2010–2019
ผ่านพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

ผ่านพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า

เพื่อรับใช้ผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผล เราต้องมองพวกเขาผ่านดวงตาของพ่อแม่ ผ่านพระเนตรของพระบิดาบนสวรรค์

พี่น้องที่รัก ขอบคุณที่ท่านสนับสนุนข้าพเจ้าเป็นสมาชิกโควรัมอัครสาวกสิบสองเมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าบอกได้ยากว่าสิ่งนั้นมีความหมายต่อข้าพเจ้ามากเพียงใด ข้าพเจ้าซาบซึ้งเป็นพิเศษสำหรับเสียงสนับสนุนของสตรีที่พิเศษมากสองคนในชีวิตข้าพเจ้าคือ รูธภรรยาข้าพเจ้า กับแอชลีย์ลูกสาวที่เรารักมากมาย

การเรียกของข้าพเจ้าให้หลักฐานมากพอต่อการยืนยันความจริงในพระดำรัสของพระเจ้าช่วงต้นสมัยการประทานนี้ “เพื่อความสมบูรณ์แห่งกิตติคุณของเราจะได้รับการประกาศโดยคนอ่อนแอและคนต่ำต้อยถึงสุดแดนแผ่นดินโลก”1 ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนอ่อนแอและคนต่ำต้อยเหล่านั้น หลายสิบปีก่อน เมื่อข้าพเจ้าได้รับเรียกเป็นอธิการของวอร์ดหนึ่งทางภาคตะวันออกของสหรัฐ พี่ชายที่แก่กว่านิดหน่อยแต่ฉลาดกว่าข้าพเจ้ามากโทรศัทพ์มาบอกว่า “น้องต้องรู้ว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกน้องเพราะสิ่งที่น้องทำมา ในกรณีของน้อง ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่น้องเคยทำ พระเจ้าทรงเรียกน้องมาเพราะสิ่งที่พระองค์จำเป็นต้องทำผ่านน้อง และนั่นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อน้องทำในวิธีของพระองค์” ข้าพเจ้ายอมรับว่าคำสั่งสอนจากพี่ชายใช้กับวันนี้ได้มากกว่าวันนั้น

สิ่งอัศจรรย์บางอย่างเกิดขึ้นในการรับใช้ของผู้สอนศาสนาเมื่อเขาตระหนักว่าการเรียกไม่เกี่ยวกับตนเอง แต่เกี่ยวกับพระเจ้า งานของพระองค์ และบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ ข้าพเจ้ารู้สึกแบบเดียวกันสำหรับอัครสาวก การเรียกนี้ไม่เกี่ยวกับข้าพเจ้า แต่เกี่ยวกับพระเจ้า งานของพระองค์ และบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ ไม่สำคัญว่างานมอบหมายหรือการเรียกในศาสนจักรคืออะไร จงรับใช้ให้ดี เราต้องรับใช้โดยรู้ว่าทุกคนที่เรารับใช้ “เป็นปิยบุตรหรือปิยธิดาทางวิญญาณของพระบิดาพระมารดาบนสวรรค์ และด้วยเหตุนี้ … จึงมีลักษณะและจุดหมายปลายทางแห่งสวรรค์”2

อาชีพที่ผ่านมาของข้าพเจ้าคือเป็นแพทย์โรคหัวใจเชี่ยวชาญเรื่องหัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจ มีคนไข้หลายรายที่ป่วยถึงขั้นวิกฤติ ภรรยาข้าพเจ้าพูดขำๆ ว่าใครเป็นคนไข้ของข้าพเจ้าก็เท่ากับมีสัญญาณแล้วว่าคงไม่รอด ข้าพเจ้าเห็นคนไข้หลายรายเสียชีวิต และข้าพเจ้าสร้างระยะห่างทางความรู้สึกเมื่อสถานการณ์ย่ำแย่ นั่นเป็นวิธีที่ข้าพเจ้าใช้ควบคุมความรู้สึกเศร้าเสียใจและความผิดหวังของตนเอง

ในปี 1986 ชายหนุ่มชื่อแชดเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและได้รับการปลูกถ่ายหัวใจ เขามีชีวิตที่ดีสิบห้าปี แชดทำสุดความสามารถเพื่อให้ตนเองมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้ตามปกติ เขารับใช้งานเผยแผ่ ทำงาน และเป็นลูกกตัญญูของพ่อแม่ สามสี่ปีสุดท้ายของชีวิตเขาลำบากมาก เขาเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ

เย็นวันหนึ่ง เขาถูกนำตัวส่งแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพราะหัวใจหยุดเต้น ข้าพเจ้ากับเพื่อนร่วมงานช่วยกันอยู่นานเพื่อกู้การไหลเวียนโลหิต แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำให้แชดฟื้นขึ้นมาได้ เราหยุดช่วยเพราะเห็นว่าไม่ได้ผล และข้าพเจ้าประกาศว่าเขาสิ้นชีวิต แม้จะเสียใจและผิดหวังแต่ข้าพเจ้าก็ยังมีเจตคติแบบแพทย์ ข้าพเจ้านึกในใจว่า “แชดได้รับการรักษาอย่างดี เขามีชีวิตอยู่นานกว่าที่เขาจะน่าจะมี” ไม่นานระยะห่างทางความรู้สึกก็ถูกทำลายสิ้นเมื่อพ่อแม่ของเขาเข้ามาในห้องฉุกเฉินและเห็นลูกชายที่สิ้นชีวิตแล้วนอนอยู่บนเปลหาม ขณะนั้นข้าพเจ้ามองเห็นแชดผ่านดวงตาของพ่อแม่เขา ข้าพเจ้าเห็นความหวังและความคาดหวังอย่างมากที่พวกเขามีต่อลูกชาย ความปรารถนาจะให้ลูกชายอยู่นานอีกนิดและดีขึ้นอีกหน่อย ด้วยความตระหนักเช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงเริ่มร้องไห้ แต่แทนที่ข้าพเจ้าจะปลอบพ่อแม่ของแชด พวกเขากลับปลอบข้าพเจ้าและแสดงความเมตตาที่ข้าพเจ้าไม่มีวันลืม

เวลานี้ข้าพเจ้าตระหนักว่าในศาสนจักร เพื่อจะรับใช้ผู้อื่นอย่างมีประสิทธิผลเราต้องมองพวกเขาผ่านดวงตาของพ่อแม่ ผ่านพระเนตรของพระบิดาบนสวรรค์ เมื่อนั้นเราจะเริ่มเข้าใจคุณค่าแท้จริงของจิตวิญญาณ เมื่อนั้นเราจะรู้สึกถึงความรักที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงมีต่อบุตรธิดาทุกคนของพระองค์ เมื่อนั้นเราจะรู้สึกถึงความอาทรห่วงใยของพระผู้ช่วยให้รอด เราไม่สามารถทำตามข้อผูกมัดในพันธสัญญาว่าจะเป็นทุกข์กับคนที่เป็นทุกข์และปลอบโยนคนที่ต้องการการปลอบโยนได้โดยสมบูรณ์ถ้าเราไม่มองพวกเขาผ่านพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า3 มุมมองที่กว้างขึ้นนี้จะเปิดใจให้เรารับความผิดหวัง ความกลัว และความปวดร้าวใจของผู้อื่น แต่พระบิดาบนสวรรค์จะทรงช่วยและปลอบโยนเรา เช่นเดียวกับพ่อแม่ของแชดปลอบโยนข้าพเจ้าเมื่อหลายปีก่อน เราต้องมีตาที่มองเห็น มีหูที่ได้ยิน มีใจที่รับรู้และเข้าใจถ้าเราจะลงมือช่วยชีวิตตามที่ประธานโธมัส เอส. มอนสันกระตุ้นเราบ่อยครั้ง4

ต่อเมื่อเรามองผ่านพระเนตรของพระบิดาบนสวรรค์เท่านั้นเราจึงจะเปี่ยมด้วย “ความรักอันบริสุทธิ์ของพระคริสต์”5 ทุกวันเราควรวิงวอนขอความรักนี้จากพระผู้เป็นเจ้า มอรมอนเตือนว่า “ดังนั้น, พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า, จงสวดอ้อนวอนพระบิดาจนสุดพลังของใจ, เพื่อท่านจะเปี่ยมด้วยความรักนี้, ซึ่งพระองค์ประทานให้ทุกคนซึ่งเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของพระบุตรของพระองค์, พระเยซูคริสต์.”6

ข้าพเจ้าต้องการเป็นผู้ติดตามที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ด้วยสุดใจข้าพเจ้า7 ข้าพเจ้ารักพระองค์ เทิดทูนพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงการทรงพระชนม์อยู่จริงของพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ได้รับการเจิม พระเมสสิยาห์ ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงพระเมตตา ความสงสาร และความรักอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ ข้าพเจ้าเพิ่มประจักษ์พยานของข้าพเจ้าเข้ากับท่านอัครสาวกผู้กล่าวไว้ในปี 2000 ว่า “พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์ พระบุตรผู้ทรงเป็นอมตะของพระผู้เป็นเจ้า … พระองค์ทรงเป็นความสว่าง ทรงเป็นชีวิต และความหวังของโลก”8

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าวันนั้นในปี 1820 ในป่าทางเหนือของรัฐนิวยอร์ก พระเจ้าผู้คืนพระชนม์ทรงปรากฏพร้อมพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาบนสวรรค์ของเราต่อศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธ ตามที่โจเซฟ สมิธกล่าว กุญแจฐานะปุโรหิตอยู่บนแผ่นดินโลกเวลานี้เพื่อทำศาสนพิธีแห่งความรอดและความสูงส่ง ข้าพเจ้าทราบเช่นนั้น ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน