ว่าพวกเขาระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา
    Footnotes

    ว่าพวกเขาระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา

    ข้าพเจ้าชอบศึกษาและไตร่ตรองถึงพระชนม์ชีพของพระองค์ผู้ทรงเสียสละทุกสิ่งให้แก่ข้าพเจ้าและแก่เราทุกคน

    ข้าพเจ้าชอบเพลงปฐมวัยที่ร้องว่า

    เล่าเรื่องพระเยซูให้ฉันฟังที ฉันชอบฟัง

    ถึงสิ่งที่ฉันอยากถาม หากพระองค์อยู่ที่นี่

    ตำนานที่ทะเลสาบกาลิลี

    มีเรื่องพระเยซู โปรดบอกฉันที1

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าการเริ่มธรรมเนียมของการเล่าเรื่องพระเยซูให้ลูกๆ และครอบครัวของเราฟังเป็นวิธีที่พิเศษอย่างหนึ่งเพื่อรักษาวันสะบาโตให้ศักดิ์สิทธิ์ในบ้านของเรา

    สิ่งนี้จะนำวิญญาณพิเศษมาสู่บ้านของเราและให้แบบอย่างจากพระผู้ช่วยให้รอดแก่ครอบครัวเรา

    ข้าพเจ้าชอบศึกษาะและไตร่ตรองถึงพระชนม์ชีพของพระองค์ผู้ทรงเสียสละทุกสิ่งให้แก่ข้าพเจ้าและแก่เราทุกคน

    ข้าพเจ้าชอบอ่านข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระชนม์ชีพอันปราศจากบาปของพระองค์ และหลังจากอ่านพระคัมภีร์ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงประสบแก่เรา ข้าพเจ้าหลับตาและพยายามนึกภาพถึงช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์ที่สอนข้าพเจ้าและเสริมสร้างพละกำลังทางวิญญาณให้ข้าพเจ้า

    ช่วงเวลาเช่น

    • เมื่อพระองค์ทรงบ้วนน้ำลายลงที่ดิน แล้วทรงเอาน้ำลายนั้นทำเป็นโคลน ทาที่ตาของคนตาบอด แล้วตรัสสั่งกับเขาว่า “จงไปล้างโคลนออกในสระสิโลอัม” และชายคนนั้นเชื่อฟัง “ไปล้างและกลับมามองเห็น”2

    • เมื่อพระองค์ทรงรักษาหญิงผู้เป็นโรคตกโลหิตและได้แตะต้องชายฉลองพระองค์ โดยเชื่อว่าการสัมผัสพระองค์จะทำให้เธอหาย3

    • เมื่อพระองค์ทรงปรากฏต่อสานุศิษย์ของพระองค์ ทรงดำเนินบนทะเล4

    • เมื่อพระองค์เสด็จไปกับสานุศิษย์บนถนนสู่เอมมาอูสและทรงทำให้พวกเขาเข้าใจพระคัมภีร์5

    • เมื่อพระองค์ทรงปรากฏต่อผู้คนในอเมริกาและทรงบอกให้พวกเขามาหาพระองค์และแยงมือเข้าไปในสีข้างของพระองค์และสัมผัสรอยตะปูที่พระหัตถ์และพระบาทของพระองค์ เพื่อพวกเขาจะรู้ว่าพระองค์ทรงเป็น “พระผู้เป็นเจ้าแห่งอิสราเอล, และพระผู้เป็นเจ้าของทั้งแผ่นดินโลก, และ [ได้] ถูกประหารเพื่อบาปของโลก.”6

    ข้าพเจ้ามีความสุขที่รู้ว่ามีบิดามารดาที่เล่าเรื่องพระคริสต์ให้ลูกๆ ฟัง ข้าพเจ้าสังเกตสิ่งนี้ขณะเฝ้าดูเด็กๆ ในศาสนจักร ในการนำเสนอของปฐมวัย และในโอกาสอื่นๆ

