองของประธานเนลสันที่ว่า “ความจริงของพระคัมภีร์มอรมอนมี พลัง ที่จะเยียวยา ปลอบโยน ฟื้นฟู ช่วยเหลือ เสริมสร้าง ปลอบขวัญ และทำให้จิตวิญญาณเรารื่นเริง”5

การชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดตอบสนองข้อเรียกร้องทุกประการของความยุติธรรม

ส่วนสำคัญและให้สันติสุขของพระคัมภีร์มอรมอนที่ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดคือคำสอนที่ว่าการพลีพระชนม์ชีพด้วยพระเมตตาของพระคริสต์ตอบสนองข้อเรียกร้องทุกประการของความยุติธรรม ดังที่แอลมาอธิบาย “พระผู้เป็นเจ้าพระองค์เองจึงทรงชดใช้บาปของโลก, เพื่อนำมาซึ่งแผนแห่งความเมตตา, เพื่อให้พอแก่ข้อเรียกร้องของความยุติธรรม, เพื่อพระผู้เป็นเจ้าจะทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่ดีพร้อม, เที่ยงธรรม, และพระผู้เป็นเจ้าที่ทรงเมตตาด้วย”6 แผนแห่งความเมตตาของพระบิดา7—หรือที่พระคัมภีร์เรียกว่าแผนแห่งความสุข8หรือแผนแห่งความรอด9—จะสำเร็จไม่ได้เว้นแต่จะมีการตอบสนองข้อเรียกร้องทั้งหมดของความยุติธรรม

แต่ “ข้อเรียกร้องของความยุติธรรม” คืออะไรกันแน่? ลองพิจารณาจากประสบการณ์ของแอลมาเอง อย่าลืมว่าว่าสมัยหนุ่มแอลมาเที่ยวไปพยายาม “ทำลายศาสนจักร”10 อันที่จริง แอลมาบอกฮีลามันบุตรชายว่าเขา “ทรมานด้วยความเจ็บปวดของนรก” เพราะเขา “กระทำฆาตกรรมลูกๆ ของ [พระผู้เป็นเจ้า]” อย่างมีประสิทธิภาพโดยการชักนำ “พวกเขาไปสู่ความพินาศ.”11

แอลมาอธิบายกับฮีลามันว่าในที่สุดสันติสุขมาสู่เขาเมื่อเขา “จำได้” ถึงคำสอนของบิดา “เกี่ยวกับการเสด็จมาของ … พระเยซูคริสต์ … เพื่อทรงชดใช้บาปของโลก”12 แอลมาผู้สำนึกผิดวิงวอนขอพระเมตตาของพระคริสต์13 จากนั้นจึงรู้สึกมีปีติและโล่งใจเมื่อเขาตระหนักว่าพระคริสต์ทรงชดใช้บาปให้แล้วและทรงจ่ายทุกสิ่งที่ความยุติธรรมเรียกร้อง แล้วความยุติธรรมเรียกร้องสิ่งใดจากแอลมา? ดังที่แอลมาสอนเองในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีสิ่งที่ไม่สะอาดจะสืบทอดอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าเป็นมรดกได้”14 กระนั้น ส่วนหนึ่งที่แอลมาโล่งใจอาจเป็นเพราะถ้าความเมตตาไม่มาไกล่เกลี่ย ความยุติธรรมคงจะปิดกั้นไม่ให้เขากลับไปอยู่กับพระบิดาบนสวรรค์เป็นแน่15

พระผู้ช่วยให้รอดทรงรักษาบาดแผลที่เรารักษาไม่ได้

แต่ปีติของแอลมามุ่งไปที่ตัวเองอย่างเดียว—ที่ เขา ไม่ต้องถูกลงโทษ และ เขา สามารถกลับไปหาพระบิดาได้อย่างนั้นหรือ? เรารู้ว่าแอลมาเจ็บปวดเกี่ยวกับผู้ที่เขาเคยชักนำออกไปจากความจริงเช่นกัน16 แต่แอลมาเองไม่สามารถเยียวยาและฟื้นฟูทุกคนที่เขาเคยชักนำออกไป เขาเองไม่สามารถรับรองว่าคนเหล่านั้นจะได้รับโอกาสอันยุติธรรมที่จะเรียนรู้หลักคำสอนของพระคริสต์และได้รับพรจากการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมที่นำไปสู่ปีติ เขาไม่สามารถนำผู้ที่ตายไปพร้อมกับความมืดบอดจากคำสอนผิดๆ ของเขากลับคืนมา

ดังที่ประธานบอยด์ เค. แพคเกอร์ เคยสอนไว้ว่า: “ความคิดที่ช่วยแอลมา … คือ: การเอากลับคืนในสิ่งที่ท่านเอาคืนไม่ได้ เยียวยารักษาสิ่งที่ท่านเยียวยารักษาไม่ได้ ซ่อมแซมสิ่งที่ท่านซ่อมแซมไม่ได้ นั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงแห่งการชดใช้ของพระคริสต์”17 ความจริงอันเปี่ยมปีติที่แอลมา “จำได้” ไม่ใช่แค่ว่าเขาสามารถสะอาดได้ แต่ผู้ที่เขาเคยทำร้ายก็สามารถได้รับการเยียวยาและรักษาหายเช่นกัน

การเสียสละของพระผู้ช่วยให้รอดรับรองการพิพากษาอันชอบธรรม

หลายปีก่อนที่แอลมาจะได้รับความช่วยเหลือจากหลักคำสอนที่สร้างความมั่นใจนี้ กษัตริย์เบ็นจามินสอนเกี่ยวกับความกว้างไกลของการเยียวยาจากการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอด กษัตริย์เบ็นจามินประกาศว่าเขาได้รับ “ข่าวอันน่ายินดี” ผ่าน “เทพจากพระผู้เป็นเจ้า”18 ท่ามกลางข่าวอันน่ายินดีมีความจริงที่ว่าพระคริสต์จะทรงทนทุกข์และพลีพระชนม์ชีพเพื่อบาปและความผิดพลาดของเราเพื่อรับรองว่า “การพิพากษาอันชอบธรรม จะได้มาถึงลูกหลานมนุษย์”19

“การพิพากษาอันชอบธรรม” เรียกร้องสิ่งใดแน่? ในข้อถัดไปกษัตริย์เบ็นจามินอธิบายว่า เพื่อรับรองว่าจะมีการพิพากษาอันชอบธรรม พระโลหิตของพระผู้ช่วยให้รอดได้ชดใช้ “บาปของคนที่ตกไปเพราะการล่วงละเมิดของอาดัม” และชดใช้ให้ “ผู้ที่ตายโดยไม่รู้พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับพวกเขา, หรือผู้ที่ทำบาปโดยไม่รู้”20 เขาสอนว่าการพิพากษาอันชอบธรรมเรียกร้องให้ “พระโลหิตของพระคริสต์ชดใช้” บาปของเด็กเล็กด้วย21

พระคัมภีร์สอนหลักคำสอนอันล้ำเลิศที่ว่า การพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดเยียวยาผู้ที่ทำบาปโดยไม่รู้—ผู้ที่เจคอบอธิบายว่า “ไม่มีกฎให้ไว้”22—เสมือนหนึ่งของประทานให้เปล่า ความรับผิดชอบต่อบาปขึ้นอยู่กับความสว่างที่เราได้รับและความสามารถในการใช้สิทธิ์เสรีของเรา23 เรารู้จักความจริงที่เยียวยาและปลอบโยนข้อนี้ก็เพราะพระคัมภีร์มอรมอนและพระคัมภีร์แห่งการฟื้นฟูเล่มอื่นๆ24

แน่นอนว่าที่ใดมีกฎให้ไว้ ที่นั่นย่อมรู้พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เรามีภาระต้องรับผิดชอบ ดังที่กษัตริย์เบ็นจามินเน้นว่า: “แต่วิบัติ, วิบัติแก่ผู้ที่รู้ว่าตนกบฏต่อพระผู้เป็นเจ้า! เพราะความรอดจะไม่มาสู่คนเช่นนั้นเลยนอกจากจะเป็นโดยการกลับใจและศรัทธาในพระเจ้าพระเยซูคริสต์”25

นี่คือข่าวสารอันน่ายินดีจากหลักคำสอนของพระคริสต์เช่นกัน พระผู้ช่วยให้รอดไม่เพียงทรงเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ทำบาปด้วยความไม่รู้ แต่สำหรับผู้ที่ทำบาปทั้งที่มีความสว่างด้วย พระผู้ช่วยให้รอดทรงเสนอการเยียวยาภายใต้เงื่อนไขของการกลับใจและศรัทธาในพระองค์26

แอลมาคง “จำได้” ถึงความจริงสองประการนี้ แอลมาจะรู้สึกจริงๆ อย่างที่เขาอธิบายหรือไม่ว่าปีติของเขา “เป็นที่สุด”27ถ้าเขาคิดว่าพระคริสต์ทรงช่วยให้เขารอดแต่ทรงละทิ้งผู้คนที่เขาชักนำไปจากความจริงให้บาดเจ็บตลอดกาล? แน่นอนว่าไม่ เพื่อที่แอลมาจะรู้สึกถึงสันติสุขอย่างเต็มที่ คนที่เขาเคยทำร้ายต้องได้รับโอกาสที่จะหายดีเช่นกัน

แต่คนเหล่านั้น—หรือผู้ที่เราอาจทำร้าย—จะหายดีได้อย่างไร? ถึงแม้เราจะไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงกระบวนการศักดิ์สิทธิ์ที่การพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดใช้ในการรักษาและฟื้นฟู แต่เรารู้ว่าเพื่อรับรองให้มีการพิพากษาอันชอบธรรม พระผู้ช่วยให้รอดจะทรงกำจัดพุ่มไม้แห่งความไม่รู้และหนามอันเจ็บปวดจากการทำร้ายของผู้อื่น28 โดยการนี้พระองค์ทรงทำให้แน่ใจว่าบุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้าจะได้รับโอกาส พร้อมด้วยวิสัยทัศน์อันชัดเจนที่จะเลือกทำตามพระองค์และยอมรับแผนอันสำคัญยิ่งแห่งความสุข29

พระผู้ช่วยให้รอดจะทรงซ่อมแซมทุกสิ่งที่เราทำเสียหาย

ความจริงเหล่านี้เองที่นำสันติสุขมาให้แอลมา และความจริงเหล่านี้ควรนำสันติสุขอันยิ่งใหญ่มาให้เราเช่นกัน ในฐานะชายหญิงปุถุชน เราต่างกระทบกระทั่งหรือบางครั้งปะทะกันจนทำร้ายกัน บิดามารดาทุกคนยืนยันได้ว่าความเจ็บปวดที่มากับความผิดพลาดของเราไม่ใช่แค่ความกลัวการลงโทษของเราเองเท่านั้น แต่เป็นความกลัวที่ว่าเราอาจไปจำกัดความสุขของลูกๆ หรือบางทีไปขัดขวางพวกเขาไม่ให้เห็นหรือเข้าใจความจริง สัญญาอันล้ำเลิศของการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดก็คือตราบเท่าที่เป็นความผิดพลาดที่เราทำในฐานะบิดามารดา พระองค์จะไม่ทรงตำหนิลูกๆ และทรงสัญญาว่าจะเยียวยาพวกเขา30 แม้เมื่อพวกเขาทำบาปทั้งที่มีความสว่าง—เช่นเดียวกับเราทุกคน—พระพาหุแห่งพระเมตตาก็ยังเอื้อมออกมา31 และพระองค์จะทรงไถ่พวกเขาถ้าพวกเขาจะมองดูพระองค์และมีชีวิต32

ถึงแม้พระผู้ช่วยให้รอดทรงมีเดชานุภาพซ่อมแซมสิ่งที่เราซ่อมไม่ได้ แต่พระองค์ทรงบัญชาให้เราทำสุดความสามารถเพื่อชดเชยความเสียหายในกระบวนการกลับใจของเรา33 บาปและความผิดพลาดไม่เพียงทำลายความสัมพันธ์ของเรากับพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่นด้วย บางครั้งความพยายามของเราในการเยียวยาและฟื้นฟูอาจเรียบง่ายเพียงคำขอโทษ แต่บางครั้งการชดเชยอาจเรียกร้องการกระทำที่อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นเวลาหลายปี34 กระนั้น สำหรับบาปและความผิดพลาดมากมายของเรา เราไม่อาจเยียวยาผู้ที่เราทำร้ายได้อย่างสมบูรณ์ คำสัญญาล้ำเลิศที่ให้สันติสุขของพระคัมภีร์มอรมอนและพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูคือพระผู้ช่วยให้รอดจะทรงซ่อมแซมทุกอย่างที่เราทำเสียหาย35 และพระองค์จะทรงซ่อมแซมเราด้วยถ้าเราหันไปหาพระองค์ด้วยศรัทธาและกลับใจจากภัยที่เราก่อขึ้น36 พระองค์ทรงมอบของประทานสองอย่างนี้เพราะทรงรักเราทุกคนด้วยความรักอันบริสุทธิ์37และเพราะพระองค์ประทานคำมั่นว่าจะให้มีการพิพากษาอันชอบธรรมเพื่อรักษาทั้งความยุติธรรมและความเมตตา ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความจริงของสิ่งนี้ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

อ้างอิง

  1. รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน, “คำกล่าวปิดการประชุม,” เลียโฮนา, พ.ย. 2019, 122.

  2. ดู 2 นีไฟ 31; 3 นีไฟ 11:28, 32, 35, 39–40; หลักคำสอนและพันธสัญญา 10:62–63, 67–70; 68:25; โมเสส 6:52–54; 8:24; หลักแห่งความเชื่อ1:4.

  3. รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน, “พระคัมภีร์มอรมอน: ชีวิตท่านจะเป็นอย่างไรหากปราศจากพระคัมภีร์เล่มนี้?” เลียโฮนา, พ.ย. 2017, 62.

  4. ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 8:2–3.

  5. รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน, “พระคัมภีร์มอรมอน: ชีวิตท่านจะเป็นอย่างไรหากปราศจากพระคัมภีร์เล่มนี้?” 62.

  6. แอลมา 42:15.

  7. ดู แอลมา 42:15.

  8. ดู แอลมา 42:8

  9. ดู แอลมา 24:14; โมเสส 6:62.

  10. ดู โมไซยาห์ 27:8–10.

  11. แอลมา 36:13, 14.

  12. แอลมา 36:17, 18.

  13. ดู แอลมา 36:18.

  14. แอลมา 40:26; ดู 1 นีไฟ 15:34; แอลมา 7:21; 11:37; ฮีลามัน 8:25 ด้วย.

  15. ดู 3 นีไฟ 27:19; ดู โมเสส 6:57 ด้วย.

  16. ดู แอลมา 36:14–17.

  17. ดู บอยด์ เค. แพคเกอร์, “ความแจ่มใสของเช้าแห่งการให้อภัย,” เลียโฮนา, ม.ค. 1996, หน้า 19–20.

  18. โมไซยาห์ 3:2, 3.

  19. โมไซยาห์ 3:10; เน้นตัวเอน.

  20. โมไซยาห์ 3:11; ดู 2 นีไฟ 9:26 ด้วย.

  21. โมไซยาห์ 3:16; ดู โมไซยาห์ 15:25; โมโรไน 8:11–12, 22 ด้วย.

  22. 2 นีไฟ 9:25.

  23. ดู 2 นีไฟ 2:26–27; ฮีลามัน 14:29–30

  24. ดู หลักแห่งความเชื่อข้อ 2; ดู หลักคำสอนและพันธสัญญา 45:54 ด้วย. ในการอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักคำสอนเรื่องบัพติศมาแทนคนตาย ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ กล่าวไว้ว่า: “ขณะที่มนุษยชาติส่วนหนึ่งกำลังตัดสินและประณามผู้อื่นอย่างไร้เมตตา พระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวาลกลับทอดพระเนตรครอบครัวมนุษย์ทั้งปวงด้วยความห่วงใยและความเอาใจใส่ดุจบิดา พระองค์ทอดพระเนตรพวกเขาราวกับเป็นบุตรธิดาของพระองค์ … พระองค์ทรงเป็นผู้บัญญัติกฎที่ทรงพระปรีชาสามารถ และจะทรงพิพากษามนุษย์ทุกคนมิใช่ตามความคิดอันคับแคบของมนุษย์ … พระองค์จะทรงตัดสินพวกเขา ‘ในสิ่งที่เขามี ไม่ใช่สิ่งที่เขาไม่มี’ ผู้ที่ดำเนินชีวิตอยู่อย่างไม่มีกฎจะได้รับการตัดสินแบบไม่มีกฎ และผู้ที่มีกฎจะถูกตัดสินแบบมีกฎ เราไม่ต้องสงสัยในความรู้แจ้งและพระปรีชาญาณของพระเยโฮวาห์ผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์จะประทานการพิพากษาหรือพระเมตตาแก่ทุกประชาชาติตามที่เขาสมควรได้รับ ตามกำลังความสามารถของสติปัญญา ตามกฎหมายที่ปกครองเขา สิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ได้รับข้อมูลอันถูกต้อง และ … เราทุกคนต้องสารภาพว่าการพิพากษาทั่วทั้งแผ่นดินโลกเที่ยงแท้ยุติธรรม” (คำสอนของประธานศาสนาจักร: โจเซฟ สมิธ [2007], 404).

  25. โมไซยาห์ 3:12; ดู 2 นีไฟ 9:27 ด้วย.

  26. ดู โมไซยาห์ 3:12; ฮีลามัน 14:30; โมโรไน 8:10; หลักคำสอนและพันธสัญญา 101:78. คนอาจไม่รู้พระบัญญัติและพันธสัญญาบางข้อหรือไม่สามารถใช้สิทธิ์เสรีของตนในสภาวการณ์บางอย่าง แต่ยังคงต้องรับผิดชอบในสภาวการณ์อื่นๆ เพราะความสว่างของพระคริสต์ที่พวกเขามี (ดู 2 นีไฟ 9:25; โมโรไน 7:16–19). พระผู้ช่วยให้รอด ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาของเราและผู้ทรงรับรองว่าจะมีการพิพากษาอันชอบธรรม จะทรงแยกแยะสภาวการณ์เหล่านี้ (ดู มอรมอน 3:20; โมเสส 6:53–57). และพระองค์ทรงจ่ายราคาให้ทั้งสองกลุ่ม—กลุ่มแรกอย่างไม่มีเงื่อนไขและกลุ่มต่อมาบนเงื่อนไขการกลับใจ

  27. แอลมา 36:21.

  28. ดู โมไซยาห์ 3:11; ดู ดี. ทอดด์ คริสทอฟเฟอร์สัน “การไถ่,” เลียโฮนา, พ.ค. 2013, 110; แอลมา 7:11–12 (“พระองค์จะทรงรับความเจ็บปวดและความป่วยไข้ของผู้คนของพระองค์ … และพระองค์จะทรงรับเอาความทุพพลภาพของพวกเขา”); อิสยาห์ 53:3–5 (“แน่​ที‍เดียว​ท่าน​แบก​ความ​เจ็บ‍ไข้​ของ​พวก‍เราและ​หอบ​ความ​เจ็บ‍ปวด​ของ​เรา​ไป”); 61:1–3 (“พระยาห์เวห์ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้เพื่อ … ปลอบโยนคนชอกช้ำใจ, … เพื่อจัดเตรียมให้กับพวกที่ไว้ทุกข์ในศิโยน คือให้มงกุฎแทนขี้เถ้าแก่พวกเขาและให้น้ำมันแห่งความยินดีแทนการไว้ทุกข์”) เป็นความรู้ที่ว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงอ้างอิงข้อเหล่านี้ในอิสยาห์เมื่อทรงประกาศความเป็นพระเมสิยาห์ของพระองค์: “พระคัมภีร์​ตอน‍นี้​ที่​พวก‍ท่าน​ได้‍ยิน​กับ​หู​ก็​สำเร็จ​แล้ว​ใน​วัน‍นี้” ลูกา 4:16–21).

  29. ในโลกแห่งวิญญาณ “มีการสั่งสอนพระกิตติคุณแก่คนไม่รู้ คนไม่กลับใจ และคนกบฏ เพื่อปลดปล่อยพวกเขาจากพันธนาการและก้าวหน้าไปสู่พรที่พระบิดาบนสวรรค์ผู้เปี่ยมด้วยความรักทรงมีไว้ให้พวกเขา” (ดัลลิน เอช. โอ๊คส์, “จงวางใจในพระเจ้า,” เลียโฮนา, พ.ย. 2019, 27). ดู 1 เปโตร 4:6; 2 นีไฟ 2:11-16; หลักคำสอนและพันธสัญญา 128:19; 137:7–9; 138:31–35.

  30. ดู โมเสส 6:54. ประธานเอ็ม. รัสเซลล์ บัลลาร์ด สอนหลักคำสอนนี้เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย: “เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบรายละเอียดทั้งหมด และพระองค์คือผู้ที่จะทรงตัดสินการกระทำของเราที่นี่บนแผ่นดินโลก เมื่อพระองค์ทรงพิพากษาเรา ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพระองค์จะทรงนำทุกอย่างมาพิจารณา: องค์ประกอบทางพันธุกรรมกับทางเคมี สภาพจิตใจ ความสามารถทางสติปัญญา คำสอนที่เราได้รับ ประเพณีของบรรพบุรุษ สุขภาพของเรา และอื่นๆ เราเรียนรู้ในพระคัมภีร์ว่าพระโลหิตของพระคริสต์จะชดใช้บาปของมนุษย์ ‘ผู้ที่ตายโดยไม่รู้พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าเกี่ยวกับพวกเขา, หรือผู้ที่ทำบาปโดยไม่รู้’ (โมไซยาห์ 3:11)” (“Suicide: Some Things We Know, and Some We Do Not,” Ensign, Oct. 1987, 8; Tambuli, Mar. 1988, 18).

  31. ดู เจคอบ 6:5; โมไซยาห์ 29:20; 3 นีไฟ 9:14; หลักคำสอนและพันธสัญญา 29:1.

  32. ดู ฮีลามัน 8:15.

  33. ดู เลวีนิติ 6:4–5; เอเสเคียล 33:15–16; ฮีลามัน 5:17; หลักคำสอนและพันธสัญญา 58:42–43.

  34. ความพยายามในลักษณะนี้เองที่แอลมาทำ (ดู แอลมา 36:24).

  35. ประธานบอยด์ เค. แพคเกอร์ สอนหลักการนี้อย่างมีพลังว่า:

    “มีบางครั้งที่ท่านไม่สามารถซ่อมแซมสิ่งที่ท่านทำให้เสียหาย บางครั้งการทำผิดผ่านไปนานแล้วหรือผู้ได้รับบาดเจ็บปฏิเสธการสำนึกผิดของท่าน บางทีความเสียหายอาจหนักหนาจนท่านไม่สามารถแก้ไขได้ไม่ว่าท่านจะต้องการแก้ไขมากเพียงใด

    “การกลับใจของท่านจะไม่เป็นที่ยอมรับจนกว่าจะมีการชดเชย ถ้าท่านไม่สามารถแก้ไขสิ่งที่ท่านทำ ท่านก็ติดกับ เป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจว่าท่านรู้สึกว่าไร้ประโยชน์และหมดหวังเพียงใดและทำไมท่านถึงอยากยอมแพ้เหมือนแอลมารู้สึก …

    “ทุกคนจะได้รับการซ่อมแซมอย่างไร เราไม่รู้ อาจไม่ได้สำเร็จในชีวิตนี้ก็ได้ เรารู้จากนิมิตและการมาเยือนว่าผู้รับใช้ของพระเจ้ายังคงทำงานแห่งการไถ่ต่อไปหลังม่าน

    “ความรู้นี้ควรเป็นคำปลอบโยนให้แก่ผู้บริสุทธิ์เช่นเดียวกับผู้สำนึกผิด ข้าพเจ้านึกถึงบิดามารดาผู้ทนทุกข์เกินกว่าจะทนได้สำหรับความผิดพลาดของบุตรธิดาที่ดื้อรั้นและกำลังสูญสิ้นความหวัง” (“The Brilliant Morning of Forgiveness,” 19–20).

  36. ดู 3 นีไฟ 12:19; ดู มัทธิว 6:12; 3 นีไฟ 13:11 ด้วย.

  37. ดู ยอห์น 15:12–13; 1 ยอห์น 4:18; ดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ, “ความรักที่สมบูรณ์ขับไล่ความกลัวออกไป,” เลียโฮนา, พ.ค. 2017, 104.