การยอมถวายใจของเราต่อพระผู้เป็นเจ้า
    Footnotes

    การยอมถวายใจของเราต่อพระผู้เป็นเจ้า

    เมื่อเราเปิดตนเอง ต่อพระวิญญาณ เราเรียนรู้วิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าและรู้สึกถึงพระประสงค์ของพระองค์

    เอ็ลเดอร์ดัลลิน เอช. โอ๊ค กล่าวในการประชุมใหญ่สามัญเดือนเมษายนถึงความจำเป็น“เพื่อปรับปรุงชีวิตส่วนตัวของเรา”1 ดิฉันเสนอว่าการปรับปรุงชีวิตส่วนตัวนั้นเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงในใจ—ไม่ว่าประสบการณ์ชีวิตของท่านหรือสถานที่เกิดของท่านเป็นอย่างไร

    ดิฉันมาจากภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา และในช่วงวัยรุ่น ถ้อยคำจากบทเพลงสวดเก่าแก่ของนิกายโปรเตสแตนต์สอนดิฉันเกี่ยวกับจิตใจของสานุศิษย์ที่แท้จริง—ที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ขอให้พิจารณาเนื้อเพลงต่อไปนี้ ซึ่งเป็นที่รักยิ่งต่อดิฉัน:

    ขอให้เป็นไปตามทางของพระองค์เถิด พระเจ้า!

    ขอให้เป็นไปตามทางของพระองค์เถิด!

    พระองค์ทรงเป็นช่างปั้น

    ข้าพระองค์เป็นดินเหนียว

    ปั้นข้าพระองค์และสรรสร้างข้าพระองค์

    ตามพระประสงค์ของพระองค์

    ขณะข้าพระองค์รอคอย

    ยินยอมและสงบนิ่ง2

    เราซึ่งเป็นคนสมัยใหม่ ยุ่ง และเต็มไปด้วยการแข่งขัน ยินยอมและสงบนิ่งได้อย่างไร เราทำให้วิถีทางของพระเจ้าเป็นวิถีทางของเราอย่างไร ดิฉันเชื่อว่าเราเริ่มได้โดยการเรียนรู้เกี่ยวกับพระองค์และโดยการสวดอ้อนวอนเพื่อความเข้าใจ เมื่อความวางใจของเราในพระองค์เติบโต เราเปิดใจของเรา แสวงหาเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์ และรอคำตอบที่ช่วยให้เราเข้าใจ

    การเปลี่ยนแปลงในใจของดิฉันเริ่มต้นเมื่ออายุ 12 ปี ดิฉันเริ่มค้นหาพระผู้เป็นเจ้า นอกจากการกล่าวตามคำสวดอ้อนวอนของพระเจ้าซ้ำๆ3 ดิฉันไม่รู้วิธีการสวดอ้อนวอน ดิฉันจำได้ว่าคุกเข่า หวังว่าดิฉันจะรู้สึกถึงความรักของพระองค์ และทูลถาม “พระองค์อยู่ที่ไหน พระบิดาบนสวรรค์ หนูรู้ว่าพระองค์ต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ว่าที่ไหน” ตลอดช่วงเวลาของการเป็นวัยรุ่น ดิฉันถาม ดิฉันรู้ความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ช่วงเวลาสั้นๆ แต่โดยพระปรีชาญาณของพระบิดาบนสวรรค์ทรงให้ดิฉันค้นหาและรอเป็นเวลา 10 ปี

    ในปี 1970 เมื่อผู้สอนศาสนาสอนดิฉันเกี่ยวกับแผนแห่งความรอดของพระบิดา และการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอด การรอคอยของดิฉันสิ้นสุดลง ดิฉันน้อมรับในความจริงเหล่านี้และรับบัพติศมา

    โดยอาศัยความรู้เกี่ยวกับพระเมตตาและอำนาจของพระเจ้า สามีของดิฉัน ลูกๆและดิฉันเลือกคติพจน์ของครอบครัวที่ว่า “ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี” แต่เราจะพูดคำเหล่านั้นกับคนอื่นอย่างไรเมื่อความยากลำบากมาถึงและยังไม่มีคำตอบ

    เมื่อจอร์เจีย ลูกสาวที่ร่าเริงและมีค่าควรวัย 21 ปีของเราเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการขั้นวิกฤติหลังจากอุบัติเหตุรถจักรยาน ครอบครัวของเรากล่าวว่า “ ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี” ขณะที่ดิฉันเดินทางโดยเครื่องบินทันทีจากคณะเผยแผ่ของเราในประเทศบราซิลไปยังเมืองอินเดียนาโปลิส รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา เพื่ออยู่กับเธอ ดิฉันเชื่อในคติพจน์ของครอบครัว อย่างไรก็ตาม ลูกสาวที่น่ารักของเราได้เสียชีวิตไปยังโลกวิญญาณเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเครื่องบินของดิฉันลงจอด ด้วยความโศกเศร้าและความสะเทือนใจที่ถาโถมเข้ามาในครอบครัวของเรา เราจะมองหน้ากันและ ยังคง กล่าว “ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี” ได้อย่างไร

    หลังจากความตายทางมรรตัยของจอร์เจีย ความรู้สึกของเราเจ็บปวด เราพยายามอย่างหนัก และทุกวันนี้เรายังคงมีช่วงเวลาของความโศกเศร้า แต่เราเชื่อมั่นในความเข้าใจที่ว่าไม่มีใครเสียชีวิตจริงๆ แม้มีความเจ็บปวดเมื่อร่างกายทางเนื้อหนังของจอร์เจียหยุดทำงาน แต่เรามีศรัทธาว่าเธอมีชีวิตต่อไปในทางวิญญาณ และเราเชื่อว่าเราจะอยู่กับเธอชั่วนิรันดร์หากเรามีศรัทธาในพันธสัญญาพระวิหารของเรา ศรัทธาในพระผู้ไถ่ของเราและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ศรัทธาในอำนาจฐานะปุโรหิตของพระองค์ และศรัทธาในการผนึกเพื่อนิรันดร์ทำให้เน้นถึงคติพจน์ของเราเองด้วยความแน่วแน่

    ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์ กล่าวว่า “ ถ้าท่านทำดีที่สุด ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี จงวางใจในพระผู้เป็นเจ้า ...พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเรา”4

    คติพจน์ของครอบครัวของเราไม่ได้กล่าวว่า “ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี เดี๋ยวนี้ ” นี่พูดถึงความหวังของเราในผลนิรันดร์—ไม่จำเป็นต้องมีผลในปัจจุบัน พระคัมภีร์กล่าว “ จงค้นหาอย่างขยันหมั่นเพียร, สวดอ้อนวอนเสมอ, และจงเชื่อ, และสิ่งทั้งปวงจะร่วมกันส่งผลเพื่อความดีของเจ้า”5  นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่ง ดี แต่สำหรับผู้อ่อนน้อมถ่อมตนและมีศรัทธา ทุกสิ่ง—ทั้งบวกและลบ—ทำงาน ด้วยกัน เพื่อความดี และในเวลาของพระเจ้า เรารอคอยพระองค์ บางครั้งเช่นเดียวกับโยบในความทุกข์ยากของเขา รู้ว่าพระผู้เป็นเจ้า “ทรงให้บาดเจ็บ แต่พระองค์ทรงพันแผลให้ พระองค์ทรงโบยตี แต่พระหัตถ์ของพระองค์ก็รักษา”6 ใจที่นอบน้อมยอมรับความยากลำบากและการรอคอยเวลาของการเยียวยาและความบริบูรณ์ที่จะมาถึง

    เมื่อเราเปิดตนเอง ต่อพระวิญญาณ เราเรียนรู้วิถีทางของพระผู้เป็นเจ้าและรู้สึกถึงพระประสงค์ของพระองค์ ช่วงศีลระลึกซึ่งดิฉันเรียกว่าหัวใจของสะบาโต ดิฉันพบว่าหลังจากดิฉันสวดอ้อนวอนสำหรับการให้อภัยบาป เป็นสิ่งสมควรสำหรับดิฉันที่จะถามพระบิดาบนสวรรค์ “พระบิดา มีมากกว่านี้ไหม ที่ลูกควรทำ” เมื่อเรายอมถวายตนเอง และสงบนิ่ง จิตใจของเราสามารถรับการนำทางถึง บางสิ่งมากกว่า ที่เราอาจต้องเปลี่ยนแปลง—บางสิ่งที่กำลังจำกัดความสามารถของเราที่จะได้รับการนำทางทางวิญญาณหรือแม้แต่การเยียวยาและความช่วยเหลือ

    ตัวอย่างเช่น ดิฉันอาจซ่อนความขุ่นเคืองใจต่อใครบางคน เมื่อดิฉันทูลถามว่ามีอะไรอีกไหมที่ต้องสารภาพ “ความลับ” นั้นปรากฏชัดเจนในความทรงจำของดิฉัน ในสาระสำคัญ พระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังกระซิบว่า “ท่านถามอย่างจริงใจว่ามี อีกไหม และยังมีอีก ความขุ่นเคืองของท่านทำให้ความก้าวหน้าของท่านลดลง และทำลายความสามารถของท่านที่จะมีสัมพันธภาพที่ดี ท่านสามารถละทิ้งมัน” โอ มันยากเหลือเกิน—เราอาจมีข้อแก้ตัวในความเกลียดชังของเรา—แต่การยอมตนต่อวิถีทางของพระเจ้าเป็นทางเดียวสู่ความสุขที่ยั่งยืน

    เราได้รับพละกำลังที่นุ่มนวลและการนำทางของพระองค์ ทันเวลาและตามความจำเป็น—บางทีอาจนำเราสู่การไปพระวิหารบ่อยๆ หรือศึกษาอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอด หรือการปรึกษากับเพื่อน อธิการ นักบำบัดผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่แพทย์ การเยียวยาจิตใจของเราเริ่มต้นเมื่อเรายอมรับและนมัสการพระผู้เป็นเจ้า

    การนมัสการที่แท้จริงเริ่มต้นเมื่อจิตใจเราซื่อตรงต่อพระบิดาและพระบุตร วันนี้สภาพจิตใจของเราเป็นอย่างไร หากเกิดสิ่งผิดปกติ เพื่อมีจิตใจที่ได้รับการเยียวยาและมีศรัทธา อย่างแรก เราต้องยอมละทิ้งสิ่งนั้นต่อพระพักตร์พระเจ้า “ เจ้าจะถวายใจที่ชอกช้ำและวิญญาณที่สำนึกผิด”7 พระเจ้าตรัส ผลของการเสียสละใจเรา หรือความสมัครใจของเราต่อพระเจ้าคือเราได้รับการนำทางทางวิญญาณที่เราต้องการ

    ด้วยความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้า เราจะพบว่าความต้องการของใจเราเริ่มอ่อนลงสู่ความสำนึกคุณ แล้วเราเอื้อมไปหาพระองค์ ด้วยความปรารถนาที่จะเทียมแอกของเราเข้ากับพระบุตรองค์เดียวที่ถือกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยใจที่ชอกช้ำที่เอื้อมออกไปและการเทียมแอกของเรา เราได้รับความหวังใหม่และการนำทางผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์

    ดิฉันพยายามกำจัดความปรารถนาทางมรรตัยที่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามวิถีทาง ของ ดิฉัน ในที่สุดดิฉันตระหนักว่าวิถีทางของดิฉันไม่เพียงพอ จำกัด และด้อยกว่าวิถีทางของพระเยซูคริสต์ “ วิถีทาง ของพระองค์ คือทางที่นำไปสู่ความสุขในชีวิตนี้และชีวิตนิรันดร์ในโลกที่จะมาถึง”8 เราสามารถรักพระเยซูคริสต์และวิถีทางของพระองค์มากกว่ารักตนเองและกำหนดการของเราเองได้ไหม

    บางคนอาจคิดกว่าพวกเขาล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งและรู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงการกระทำที่เป็นบาปหรือความปรารถนาฝ่ายโลกในจิตใจ อย่างไรก็ตาม ดังพันธสัญญาอิสราเอล เราไม่ได้พยายามแล้วพยายามอีกตามลำพังที่จะเปลี่ยนแปลง หากเราวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างจริงจัง พระองค์ทรงรับเราอย่างที่เราเป็น— และทรงทำให้เราเป็นมากกว่าเราคิด โรเบิร์ต แอล. มิลเลต นักศาสนศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงเขียนเกี่ยวกับ“ความปรารถนาจะปรับปรุงตนเอง” สมดุลทางวิญญาณกับ “เป็นหลักประกันว่าโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ เราจะทำได้”9 ด้วยความเข้าใจเช่นนั้น เราสามารถกล่าวอย่างจริงใจต่อพระบิดาบนสวรรค์:

    ข้าวางใจในการทรงอารักขา

    รู้ว่าพระองค์ทรงรักษา

    ข้าจะทำตามน้ำพระทัยอย่างจริงจัง:

    ข้าจะเป็นดังพระองค์บัญชา10

    เมื่อเราถวายใจที่ชอกช้ำของเราต่อพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงยอมรับในการถวายนั้น พระองค์ทรงรับเรากลับไป ไม่ว่าจะสูญเสียสิ่งใด ได้รับบาดเจ็บ หรือการปฏิเสธสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด พระคุณและการรักษาของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง เทียมแอกของเราเข้ากับพระผู้ช่วยให้รอด เราสามารถกล่าวว่าด้วยความเชื่อมั่น “ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี” ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน