ปีติของการดำเนินชีวิตที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
    Footnotes

    ปีติของการดำเนินชีวิตที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง

    ชีวิตเราต้องมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางถ้าเราอยากพบปีติแท้จริงและสันติสุขในชีวิตนี้

    โลกที่เราอยู่กำลังกดดันคนดีทุกแห่งหนให้ลดหรือแม้กระทั่งทิ้งมาตรฐานการดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความชั่วร้ายและการล่อลวงอยู่รายรอบเราทุกวัน เราสามารถและจะพบปีติแท้จริงวันนี้ได้ในการดำเนินชีวิตที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง

    การทำให้ชีวิตเรามีพระเยซูคริสต์และพระกิตติคุณของพระองค์จะนำเสถียรภาพและความสุขมาสู่ชีวิตเราตามที่เห็นในตัวอย่างต่อไปนี้

    เอ็ลเดอร์ตาอีชิ อาโอบะแห่งสาวกเจ็ดสิบผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านภูเขาเล็กๆ ในเมืองชิโกะกุ ญี่ปุ่น ได้รับการขอให้สอนชั้นเรียนในการประชุมใหญ่เยาวชน หัวข้อการประชุมที่เลือกไว้คือ “เจ้าจงยืนอยู่ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์” หลังจากพิจารณาหัวข้อและสิ่งที่ต้องสอนแล้ว เอ็ลเดอร์อาโอบะก็ตัดสินใจใช้อาชีพของเขาเป็นเครื่องมือการสอน งานของเขาคือทำเครื่องปั้นดินเผา

    เอ็ลเดอร์อาโอบะปั้นหม้อกับเยาวชน

    เอ็ลเดอร์อาโอบะเล่าว่าชั้นเรียนเยาวชนของเขาตื่นเต้นมากเมื่อเห็นว่าเขาสามารถขึ้นรูปดินเหนียวในมือให้เป็นถ้วยโถโอชามได้เกือบเหมือนเนรมิต หลังจากเขาสาธิต เขาถามนักเรียนว่าใครอยากลองบ้าง ทุกคนยกมือ

    เอ็ลเดอร์อาโอบะให้เยาวชนหลายคนออกมาลองทำสิ่งใหม่ที่ตนเองสนใจ พวกเขาคิดว่าหลังจากดูแล้วคงจะทำได้ง่ายๆ แต่ไม่มีใครทำสำเร็จแม้จะพยายามขึ้นรูปชามเรียบๆ ธรรมดาก็ตาม พวกเขาประกาศว่า “ฉันทำไม่ได้!” “ทำไมถึงยากขนาดนี้” “ยากมากเลยนะนี่” ความเห็นเหล่านี้เกิดขึ้นขณะเศษดินเหนียวกระจายไปทั่วห้อง

    เขาถามเยาวชนว่าทำไมพวกเขาจึงปั้นไม่ได้ พวกเขาให้คำตอบต่างกันไปว่า “ผมไม่มีประสบการณ์” “ผมไม่เคยฝึกทำมาก่อน” หรือ “ผมไม่มีพรสวรรค์” จากคำตอบที่ได้ สิ่งที่ทุกคนพูดเป็นความจริง อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญที่สุดที่เขาทำไม่ได้เพราะดินเหนียวไม่อยู่กลางแป้นหมุน เยาวชนคิดว่าพวกเขาวางดินเหนียวไว้ตรงกลางแล้ว แต่จากมุมมองของมืออาชีพ นั่นยังไม่ใช่ตรงกลาง เขาบอกนักเรียนต่อจากนั้น “เรามาลองอีกครั้งนะ”

    เอ็ลเดอร์อาโอบะกำลังปั้นหม้อ

    คราวนี้เอ็ลเดอร์อาโอบะวางดินเหนียวไว้กลางแป้นหมุนพอดิบพอดีแล้วเริ่มหมุน ทำให้เกิดหลุมกลางดินเหนียว เยาวชนหลายคนลองอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนเริ่มปรบมือเมื่อพูดว่า “ว้าว เครื่องไม่สะบัดแล้ว” “ฉันทำได้แล้ว” หรือ “ฉันทำเอง!” แน่นอนว่ารูปทรงไม่สมบูรณ์ แต่ผลออกมาต่างจากความพยายามครั้งแรกโดยสิ้นเชิง เหตุผลที่พวกเขาประสบความสำเร็จเพราะดินเหนียวอยู่กลางแป้นหมุนพอดี

    โลกที่เราอยู่คล้ายกับแป้นหมุนของช่างปั้น และความเร็วของแป้นหมุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เหมือนดินเหนียวบนแป้นหมุน เราต้องอยู่ตรงกลางพอดีเช่นกัน แกนของเรา ศูนย์กลางของชีวิตเรา จะต้องเป็นพระเยซูคริสต์และพระกิตติคุณของพระองค์ การดำเนินชีวิตที่ให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางหมายถึงเราเรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และพระกิตติคุณ จากนั้นก็ทำตามแบบอย่างของพระองค์และรักษาพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด

    อิสยาห์ศาสดาพยากรณ์สมัยโบราณกล่าวว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้พระองค์ยังเป็นพระบิดาของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลงานของพระหัตถ์พระองค์”1

    ถ้าชีวิตเรามีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลาง พระองค์ทรงสามารถปั้นเราให้เป็นคนที่เราต้องเป็นได้สำเร็จเพื่อกลับไปยังที่ประทับของพระองค์และพระบิดาบนสวรรค์ในอาณาจักรซีเลสเชียล ปีติที่เราประสบในชีวิตนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราให้คำสอน แบบอย่าง และการพลีพระชนม์ชีพเพื่อชดใช้ของพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางของชีวิตเราดีเพียงใด

    พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่เป็นวิสุทธิชนยุคสุดท้ายหลายชั่วอายุคน ด้วยเหตุนี้พรและปีติของการมีพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์เป็นฐานของวัฒนธรรมครอบครัวเราจึงถูกถักทอในชีวิตประจำวันของเรา จนกระทั่งข้าพเจ้าทำงานเผยแผ่เต็มเวลาสมัยหนุ่มถึงได้รู้ว่าความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์มีผลดีอย่างเหลือเชื่อต่อคนที่ไม่เคยประสบพรนั้นมาก่อนในชีวิตพวกเขา ข้อนี้ในมัทธิวสะท้อนขั้นตอนที่ผู้คนเปลี่ยนใจเลื่อมในพระกิตติคุณประสบ “แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความยินดีจึงไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น”2

    ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างจากพระคัมภีร์มอรมอนที่อธิบายถึงสิ่งที่ผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสคนหนึ่งยินดีจ่ายเพื่อให้ได้รับปีติอันเนื่องจากพบขุมทรัพย์ที่พระเยซูตรัสไว้ในอุปมาเรื่องขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในทุ่งนา

    คงจำได้ ในหนังสือของ แอลมา บทที่ 20 แอมันกับลาโมไนเดินทางไปเมืองมิดโดไนเพื่อหาและปล่อยแอรันพี่ชายของแอมันออกจากเรือนจำ ระหว่างเดินทางพวกเขาพบบิดาของลาโมไนผู้เป็นกษัตริย์ชาวเลมันปกครองทั่วแผ่นดิน

    กษัตริย์ไม่พอใจมากที่ลาโมไนบุตรชายเดินทางมากับแอมันผู้สอนศาสนาชาวนีไฟคนที่เขาถือเป็นศัตรู เขารู้สึกว่าบุตรชายควรไปร่วมงานฉลองครั้งใหญ่ที่เขาจัดให้บรรดาลูกชายและผู้คนของเขา กษัตริย์ลาโมไนไม่พอใจมากถึงกับสั่งให้ลาโมไนบุตรชายสังหารแอมันด้วยดาบ เมื่อลาโมไนไม่ยอมทำ กษัตริย์จึงชักดาบของตนออกมาจะสังหารบุตรชายเพราะไม่เชื่อฟัง แต่แอมันขอให้ไว้ชีวิตลาโมไน ในที่สุดแอมันก็มีอำนาจเหนือกษัตริย์และจะฆ่าเขาก็ได้

    นี่คือสิ่งที่กษัตริย์พูดกับแอมันหลังจากพบตนเองอยู่ในสถานการณ์ระหว่างความเป็นความตาย “หากท่านจะละเว้นข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่ท่านจะขอ, แม้ถึงครึ่งหนึ่งของอาณาจักร”3

    ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงยอมยกอาณาจักรครึ่งหนึ่งให้เพื่อละเว้นชีวิตตน กษัตริย์ต้องแปลกใจเป็นแน่เมื่อแอมันขอเพียงอย่างเดียวคือให้เขาปล่อยแอรันพี่ชายกับผู้ร่วมงานออกจากเรือนจำและให้ลาโมไน บุตรชายของกษัตริย์เป็นผู้ปกครองอาณาจักรของเขาต่อไป

    ต่อมา เนื่องด้วยการพบกันครั้งนี้ แอรันพี่ชายของแอมันจึงถูกปล่อยจากเรือนจำที่มิดโดไน หลังจากนั้นเขาได้รับการดลใจให้เดินทางไปแผ่นดินที่กษัตริย์ลาโมไนปกครอง แอรันได้รู้จักกษัตริย์และมีโอกาสสอนหลักธรรมพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์แก่เขา รวมทั้งแผนอันสำคัญยิ่งแห่งการไถ่ คำสอนของแอรันทำให้กษัตริย์ประทับใจอย่างสุดซึ้ง

    การตอบสนองของกษัตริย์ต่อคำสอนของแอรันอยู่ใน ข้อ 15 ของแอลมา บทที่ 22: “และเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือหลังจากแอรันได้อรรถาธิบายเรื่องเหล่านี้ต่อเขา, กษัตริย์กล่าว: ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรจึงจะมีชีวิตนิรันดร์ซึ่งท่านพูดถึงนี้? แท้จริงแล้ว, ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเพื่อจะเกิดจากพระผู้เป็นเจ้า, โดยขุดเอารากของวิญญาณชั่วร้ายนี้ออกจากอกข้าพเจ้า, และได้รับพระวิญญาณของพระองค์, เพื่อข้าพเจ้าจะเปี่ยมด้วยปีติ, เพื่อจะไม่ถูกขับออกในวันสุดท้าย? ดูเถิด, ท่านกล่าว, ข้าพเจ้าจะสละสิ่งทั้งปวงที่ข้าพเจ้าเป็นเจ้าของ, แท้จริงแล้ว, ข้าพเจ้าจะละทิ้งอาณาจักรของข้าพเจ้า, เพื่อจะรับความปรีดียิ่งนี้.”

    น่าประหลาดใจพอกันเมื่อเทียบกับการยกอาณาจักรให้ครึ่งหนึ่งเพื่อละเว้นชีวิตเขา ตอนนี้กษัตริย์ลาโมไนยอมยกให้ทั้งอาณาจักรเพื่อเขาจะได้รับปีติที่มาจากการเข้าใจ ยอมรับ และดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

    แนนซีภรรยาข้าพเจ้าเป็นผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสสู่ศาสนจักรเช่นกัน เธอพูดกับข้าพเจ้าหลายครั้งตลอดหลายปีมานี้เกี่ยวกับปีติที่เธอรู้สึกในชีวิตตั้งแต่พบ ยอมรับ และดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ต่อไปนี้เป็นภาพสะท้อนจากซิสเตอร์เมนส์เกี่ยวกับประสบการณ์ของเธอ:

    “สมัยเป็นสาวอายุ 20 ต้นๆ ดิฉันมาถึงจุดหนึ่งในชีวิตที่รู้ว่าต้องเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะเป็นคนมีความสุขมากขึ้น ดิฉันรู้สึกเหมือนเคว้งคว้างไร้จุดหมายและทิศทางที่แน่นอน และไม่ทราบจะไปหาที่ใด ดิฉันรู้มาตลอดว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงดำรงอยู่และกล่าวคำสวดอ้อนวอนเป็นครั้งคราวมาตลอดชีวิตโดยรู้สึกว่าพระองค์ทรงฟัง

    “เมื่อดิฉันเริ่มค้นหา ดิฉันไปโบสถ์หลายแห่งแต่มักจะกลับมารู้สึกเหมือนเดิมและหมดกำลังใจ ดิฉันรู้สึกได้รับพรมากเพราะในที่สุดก็ได้รับคำตอบสำหรับการสวดอ้อนวอนขอการนำทางและจุดประสงค์ในชีวิต และความบริบูรณ์ของพระกิตติคุณถูกนำเข้ามาในชีวิตดิฉัน เป็นครั้งแรกที่ดิฉันรู้สึกเหมือนตนเองมีจุดประสงค์ และแผนแห่งความสุขทำให้เกิดปีติแท้จริงในชีวิตดิฉัน”

    อีกประสบการณ์หนึ่งจากพระคัมภีร์มอรมอนอธิบายชัดเจนว่าการดำเนินชีวิตที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางจะทำให้เราเต็มไปด้วยความสุขใหญ่หลวงได้อย่างไรในเมื่อเราถูกรายล้อมไปด้วยความทุกข์ยากอย่างไม่น่าเชื่อ

    หลังจากศาสดาพยากร์ลีไฮกับครอบครัวออกจากเยรูซาเล็ม 600 ปี ก่อน ค.ศ.พวกเขาระหกระเหินราวแปดปีในแดนทุรกันดารจนมาถึงแผ่นดินที่พวกเขาเรียกว่าอุดมมั่งคั่ง ซึ่งอยู่ใกล้ฝั่งทะเล นีไฟบรรยายชีวิตที่ยากลำบากของพวกเขาในแดนทุรกันดารว่า “เราทนรับความทุกข์และความลำบากมามาก, …แม้มากจนกระทั่งเราเขียนเรื่องเหล่านั้นได้ไม่ครบถ้วน”4

    ขณะอยู่ในแผ่นดินอุดมมั่งคั่ง พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้นีไฟต่อเรือเพื่อพาพวกเขาข้ามทะเลไปแผ่นดินที่สัญญาไว้ หลังจากพวกเขามาถึงแผ่นดินที่สัญญาไว้ ความขัดแย้งใหญ่หลวงยังคงเกิดขึ้นระหว่างคนที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางในชีวิตกับคนไม่เชื่อผู้ทำตามตัวอย่างของเลมันกับเลมิวเอล ในที่สุด ความรุนแรงระหว่างคนสองกลุ่มมีแนวโน้มจะหนักข้อขึ้นจนนีไฟกับคนที่ทำตามคำสอนของพระเจ้าต้องแยกตัวและหนีไปในแดนทุรกันดารเพื่อความปลอดภัย มาถึงจุดนี้ ประมาณ 30 ปีหลังจากลีไฮและครอบครัวออกจากเยรูซาเล็ม นีไฟกล่าวถ้อยคำที่น่าคิดและใช้ยืนยันได้ดี โดยเฉพาะหลังจากบันทึกความทุกข์และความลำบากมากมายที่พวกเขาประสบมานานไว้ในพระคัมภีร์ว่า “และเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นคือ เรามีชีวิตอยู่ตามทางแห่งความสุข”5 แม้จะมีความยากลำบาก แต่พวกเขาสามารถดำเนินชีวิตตามทางแห่งความสุขเพราะมีพระคริสต์และพระกิตติคุณเป็นศูนย์กลาง

    พี่น้องทั้งหลาย ดังเช่นดินเหนียวบนแป้นหมุนของช่างปั้น ชีวิตเราต้องมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางถ้าเราอยากพบปีติแท้จริงและสันติสุขในชีวิตนี้ แบบอย่างของกษัตริย์ชาวเลมัน แนนซีภรรยาข้าพเจ้า และชาวนีไฟล้วนสนับสนุนหลักธรรมแท้จริงดังกล่าว

    ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานวันนี้ว่าเราจะพบสันติสุข ความสุข และปีติแท้จริงนั้นถ้าเราเลือกดำเนินชีวิตโดยมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน