2010–2019
“เลือกให้แสดงประจักษ์พยานถึงนามของเรา”
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

“เลือกให้แสดงประจักษ์พยานถึงนามของเรา”

เป็นการดีที่จะมีชายสูงวัยผู้เพียบพร้อมด้วยวุฒิภาวะทางวิญญาณและวิจารณญาณอันดีเยี่ยมรับใช้ในตำแหน่งผู้นำอาวุโสของศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์

ในปี 1996 ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ ออกโทรทัศน์ในรายการข่าวระดับชาติ ชื่อรายการ 60 Minutes ไมค์ วอลเลซ นักข่าวที่มากด้วยประสบการณ์และการยิงคำถามแบบกัดไม่ปล่อยเป็นผู้สัมภาษณ์ประธานฮิงค์ลีย์เกี่ยวกับหัวข้อสำคัญหลายเรื่อง

เมื่อใกล้จบการสนทนาคุณวอลเลซกล่าวว่า “มีคนพูดกันว่า ‘นี่คือการปกครองโดยคนสูงวัย นี่คือศาสนจักรที่ชายชรากำกับดูแล’”

ประธานฮิงค์ลีย์ตอบอย่างร่าเริงและไม่ลังเลว่า “ไม่ดีหรอกหรือที่จะมีชายผู้เพียบพร้อมด้วยวุฒิภาวะเป็นผู้นำ ชายที่มีวิจารณญาณที่ดีและจะไม่โอนเอนไปมาตามลมของหลักคำสอนทุกอย่าง” (ถ่ายทอดเมื่อวันที่ 7 เมษายน ค.ศ. 1996)

จุดประสงค์ของข้าพเจ้าคือเพื่อจะอธิบายว่า โดยแท้แล้ว เหตุใดจึงเป็นการดีที่จะมีชายสูงวัยผู้เพียบพร้อมด้วยวุฒิภาวะทางวิญญาณและวิจารณญาณอันดีเยี่ยมรับใช้ในตำแหน่งผู้นำอาวุโสของศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์—และเหตุใดเราควร “ได้ยิน” และ “สดับฟัง” (โมไซยาห์ 2:9) คำสอนของชายเหล่านี้ผู้ซึ่งพระเจ้าทรง “เลือกให้แสดงประจักษ์พยานถึงนามของ [พระองค์] … ทั่วประชาชาติ, ตระกูล, ภาษา, และคนทั้งปวง,” (คพ. 112:1)

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้เราทุกคนได้รับการสั่งสอนจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราพิจารณาร่วมกันถึงหัวข้ออันสำคัญยิ่งนี้

บทเรียนตลอดชีวิต

ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับหัวข้อนี้จากมุมมองที่โดดเด่นอย่างชัดเจน เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกอาวุโสน้อยที่สุดในโควรัมอัครสาวกสิบสองตามลำดับของวัย ในช่วงหลายปีที่ข้าพเจ้ารับใช้ อายุเฉลี่ยของชายที่รับใช้ในฝ่ายประธานสูงสุดและโควรัมอัครสาวกสิบสองคือ 77 ปี—ซึ่งเป็นอายุเฉลี่ยสูงที่สุดของอัครสาวกสำหรับช่วง 11 ปีที่ผ่านมาในสมัยการประทานนี้

ข้าพเจ้าได้รับพรจากประสบการณ์ของการเป็นอัครสาวก ประสบการณ์ส่วนตัว และจากงานอาชีพควบคู่กับความเข้าใจอันลึกซึ้งของสมาชิกโควรัมที่รับใช้ร่วมกันกับข้าพเจ้า ตัวอย่างหนึ่งจากการร่วมงานกับเอ็ลเดอร์โรเบิร์ต ดี. เฮลส์แสดงให้เห็นถึงโอกาสดีเยี่ยมที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และรับใช้กับผู้นำเหล่านี้

หลายปีก่อนข้าพเจ้าใช้เวลาช่วงบ่ายวันอาทิตย์กับเอ็ลเดอร์เฮลส์ในบ้านของท่านขณะที่ท่านกำลังพักฟื้นจากอาการเจ็บป่วยร้ายแรง เราสนทนากันถึงเรื่องครอบครัว ความรับผิดชอบในโควรัม และประสบการณ์สำคัญของเรา

ในประเด็นหนึ่ง ข้าพเจ้าถามเอ็ลเดอร์เฮลส์ว่า “ท่านเป็นสามี บิดา นักกีฬา นักบิน ผู้บริหารธุรกิจ และผู้นำศาสนจักรที่ประสบความสำเร็จ ท่านเรียนรู้บทเรียนอะไรบ้างขณะที่ท่านมีอายุมากขึ้นและมีขีดจำกัดของสมรรถภาพทางร่างกายที่ลดลง”

เอ็ลเดอร์เฮลส์คิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบว่า “เมื่อใดที่คุณไม่สามารถทำสิ่งที่คุณเคยทำได้มาตลอด เมื่อนั้นคุณจะทำสิ่งสำคัญที่สุดเท่านั้น”

ข้าพเจ้าทึ่งกับคำตอบอันเรียบง่ายและแฝงนัยที่ครอบคลุมของท่าน อัครสาวกผู้เป็นสหายที่ข้าพเจ้ารักได้แบ่งปันบทเรียนตลอดชีวิตกับข้าพเจ้า—บทเรียนที่เรียนรู้ผ่านการทดสอบอันทรหดของความทุกข์ทรมานทางร่างกายและการค้นคว้าทางวิญญาณ

ข้อจำกัดและความเปราะบางของมนุษย์

ข้อจำกัดซึ่งเป็นผลตามธรรมชาติของการมีอายุเพิ่มขึ้นนั้น อันที่จริงสามารถเป็นแหล่งที่มาอันน่าทึ่งของการเรียนรู้และความคิดอันลึกซึ้งทางวิญญาณ ปัจจัยเดียวกันนี้ที่หลายคนอาจเชื่อว่าเป็นข้อจำกัดความมีประสิทธิภาพของผู้รับใช้เหล่านี้สามารถเป็นข้อดีที่สุดของพวกท่าน ขีดจำกัดทางร่างกายสามารถขยายวิสัยทัศน์ กำลังกายที่จำกัดสามารถจัดลำดับความสำคัญได้ชัดเจน การไร้ความสามารถในการทำหลายอย่างสามารถนำความสนใจไปสู่สิ่งสำคัญที่สุดสองสามอย่าง

บางคนแนะนำว่าผู้นำที่อ่อนวัยกว่าและกระฉับกระเฉงกว่าเป็นที่ต้องการในศาสนจักรเพื่อรับมือกับความท้าทายที่รุนแรงของโลกปัจจุบันอย่างมีประสิทธิภาพ แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงใช้ปรัชญาร่วมสมัยและวิธีปฏิบัติของการเป็นผู้นำเพื่อทำให้จุดประสงค์ของพระองค์เกิดสัมฤทธิผล (ดู อิสยาห์ 55:8–9) เราคาดหวังได้ว่าประธานและผู้นำอาวุโสท่านอื่นๆ ของศาสนจักรจะเป็นชายสูงวัยและมีประสบการณ์ทางวิญญาณมากกว่า

แบบแผนของการปกครองที่ได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าโดยอาศัยสภาในศาสนจักรของพระองค์มีไว้เพื่อและทำให้ผลกระทบจากความเปราะบางของมนุษย์มีน้อยลง นับว่าน่าสนใจที่ข้อจำกัดในความเป็นมรรตัยของชายเหล่านี้แท้จริงแล้วยืนยันถึงแหล่งที่มาจากสวรรค์ของการเปิดเผยที่มาสู่พวกท่านและผ่านทางพวกท่าน โดยแท้แล้ว ชายเหล่านี้ได้รับเรียกจากพระผู้เป็นเจ้าโดยการพยากรณ์ (ดู หลักแห่งความเชื่อ ข้อ 5)

แบบแผนของความพร้อม

ข้าพเจ้าสังเกตพี่น้องชายในโควรัมของข้าพเจ้าในเรื่องจุดประสงค์ของพระเจ้าที่มีชายสูงวัยผู้เพียบพร้อมด้วยวุฒิภาวะและวิจารณญาณมารับใช้ในตำแหน่งผู้นำอาวุโสของศาสนจักร ชายเหล่านี้ได้รับการอบรมสั่งสอนเป็นระยะเวลาพอสมควรจากพระเจ้า ผู้ที่พวกท่านเป็นตัวแทน รับใช้ และรัก พวกท่านเรียนรู้ที่จะเข้าใจวิธีสื่อสารจากเบื้องบนของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และแบบแผนของพระเจ้าเพื่อรับการเปิดเผย ชายธรรมดาเหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการพัฒนาที่พิเศษสุดซึ่งขัดเกลาวิสัยทัศน์ของพวกท่าน ให้ความรู้ความเข้าใจในแนวคิดอันลึกซึ้งของพวกท่าน ทำให้พวกท่านมีความรักผู้คนจากทุกประชาชาติและทุกสภาพการณ์ และยืนยันความจริงของการฟื้นฟู

ข้าพเจ้าเห็นกับตาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพี่น้องชายในโควรัมของข้าพเจ้าเพียรพยายามที่จะขยายและทำหน้าที่รับผิดชอบของพวกท่านให้เกิดสัมฤทธิผลขณะต่อสู้กับปัญหาร้ายแรงทางร่างกาย ชายเหล่านี้ไม่ได้รับยกเว้นจากความทุกข์ทรมาน พวกท่านได้รับพรและพลังให้รุดไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญทั้งที่ยังทนทุกข์ทรมานเช่นนั้น

โดยที่รับใช้กับตัวแทนเหล่านี้ของพระเจ้าทำให้ข้าพเจ้าทราบว่าความปรารถนาอันสูงสุดของพวกท่านคือเล็งเห็นและทำตามพระประสงค์ของพระบิดาบนสวรรค์และพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ เมื่อเราปรึกษาร่วมกัน เราได้รับการดลใจและตัดสินใจเรื่องที่สะท้อนความสว่างและความจริงกว้างไกลเกินกว่าสติปัญญา เหตุผล และประสบการณ์ของมนุษย์ เมื่อเราทำงานร่วมกันด้วยความเป็นหนึ่งเดียวในปัญหาที่ซับซ้อน ความเข้าใจร่วมกันของเราถึงประเด็นปัญหาได้รับการขยายในวิธีที่น่าอัศจรรย์โดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ข้าพเจ้าได้รับพรที่ได้สังเกตเห็นบุคลิกลักษณะ ความสามารถและอุปนิสัยอันสูงส่งของผู้นำเหล่านี้แต่ละท่านทุกวัน บางคนเห็นว่าข้อบกพร่องในความเป็นมนุษย์ของพี่น้องชายเหล่านี้ทำให้กังวลใจและสูญเสียศรัทธา สำหรับข้าพเจ้าแล้วข้อบกพร่องเหล่านี้คือกำลังใจและการส่งเสริมศรัทธา

บทเรียนเพิ่มเติม

ตอนนี้ข้าพเจ้าได้ประจักษ์พี่น้องชายในโควรัมของข้าพเจ้าหกท่านที่รับการแปรสภาพผ่านความตายทางร่างกายไปสู่ความรับผิดชอบใหม่ในโลกวิญญาณ ได้แก่ ประธานเจมส์ อี. เฟาสท์ ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ เอ็ลเดอร์โจเซฟ บี. เวิร์ธลิน เอ็ลเดอร์แอล. ทอม เพอร์รีย์ ประธานบอยด์ เค. แพคเกอร์ และเอ็ลเดอร์ริชาร์ด จี. สก็อตต์

พี่น้องชายผู้กล้าหาญเหล่านี้อุทิศ “ทั้งจิตวิญญาณ” (ออมไน 1:26) ของพวกท่าน—เพื่อเป็นพยานถึงพระนามของพระเยซูคริสต์ในทั่วโลก คำสอนของทุกท่านที่นำมารวมกันนั้นไม่อาจประเมินค่าได้

ผู้รับใช้เหล่านี้ได้แบ่งปันสาระสำคัญทางวิญญาณอันทรงพลังจากบทเรียนที่เรียนรู้ผ่านการรับใช้ซึ่งอุทิศถวายมาตลอดหลายทศววรษในช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกท่านปฏิบัติศาสนกิจในชีวิตมรรตัย ผู้นำเหล่านี้บอกเล่าความจริงอันล้ำค่าในเวลาที่บางคนอาจเชื่อว่าพวกท่านมีสิ่งที่จะให้น้อยที่สุด

ขอให้พิจารณาคำสอนสุดท้ายของศาสดาพยากรณ์ผู้ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น นีไฟทิ้งท้ายบันทึกของท่านด้วยถ้อยคำเหล่านี้ “เพราะพระเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้ดังนั้น, และข้าพเจ้าต้องเชื่อฟัง” (2 นีไฟ 33:15)

ใกล้บั้นปลายชีวิตของเจคอบ เขากล่าวเตือนว่า

“ท่านจงกลับใจเถิด, และเข้าไปทางประตูคับแคบ, และดำเนินต่อไปในทางซึ่งแคบ, จนกว่าท่านจะได้ชีวิตนิรันดร์.

“โอ้จงใช้ปัญญา, ข้าพเจ้าจะพูดอะไรได้มากกว่านี้เล่า ?” (เจคอบ 6:11–12)

โมโรไนเสร็จสิ้นงานเตรียมแผ่นจารึกด้วยความคาดหวังถึงการฟื้นฟูว่า “ในไม่ช้าข้าพเจ้าจะไปพักผ่อนอยู่ในเมืองบรมสุขเกษมของพระผู้เป็นเจ้า, จนกว่าวิญญาณและร่างกายของข้าพเจ้าจะรวมกันอีก, และพระองค์จะทรงนำข้าพเจ้าออกมาอย่างมีชัยทางนภากาศ, เพื่อพบท่านหน้าบัลลังก์พิพากษาอันน่าพึงใจของพระเยโฮวาห์ผู้ยิ่งใหญ่, พระผู้พิพากษานิรันดร์ทั้งของคนเป็นและคนตาย” (โมโรไน 10:34)

ท่านกับข้าพเจ้าได้รับพรที่จะเรียนรู้จากคำสอนและประจักษ์พยานสุดท้ายของศาสดาพยากรณ์และอัครสาวกยุคสุดท้าย ปัจจุบันชื่อของพวกท่านไม่ใช่นีไฟ เจคอบ และโมโรไน—แต่เป็นประธานเฟาสท์ ประธานฮิงค์ลีย์ เอ็ลเดอร์เวิร์ธลิน เอ็ลเดอร์เพอร์รีย์ ประธานแพคเกอร์ และเอ็ลเดอร์สก็อตต์

ข้าพเจ้าไม่ได้แนะนำว่าข่าวสารสุดท้ายของบุรุษผู้เป็นที่รักเหล่านี้ต้องเป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่น่าจดจำหรือสำคัญที่สุดของพวกท่าน แต่ผลรวมของการเรียนรู้ทางวิญญาณและประสบการณ์ชีวิตของพวกท่านช่วยให้ผู้นำเหล่านี้สามารถเน้นความจริงนิรันดร์ด้วยลักษณะที่เชื่อถือได้และพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง

Faust, James E.

ในคำปราศรัยครั้งสุดท้ายที่การประชุมใหญ่สามัญเมื่อเดือนเมษายน ปี 2007 ประธานเฟาสท์ประกาศว่า

“พระผู้ช่วยให้รอดทรงเสนอสันติสุขอันล้ำค่าให้เราทุกคนผ่านการชดใช้ของพระองค์ แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเต็มใจที่จะละทิ้งความรู้สึกด้านลบของความโกรธ ความอาฆาตพยาบาท หรือการแก้แค้น …

“ขอให้เราจำไว้ว่าเราต้องให้อภัยเพื่อจะได้รับการให้อภัย … ข้าพเจ้าเชื่อด้วยสุดใจและจิตวิญญาณในอำนาจเยียวยาที่มาสู่เราได้เมื่อเราทำตามคำแนะนำของพระผู้ช่วยให้รอด ‘ให้อภัยมนุษย์ทั้งปวง’ [ คพ. 64:10 ]” (ดู “อำนาจเยียวยาของการให้อภัย,” เลียโฮนา, พ.ค. 2007, 86)

ข่าวสารของประธานเฟาสท์เป็นบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษที่ข้าพเจ้ารักและเป็นผู้ที่ให้อภัยมากที่สุดคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก

Hinckley, Gordon B.

ประธานฮิงค์ลีย์เป็นพยานในการประชุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของท่านเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2007 ว่า “ข้าพเจ้ายืนยันพยานของข้าพเจ้าถึงการเรียกของศาสดาพยากรณ์โจเซฟ งานของท่าน การผนึกประจักษ์พยานของท่านด้วยเลือดของท่านในฐานะมรณสักขีของความจริงนิรันดร์ … ท่านและข้าพเจ้าต้องเผชิญกับคำถามตรงๆ เกี่ยวกับการยอมรับความจริงของนิมิตแรก และเรื่องราวต่อจากนั้น ความเชื่อถือได้ของศาสนจักรขึ้นอยู่กับความจริงของนิมิตแรก ถ้าเป็นความจริง และข้าพเจ้าเป็นพยานว่าเป็นความจริง งานที่เรามีส่วนร่วมย่อมเป็นงานสำคัญที่สุดบนแผ่นดินโลก” (“ก้อนหินถูกสกัดจากภูเขา,” เลียโฮนา, พ.ย. 2007, 109)

พยานของประธานฮิงค์ลีย์ยืนยันถึงบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษที่ข้าพเจ้ารักและรู้ว่าเป็นศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า

Wirthlin, Joseph B.

เอ็ลเดอร์เวิร์ธลินพูดข่าวสารการประชุมใหญ่สามัญครั้งสุดท้ายของท่านในเดือนตุลาคม ปี 2008

“ข้าพเจ้ายังคงจดจำคำแนะนำที่ [คุณแม่] ให้ข้าพเจ้าในวันนั้นนานมาแล้วเมื่อทีมข้าพเจ้าแพ้การแข่งขันฟุตบอล ‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ชื่นชมยินดี’

“…ความยากลำบากจะเป็นพรในชีวิตเราได้ถ้าเรารับมืออย่างถูกต้อง …

“เมื่อเรามองหาอารมณ์ขัน พยายามมองให้ถึงนิรันดร เข้าใจหลักธรรมเรื่องการชดเชย และเข้าใกล้พระบิดาบนสวรรค์ของเรา เราจะอดทนต่อความลำบากและการทดลองได้ เราจะพูดได้เช่นเดียวกับมารดาข้าพเจ้าว่า ‘ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ชื่นชมยินดี’” (“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ชื่นชมยินดี,” เลียโฮนา, พ.ย. 2008, 35)

ข่าวสารของเอ็ลเดอร์เวิร์ธลินเป็นบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษผู้ข้าพเจ้ารักและผู้ที่ดำเนินชีวิตตามคำสอนโดยเอาชนะความยากลำบากผ่านศรัทธาในพระผู้ช่วยให้รอด

Perry, L. Tom

เอ็ลเดอร์เพอร์รีย์ยืนอยู่ตรงแท่นพูดนี้เมื่อหกเดือนที่แล้ว ในตอนนั้นเรานึกไม่ถึงว่าประจักษ์พยานของท่านจะเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุมใหญ่สามัญของท่าน

“ข้าพเจ้าขอจบด้วยการกล่าวคำพยาน (เก้าทศวรรษของข้าพเจ้าบนโลกนี้ทำให้ข้าพเจ้ามีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะกล่าวดังนี้) ว่ายิ่งข้าพเจ้าสูงวัยมากเท่าไร ก็ยิ่งตระหนักว่าครอบครัวเป็นศูนย์กลางของชีวิตและเป็นกุญแจสู่ความสุขนิรันดร์

“ข้าพเจ้าขอบคุณภรรยาของข้าพเจ้า บรรดาลูกหลานและเหลนของข้าพเจ้า … และเครือญาติทุกคนที่ทำให้ชีวิตข้าพเจ้ามั่งคั่งสมบูรณ์ แม้นิรันดร ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดถึงความจริงนิรันดร์นี้” (“เหตุใดการแต่งงานและครอบครัวจึงเป็นสาระสำคัญ—ทุกแห่งทั่วโลก,” เลียโฮนา, พ.ค. 2015, 42)

ข่าวสารของเอ็ลเดอร์เพอร์รีย์เป็นบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษผู้ที่ข้าพเจ้ารักและผู้เข้าใจผ่านประสบการณ์กว้างไกลถึงความสัมพันธ์ที่สำคัญยิ่งระหว่างครอบครัวกับความสุขนิรันดร์

Packer, Boyd K.

ประธานแพคเกอร์เน้นในการประชุมใหญ่สามัญเมื่อหกเดือนที่แล้วถึงแผนแห่งความสุขของพระบิดา การชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอด และครอบครัวนิรันดร์

“ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระเยซูคือพระคริสต์และพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ พระองค์ทรงยืนเป็นประมุขของศาสนจักร โดยผ่านการชดใช้ของพระองค์และอำนาจของฐานะปุโรหิต ครอบครัวซึ่งเริ่มต้นในความเป็นมรรตัยสามารถอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร …

“ข้าพเจ้าขอบพระทัยสำหรับ …การชดใช้ซึ่งจะชำระมลทินทุกอย่างให้สะอาดไม่ว่าจะยากเพียงใดหรือนานเท่าไรหรือทำซ้ำกี่ครั้งก็ตาม การชดใช้จะทำให้ท่านเป็นอิสระอีกครั้งเพื่อรุดหน้าต่อไป อย่างสะอาดและมีค่าควร” (“แผนแห่งความสุข,” เลียโฮนา, พ.ค. 2015, 28)

ข่าวสารสุดท้ายของประธานแพคเกอร์เป็นบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษผู้ข้าพเจ้ารักและผู้ที่ประกาศย้ำอย่างเฉียบขาดว่าจุดประสงค์ “ของกิจกรรมทั้งปวงในศาสนจักรคือการเห็นชายและหญิงกับลูกๆ ของพวกเขามีความสุขที่บ้าน ผนึกกันเพื่อกาลเวลาและชั่วนิรันดร” ( เลียโฮนา, พ.ค. 2015, 26)

Scott, Richard G.

เอ็ลเดอร์สก็อตต์ประกาศในการประชุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของท่านเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2014 ว่า “เรามายังชีวิตมรรตัยเพื่อเติบโตจากการทดลองและการทดสอบ สิ่งท้าทายช่วยให้เราเป็นเหมือนพระบิดาในสวรรค์ยิ่งขึ้น และการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ทำให้การอดทนต่อสิ่งท้าทายเหล่านี้เป็นไปได้ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าขณะเรามาหาพระองค์อย่างแข็งขัน เราสามารถอดทนต่อการล่อลวง ความปวดร้าวใจ สิ่งท้าทายที่เราเผชิญได้ทุกอย่าง” (ทำให้การใช้ศรัทธาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก,” เลียโฮนา, พ.ย. 2014, 94)

ข่าวสารสุดท้ายของเอ็ลเดอร์สก็อตต์เป็นบทเรียนอันทรงพลังตลอดชีวิตจากบุรุษผู้ที่ข้าพเจ้ารักและพยานพิเศษผู้เป็นที่รักถึงพระนามของพระคริสต์ในทั่วโลก (ดู คพ. 107:23)

คำสัญญาและประจักษ์พยาน

พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า “ไม่ว่าโดยเสียงของเราเอง หรือโดยเสียงของผู้รับใช้ทั้งหลายของเรา, ก็เหมือนกัน” (คพ. 1:38) ขอให้เราได้ยินและสดับฟังความจริงนิรันดร์ที่สอนโดยตัวแทนที่ได้รับอนุญาตจากพระเจ้า เมื่อเราทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าสัญญาว่าศรัทธาของเราในพระบิดาบนสวรรค์และพระเยซูคริสต์จะเข้มแข็ง เราจะได้รับการนำทางและความคุ้มครองทางวิญญาณสำหรับสภาวการณ์และความต้องการของเราที่เฉพาะเจาะจง

ด้วยพลังทั้งหมดของจิตวิญญาณข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงพระคริสต์ผู้ฟื้นคืนพระชนม์และผู้ทรงพระชนม์ที่ทรงกำกับดูแลกิจธุระของศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูและดำรงอยู่ของพระองค์ผ่านผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงเลือกให้แสดงประจักษ์พยานถึงพระนามของพระองค์ ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งนี้ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ เอเมน