อีนัส 1
    Footnotes

    หนังสือของอีนัส

    บทที่ ๑

    อีนัสสวดอ้อนวอนอย่างสุดกำลังและได้รับการปลดบาปของท่าน—สุรเสียงของพระเจ้าเข้ามาในจิตใจท่าน, โดยให้สัญญาถึงความรอดของชาวเลมันในอนาคตกาล—ชาวนีไฟพยายามนำชาวเลมันกลับคืนมา—อีนัสชื่นชมยินดีพระผู้ไถ่ของท่าน. ประมาณ ๔๒๐ ปีก่อนคริสตกาล.

    ดูเถิด, เหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือข้าพเจ้า, อีนัส, โดยที่รู้จักบิดาข้าพเจ้าว่าท่านเป็นคนเที่ยงธรรม—เพราะท่านสอนข้าพเจ้าเกี่ยวกับภาษาของท่าน, และตามการเลี้ยงดูและการตักเตือนของพระเจ้าด้วย—และขอพระนามพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าทรงเจริญด้วยพระสิริเพราะการนี้เถิด—

    และข้าพเจ้าจะบอกท่านถึงการต่อสู้ซึ่งข้าพเจ้าผจญมาต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า, ก่อนที่ข้าพเจ้าจะได้รับการปลดบาปของข้าพเจ้า.

    ดูเถิด, ข้าพเจ้าไปล่าสัตว์ในป่า; และคำพูดซึ่งข้าพเจ้าได้ยินจากบิดาข้าพเจ้าบ่อย ๆ เกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์, และปีติของวิสุทธิชน, ฝังลึกอยู่ในใจข้าพเจ้า.

    และจิตวิญญาณข้าพเจ้าหิวโหย; และข้าพเจ้าคุกเข่าลงต่อพระพักตร์พระผู้รังสรรค์ของข้าพเจ้า, และข้าพเจ้าร้องทูลพระองค์ในคำสวดอ้อนวอนอย่างสุดกำลังและการวิงวอนเพื่อจิตวิญญาณข้าพเจ้าเอง; และตลอดทั้งวันข้าพเจ้าร้องทูลพระองค์; แท้จริงแล้ว, และเมื่อถึงเวลากลางคืนข้าพเจ้ายังได้เปล่งเสียงข้าพเจ้าขึ้นไปสูงจนถึงสวรรค์.

    และสุรเสียงมาถึงข้าพเจ้า, มีความว่า : อีนัส, บาปของเจ้าได้รับการให้อภัยแล้ว, และเจ้าจะได้รับพร.

    และข้าพเจ้า, อีนัส, รู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าตรัสเท็จไม่ได้; ดังนั้น, ความผิดของข้าพเจ้าจึงถูกลบล้างไป.

    และข้าพเจ้าทูล : ข้าแต่พระเจ้า, นี่เป็นไปได้อย่างไรหรือ ?

    และพระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้า : เพราะศรัทธาของเจ้าในพระคริสต์, ผู้ซึ่งเจ้าไม่เคยได้ฟังหรือเห็นมาก่อน. และหลายปีจะผ่านไปก่อนที่พระองค์จะทรงแสดงองค์ให้ประจักษ์ในเนื้อหนัง; ดังนั้น, จงไปเถิด, ศรัทธาของเจ้าทำให้เจ้าสมบูรณ์แล้ว.

    บัดนี้, เหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือเมื่อข้าพเจ้าได้ยินพระดำรัสนี้ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกปรารถนาให้ชาวนีไฟ, พี่น้องของข้าพเจ้ามีความผาสุก; ดังนั้น, ข้าพเจ้าทุ่มเททั้งจิตวิญญาณข้าพเจ้าแด่พระผู้เป็นเจ้าเพื่อพวกเขา.

    ๑๐ และขณะที่ข้าพเจ้ากำลังกระวนกระวายทางวิญญาณอยู่ดังนี้, ดูเถิด, สุรเสียงของพระเจ้าเข้ามาในจิตใจข้าพเจ้าอีก, มีความว่า : เราจะเยือนพี่น้องของเจ้าตามความขยันหมั่นเพียรของพวกเขาในการรักษาบัญญัติของเรา. เราให้แผ่นดินนี้แก่พวกเขา, และมันเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์; และเราไม่สาปแช่งมันนอกจากเพราะเหตุแห่งความชั่วช้าสามานย์; ดังนั้น, เราจะเยือนพี่น้องของเจ้าตามที่เรากล่าวไว้; และเราจะลงโทษการล่วงละเมิดของพวกเขาด้วยโทมนัสบนศีรษะของพวกเขาเอง.

    ๑๑ และหลังจากข้าพเจ้า, อีนัส, ได้ยินพระดำรัสนี้แล้ว, ศรัทธาข้าพเจ้าเริ่มไม่สั่นคลอนในพระเจ้า; และข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนต่อพระองค์เพื่อชาวเลมันพี่น้องของข้าพเจ้าด้วยความกระวนกระวายอยู่นานหลายครั้ง.

    ๑๒ และเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือหลังจากข้าพเจ้าได้สวดอ้อนวอนและทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรจนสุดความสามารถแล้ว, พระเจ้าตรัสแก่ข้าพเจ้า : เราจะให้เจ้าตามความปรารถนาของเจ้า, เพราะศรัทธาของเจ้า.

    ๑๓ และบัดนี้ดูเถิด, นี่คือความปรารถนาที่ข้าพเจ้าปรารถนาจากพระองค์—คือหากเป็นไปว่า, ชาวนีไฟ, ผู้คนของข้าพเจ้า, จะตกไปในการล่วงละเมิด, และถูกทำลายโดยวิธีใดก็ตาม, และชาวเลมันไม่ถูกทำลายแล้ว, พระเจ้าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงปกปักรักษาบันทึกของชาวนีไฟ, ผู้คนของข้าพเจ้า; แม้หากมันเป็นไปโดยพลังแห่งพระพาหุอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์, เพื่อจะได้นำบันทึกออกมาให้ชาวเลมันวันใดวันหนึ่งในอนาคต, เพื่อ, อาจจะนำพวกเขามาสู่ความรอด

    ๑๔ เพราะปัจจุบันนี้ความกระวนกระวายของเราไร้ประโยชน์ในการนำพวกเขากลับมาสู่ศรัทธาอันแท้จริง. และพวกเขาสาบานไว้ด้วยความเคียดแค้นว่า, หากเป็นไปได้, พวกเขาจะทำลายเราและบันทึกของเรา, และประเพณีทั้งหมดของบรรพบุรุษเราด้วย.

    ๑๕ ดังนั้น, ข้าพเจ้าโดยที่รู้ว่าพระเจ้าพระผู้เป็นเจ้าทรงสามารถปกปักรักษาบันทึกของเราได้, ข้าพเจ้าจึงร้องทูลต่อพระองค์ตลอดเวลา, เพราะพระองค์ได้ตรัสแก่ข้าพเจ้า : สิ่งใดก็ตามที่เจ้าจะขอด้วยศรัทธา, โดยเชื่อว่าเจ้าจะได้รับในพระนามของพระคริสต์แล้ว, เจ้าจะได้รับ.

    ๑๖ และข้าพเจ้ามีศรัทธา, และข้าพเจ้าร้องทูลพระผู้เป็นเจ้าเพื่อพระองค์จะทรงปกปักรักษาบันทึกไว้; และพระองค์ทรงทำพันธสัญญากับข้าพเจ้าว่าพระองค์จะทรงนำมันออกมาให้ชาวเลมันในเวลาอันเหมาะสมของพระองค์.

    ๑๗ และข้าพเจ้า, อีนัส, รู้ว่ามันจะเป็นไปตามพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงทำไว้; ดังนั้นจิตวิญญาณข้าพเจ้าจึงสงบ.

    ๑๘ และพระเจ้าตรัสแก่ข้าพเจ้า : บรรพบุรุษของเจ้าขอร้องเรื่องนี้กับเราแล้วด้วย; และมันจะบังเกิดกับพวกเขาตามศรัทธาของพวกเขา; เพราะศรัทธาของพวกเขาเหมือนกับของเจ้า.

    ๑๙ และบัดนี้เหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือข้าพเจ้า, อีนัส, ออกไปทั่วในบรรดาผู้คนของนีไฟ, พยากรณ์ถึงเรื่องที่จะมาถึง, และเป็นพยานถึงเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ยินและได้เห็นมา.

    ๒๐ และข้าพเจ้าเป็นพยานว่าผู้คนของนีไฟได้มุมานะที่จะนำชาวเลมันกลับคืนมาสู่ศรัทธาอันแท้จริงในพระผู้เป็นเจ้า. แต่งานของเราไร้ประโยชน์; ความเกลียดชังของพวกเขาฝังแน่น, และพวกเขาถูกนำไปโดยธรรมชาติอันชั่วร้ายของพวกเขาจนกลายเป็นคนป่าเถื่อน, และดุร้าย, และเป็นผู้คนกระหายเลือด, เต็มไปด้วยการถือรูปเคารพและความสกปรก; บริโภคสัตว์กินเนื้อ; พำนักอยู่ในกระโจม, และระหกระเหินไปในแดนทุรกันดารพร้อมด้วยผืนหนังสั้น ๆ คาดอยู่รอบเอวพวกเขาและโกนศีรษะ; พวกเขาเชี่ยวชาญการใช้คันธนู, และกระบี่, และขวาน. และพวกเขาเป็นอันมากไม่กินอะไรนอกจากเนื้อดิบ; และพวกเขาหมายมั่นจะทำลายเราตลอดเวลา.

    ๒๑ และเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือผู้คนของนีไฟทำไร่ไถนา, และปลูกธัญพืช, และผลไม้นานาชนิด, และเลี้ยงฝูงสัตว์ใหญ่หลายฝูง, และฝูงปศุสัตว์นานาชนิดทุกอย่าง, และแพะ, และแพะป่า, และม้าเป็นอันมากด้วย.

    ๒๒ และมีศาสดาพยากรณ์มากมายหลายคนในบรรดาเรา. และผู้คนเป็นคนดื้อรั้น, เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก.

    ๒๓ และไม่มีเรื่องอื่นใดนอกจากความรุนแรงยิ่ง, การสั่งสอนและการพยากรณ์ถึงสงคราม, และความขัดแย้ง, และการทำลาย, และการเตือนพวกเขาตลอดเวลาถึงความตาย, และระยะเวลาของนิรันดร, และการพิพากษาและเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า, และเรื่องทั้งหมดนี้—โดยกระตุ้นพวกเขาตลอดเวลาเพื่อให้พวกเขาอยู่ในความเกรงกลัวพระเจ้า. ข้าพเจ้ากล่าวว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งเหล่านี้, และความกระจ่างชัดเจนของคำพูด, ที่จะป้องกันไม่ให้พวกเขาลงไปสู่ความพินาศอย่างรวดเร็ว. และตามนี้ข้าพเจ้าเขียนเกี่ยวกับพวกเขา.

    ๒๔ และข้าพเจ้าเห็นสงครามระหว่างชาวนีไฟกับชาวเลมันในวันเวลาของข้าพเจ้า.

    ๒๕ และเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือข้าพเจ้าเริ่มชรา, และเวลาหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเก้าปีผ่านไปตั้งแต่เวลาที่ลีไฮ บิดาเราออกจากเยรูซาเล็ม.

    ๒๖ และข้าพเจ้าเห็นว่าในไม่ช้าจะต้องลงไปสู่หลุมศพ, โดยที่เดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้ากระทำให้ข้าพเจ้าต้องสั่งสอนและพยากรณ์แก่คนพวกนี้, และประกาศพระวจนะตามความจริงที่มีอยู่ในพระคริสต์. และข้าพเจ้าประกาศตลอดมาในวันเวลาของข้าพเจ้า, และชื่นชมยินดีสิ่งนี้เหนือสิ่งอันเป็นของโลก.

    ๒๗ และในไม่ช้าข้าพเจ้าจะไปสู่สถานพักผ่อนของข้าพเจ้า, ซึ่งอยู่กับพระผู้ไถ่ของข้าพเจ้า; เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าในพระองค์ข้าพเจ้าจะพักผ่อนได้. และข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในวันที่ความเป็นมรรตัยของข้าพเจ้าจะสวมความเป็นอมตะ, และจะยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์; เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเห็นพระพักตร์พระองค์ด้วยความสุขใจ, และพระองค์จะตรัสแก่ข้าพเจ้า : จงมาหาเราเถิด, เจ้าผู้ได้รับพร, มีที่เตรียมไว้ให้เจ้าอยู่ในปราสาทของพระบิดาแห่งเรา. เอเมน.