    ข้าพเจ้าขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้าที่ได้สอนเรื่องพระคริสต์ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังคงเห็นว่าแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดช่วยภรรยาที่รักและข้าพเจ้าอย่างไรขณะที่เราสอนลูกๆ ของเรา

    ใจข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยปีติสุขเมื่อข้าพเจ้าเห็นลูกๆ ข้าพเจ้าเล่าเรื่องของพระคริสต์ให้หลานๆ ฟัง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้านึกถึงพระคัมภีร์โปรดข้อหนึ่งของข้าพเจ้า อยู่ใน หนังสือ 3 ยอห์น บทที่ 1 ข้อ 4 ซึ่งอ่านว่า “ไม่มีอะไรทำให้ข้าพเจ้ายินดียิ่งไปกว่านี้ คือที่ได้ยินว่าลูกๆ ของข้าพเจ้าประพฤติตามความจริง” และเหตุใดจึงไม่ยินดีสำหรับหลานของเราหรอกหรือ

    ข้าพเจ้าขอบคุณผู้นำของเราผู้ที่สอนลูกๆ ของเราอย่างไม่หยุดหย่อนเกี่ยวกับพระคริสต์ เกี่ยวกับการรักษาวันสะบาโตให้ศักดิ์สิทธิ์ และเกี่ยวกับการรับศีลระลึกทุกวันอาทิตย์เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์

    วันสะบาโตและศีลระลึกเป็นสิ่งที่น่าชื่นชอบยิ่งขึ้นเมื่อเราศึกษาเรื่องราวของพระคริสต์ ในการทำสิ่งนี้เราสร้างธรรมเนียมซึ่งเสริมสร้างศรัทธาและประจักษ์พยานของเราและปกป้องครอบครัวเราด้วย

    เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะกำลังศึกษาอีกครั้งถึงข่าวสารที่ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันกล่าวไว้ในการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่แล้ว และขณะไตร่ตรองเกี่ยวกับวันสะบาโต ข้าพเจ้าสำนึกคุณอย่างสุดซึ้งสำหรับพรและสิทธิพิเศษที่สามารถรับส่วนศีลระลึก สำหรับข้าพเจ้าแล้วนี่เป็นช่วงเวลาที่สำรวม ศักดิ์สิทธิ์ และเปี่ยมด้วยเรื่องทางวิญญาณ ข้าพเจ้าชอบการประชุมศีลระลึกมาก

    ขณะที่ข้าพเจ้าไตร่ตรอง ข้าพเจ้าศึกษาอย่างรอบคอบถึงคำสวดให้พรขนมปังและคำสวดให้พรน้ำ ข้าพเจ้าอ่านและพิจารณาอย่างลึกซึ้งถึงคำสวดให้พรศีลระลึกและศาสนพิธีศีลระลึก ข้าพเจ้าเริ่มนึกในใจ หวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศีลระลึก

    ด้วยการพิจารณาอย่างมุ่งมั่น ข้าพเจ้านึกถึงวันนั้น วันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ เมื่อพระเยซูทรงตอบคำถามของสานุศิษย์ของพระองค์ว่าจะเตรียมปัสกาที่ไหน พระองค์ตรัสว่า “จงเข้าไปในเมืองหาคนผู้หนึ่ง แล้วบอกเขาว่า อาจารย์พูดว่า กำหนดเวลาของเรามาใกล้แล้ว เราจะถือปัสกาที่บ้านของท่าน พร้อมกับสาวกทั้งหลายของเรา”7

    ข้าพเจ้าพยายามจินตนาการถึงสานุศิษย์ที่ซื้ออาหารและจัดโต๊ะอย่างเอาใจใส่เพื่อรับประทานกับพระองค์ในวันที่พิเศษนั้น โต๊ะสำหรับคน 13 คน มีพระองค์และสานุศิษย์สิบสองคนที่พระองค์ทรงรัก

    ข้าพเจ้าร้องไห้ขณะที่นึกภาพพระคริสต์เสวยกับพวกเขาและทรงประกาศว่า “เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า คนหนึ่งในท่านจะทรยศเรา”8

    ข้าพเจ้านึกถึงสานุศิษย์ที่เป็นทุกข์ทูลถามพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า คือข้าพระองค์หรือ?”9

    และเมื่อยูดาสทูลถามคำถามเดียวกันกับพระองค์ พระองค์ทรงตอบอย่างสงบว่า “ท่านว่าถูกแล้ว”10

    ข้าพเจ้าสามารถเห็นภาพพระหัตถ์ที่ได้รักษา ปลอบโยน สั่งสอน ให้พร นั้นหักขนมปังขณะพระเยซูตรัสว่า “จงรับไปกินเถิด นี่เป็นกายของเรา”11

    จากนั้นพระองค์ทรงหยิบถ้วยที่มีน้ำองุ่นอยู่และขอบพระคุณแล้วส่งถ้วยให้พวกเขา ตรัสว่า “จงรับไปดื่มทุกคนเถิด เพราะว่านี่เป็นโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญาที่หลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนจำนวนมาก”12

    ในความคิดข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองไปที่สานุศิษย์ ทีละคน และเห็นความห่วงใยที่มีต่อพระอาจารย์ซึ่งพวกเขารักยิ่งในดวงตาพวกเขา ภาพนี้ชัดราวกับว่าข้าพเจ้านั่งอยู่กับพวกเขา เฝ้าดูทุกอย่าง ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในใจ เต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจในสิ่งที่พระองค์กำลังจะเผชิญเพื่อข้าพเจ้า

    จิตวิญญาณข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยความปรารถนาอันล้นเหลือที่จะเป็นคนที่ดีขึ้น ด้วยความรู้สึกแห่งการกลับใจและโทมนัส ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพยายามหลีกเลี่ยงให้พระโลหิตอย่างน้อยสักสองสามหยดหลั่งในเกทเสมนี

    จากนั้นข้าพเจ้าไตร่ตรองถึงศีลระลึกที่เรารับทุกสัปดาห์เพื่อระลึกถึงพระองค์ เมื่อกำลังรับข้าพเจ้าไตร่ตรองทุกคำของคำสวดให้พรขนมปังและน้ำ ข้าพเจ้าไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งถึง คำว่า “และระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา” ในคำสวดให้พรขนมปังและ “ว่าพวกเขาระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา” ในคำสวดให้พรน้ำ13

    ข้าพเจ้าครุ่นคิดว่าการระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลาหมายความว่าอย่างไร

    สำหรับข้าพเจ้าแล้วนั่นหมายถึง

    • เพื่อระลึกถึงพระชนม์ชีพก่อนเกิดของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงสร้างโลกอันสวยงามนี้14

    • เพื่อระลึกการประสูติอันต่ำต้อยของพระองค์ในรางหญ้า ที่เบธเลเฮมในแคว้นยูเดีย15

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์มีอายุแม้เพียง 12 พรรษา พระองค์ทรงสั่งสอนอาจารย์ในพระวิหาร16

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์เสด็จแยกไปตามลำพังในถิ่นทุรกันดารเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติศาสนกิจแห่งความเป็นมรรตัยของพระองค์17

    • เพื่อระลึกเวลาที่พระองค์ทรงได้รับการเปลี่ยนสภาพต่อหน้าสานุศิษย์18

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์ทรงจัดตั้งศีลระลึกในพระกระยาหารมื้อสุดท้ายกับพวกเขา19

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์เสด็จไปสวนเกทเสมนีและทรงทนทุกขเวทนายิ่งเพื่อบาป ความเจ็บปวด ความผิดหวัง และความป่วยไข้ของเรา ซึ่งพระองค์ทรงหลั่งพระโลหิตออกจากทุกรูขุมขน20

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่หลังจากทรงทนทุกขเวทนาและความเจ็บปวด แม้ในเกทเสมนี พระองค์ทรงถูกทรยศด้วยการจูบจากสานุศิษย์คนหนึ่งผู้ที่พระองค์ทรงเรียกว่าสหาย21

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์ทรงถูกพาไปหาปิลาตและเฮโรดเพื่อการซักถาม22

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์ทรงถูกเยาะเย้ย ถูกเฆี่ยน ถมน้ำลาย โบยตี และหวดด้วยแซ่ที่ทำให้เนื้อหนังพระองค์ฉีกขาด23

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่มงกุฎหนามสวมบนพระเศียรของพระองค์24

    • เพื่อระลึกว่าพระองค์ทรงแบกกางเขนของพระองค์ไปกลโกธาและทรงถูกตรึงอยู่บนกางเขนที่นั่น ทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดทุกอย่างทางร่างกายและวิญญาณ25

    • เพื่อระลึกว่าที่กางเขน โดยที่พระอุทรของพระองค์เปี่ยมด้วยจิตกุศล พระองค์ทรงมองไปยังผู้ที่ตรึงพระองค์บนกางเขนและทอดพระเนตรไปยังสวรรค์ วิงวอนว่า “พระบิดาเจ้าข้า ขอทรงยกโทษพวกเขาเพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร”26

    • เพื่อระลึกถึงเวลาที่พระองค์ โดยที่ทรงรู้ว่าต้องทรงทำให้พระพันธกิจของพระองค์เกิดสัมฤทธิผลเพื่อช่วยมวลมนุษย์ให้รอด จึงถวายวิญญาณของพระองค์สู่พระหัตถ์ของพระบิดาของพระองค์ซึ่งคือพระบิดาของเรา27

    • เพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ ซึ่งรับรองถึงการฟื้นคืนชีวิตของเราและความเป็นไปได้ในการมีชีวิตอยู่เคียงข้างพระองค์ไปชั่วกาลนิรันดร์ โดยขึ้นอยู่กับการเลือกของเรา28

    ยิ่งไปกว่านั้น การครุ่นคิดถึงคำสวดให้พรศีลระลึกและทุกคำซึ่งพิเศษและมีความหมายในคำสวดอ้อนวอนย้ำเตือนข้าพเจ้าว่าช่างอัศจรรย์นักที่จะรับคำสัญญา ในระหว่างการให้พรศีลระลึก ว่าเราจะต้องระลึกถึงพระองค์ตลอดเวลา เราจะมีพระวิญญาณของพระองค์อยู่กับเราตลอดเวลา29

    ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าทรงมีเวลาของพระองค์เองว่าจะประทานการเปิดเผยแก่เราเมื่อใด ข้าพเจ้าเข้าใจสิ่งนี้อย่างชัดเจนขณะศึกษา ปัญญาจารย์ 3:1, 6 ซึ่งอ่านได้ว่า

    “มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์: …

    “มีวาระแสวงหา และวาระทำหาย มีวาระเก็บรักษาไว้ และวาระโยนทิ้งไป”

    ศีลระลึกเป็นเวลาสำหรับพระบิดาบนสวรรค์ด้วยเช่นกันที่จะสอนเราถึงการชดใช้ของพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์—พระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูคริสต์—และสำหรับเราเพื่อจะได้รับการเปิดเผยเกี่ยวกับสิ่งนั้น เป็นเวลาที่จะ “เคาะแล้วจะเปิดให้แก่พวกท่าน”30 เพื่อขอและเพื่อรับความรู้นี้ เป็นเวลาที่เราจะทูลขอพระเจ้าด้วยความคารวะถึงความรู้นี้ และถ้าเราทำ ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่าเราจะได้รับความรู้นี้ ซึ่งจะเป็นพรแก่ชีวิตเรามากมายเหลือคณานับ

    ข้าพเจ้ารักวันสะบาโต ศีลระลึก และความหมายของสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ารักพระผู้ช่วยให้รอดด้วยสุดจิตวิญญาณข้าพเจ้า ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน