2010–2019
บรรดาผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าได้รับพรและเป็นสุข
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

บรรดาผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าได้รับพรและเป็นสุข

แนวกั้นซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้เราเป็นเหมือนท่าเรือที่ปลอดภัยจากมารและอิทธิพลแห่งการทำลายล้าง

ช่วงที่ผ่านมา ระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศออสเตรเลีย ข้าพเจ้าเดินทางไปยังอ่าวรูปเกือกม้าที่สวยงามซึ่งมีชื่อเสียงสำหรับการเล่นกระดานโต้คลื่น ขณะที่ข้าพเจ้าเดินไปตามชายหาด ข้าพเจ้ารู้สึกติดตรึงใจในความงามของคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดแตกกระจายนอกอ่าว และคลื่นลูกเล็กที่ม้วนตัวใกล้กับชายฝั่ง

ขณะที่ข้าพเจ้าเดินเล่นต่อไป ข้าพเจ้าพบกลุ่มนักเล่นกระดานโต้คลื่นชาวอเมริกัน พวกเขาดูอารมณ์เสียกับบางสิ่งอย่างชัดเจน ด้วยการพูดคุยเสียงดังและโบกไม้โบกมือไปที่ทะเล เมื่อข้าพเจ้าถามพวกเขาว่ามีอะไรผิดปกติหรือ พวกเขาชี้ไปยังนอกอ่าวซึ่งคลื่นลูกใหญ่กำลังซัดแตกกระจายอยู่

“ดูนั่นสิ” คนหนึ่งบอกข้าพเจ้าอย่างโกรธเคือง “คุณเห็นแนวกั้นหรือเปล่า” เมื่อมองดูใกล้ๆ ข้าพเจ้ามองเห็นแนวกั้นขยายครอบคลุมไปทั้งปากอ่าว ซึ่งเป็นจุดที่คลื่นลูกใหญ่กำลังแตกกระจาย แนวกั้นทำจากตาข่ายที่หนักและพยุงไว้โดยลูกลอยที่อยู่บนพื้นผิวน้ำ ตามที่นักเล่นกระดานโต้คลื่นได้บอก ตาข่ายทิ้งตัวไปจนถึงก้นมหาสมุทร

นักเล่นกระดานโต้คลื่นชาวอเมริกันกล่าวต่อไปว่า “พวกเรามาที่นี่เพียงครั้งเดียวในชีวิตเพื่อโต้คลื่นลูกใหญ่ เราโต้คลื่นเล็กๆ ที่ซัดเข้ามาในอ่าวได้ แต่แนวกั้นทำให้เราไม่สามารถโต้คลื่นลูกใหญ่ได้ พวกเราไม่รู้ว่าทำไมต้องมีแนวกั้น สิ่งที่พวกเรารู้คือมันทำให้การเดินทางของเราหมดสนุก”

ขณะที่นักเล่นกระดานโต้คลื่นชาวอเมริกันเริ่มอารมณ์เสียมากขึ้น ความสนใจของข้าพเจ้าไปอยู่ที่นักเล่นกระดานโต้คลื่นอีกคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นชายที่มีอายุและเป็นคนในพื้นที่ ดูเหมือนว่าเขามีความอดทนน้อยลงขณะฟังคำพร่ำบ่นที่มากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับแนวกั้น

ในที่สุด เขาลุกขึ้นและเดินไปยังคนกลุ่มนั้น โดยไม่พูดอะไรเลย เขาดึงกล้องส่องทางไกลออกมาจากกระเป๋าเป้และยื่นให้นักเล่นกระดานโต้คลื่นคนหนึ่ง พร้อมชี้ไปที่แนวกั้น นักเล่นกระดานโต้คลื่นมองผ่านกล้องส่องทางไกลทีละคน เมื่อถึงคราวข้าพเจ้า ด้วยการขยายของภาพ ข้าพเจ้าสามารถมองเห็นบางสิ่งที่ข้าพเจ้ามองไม่เห็นมาก่อน นั่นคือครีบปลา—มีฉลามขนาดใหญ่กำลังกินอาหารใกล้แนวปะการังซึ่งอยู่อีกฝั่งของแนวกั้น

คนกลุ่มนั้นสงบลงอย่างรวดเร็ว นักเล่นกระดานโต้คลื่นผู้อาวุโสรับกล้องส่องทางไกลของเขาคืนและหันหลังเดินกลับไป ในขณะนั้นเขาพูดสิ่งที่ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืม “อย่าวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับแนวกั้นมากไปนักเลย” เขากล่าว “มันเป็นสิ่งเดียวที่ป้องกันพวกคุณจากการถูกเขมือบ”

ขณะยืนบนหาดทรายที่สวยงามนั้น มุมมองของเราเปลี่ยนไปทันทีทันใด แนวกั้นซึ่งเคยดูเหมือนแข็งทื่อเกะกะและจำกัดขอบเขต—ดูเหมือนทำให้ความสนุกและความน่าตื่นเต้นของการโต้คลื่นลูกใหญ่นั้นลดลง—กลายเป็นบางสิ่งที่แตกต่างไปมาก ด้วยความเข้าใจใหม่ของเราเกี่ยวกับอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวน้ำ ขณะนี้แนวกั้นคือการปกป้อง ความปลอดภัย และสันติสุข

ขณะที่ท่านและข้าพเจ้าเดินบนเส้นทางของชีวิตและไขว่คว้าความฝัน พระบัญชาและมาตรฐานของพระผู้เป็นเจ้า—เช่นเดียวกับแนวป้องกัน—ซึ่งบางครั้งยากที่จะเข้าใจ ดูภายนอกอาจจะเข้มงวดและไม่ยืดหยุ่น ปิดกั้นเส้นทางที่ดูน่าสนุกและน่าตื่นเต้นซึ่งหลายคนกำลังเดินตามทางนั้น ดังเช่นอัครสาวกเปาโลได้อธิบาย “เราเห็นสลัวๆ เหมือนดูในกระจก”1  ด้วยวิสัยทัศน์ที่จำกัด บ่อยครั้งเราไม่สามารถเข้าใจถึงอันตรายอันใหญ่หลวงที่ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นผิวนั้น

แต่พระองค์ผู้ “ทรงเข้าพระทัยสิ่งทั้งปวง”2 รู้อย่างแน่ชัดว่าอันตรายเหล่านั้นอยู่ที่ใด พระองค์ประทานคำแนะนำแห่งสรรค์แก่เราโดยผ่านพระบัญชาและการนำทางที่เปี่ยมด้วยความรักของพระองค์ เพื่อเราจะหลีกเลี่ยงจากอันตรายนั้นได้—เพื่อเราจะกำหนดแนวทางในชีวิตของเราที่จะได้รับการปกป้องจากผู้ล่าทางวิญญาณและขากรรไกรแห่งบาปที่เปิดกว้าง3

เราแสดงความรักต่อพระเจ้า—และศรัทธาของเราในพระองค์—โดยการทำให้ดีที่สุดทุกวันในการทำตามแนวทางที่พระองค์ทรงวางไว้สำหรับเรา และโดยการรักษาพระบัญญัติซึ่งพระองค์ประทานให้เรา เราแสดงให้เห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งศรัทธาและความรักในสถานการณ์ซึ่งเราไม่เข้าใจเหตุผลอันสมบูรณ์ของพระบัญชาของพระเจ้าหรือเส้นทางที่พระองค์ทรงบัญชาให้เราเดิน มันค่อนข้างง่ายในการเดินตามเส้นทางที่อยู่ในแนวกั้นเมื่อเรารู้ว่ามีฟันแหลมคมของนักล่าจำนวนมากอยู่นอกแนวกั้น เป็นเรื่องยากมากกว่าที่จะรักษาเส้นทางของเราให้อยู่ภายในแนวกั้นเมื่อทั้งหมดที่เราเห็นคือความน่าตื่นตาตื่นใจและน่าหลงใหลของคลื่นที่อยู่อีกฝั่ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเหล่านั้น—เวลาเมื่อเราเลือกแสดงศรัทธา วางใจในพระผู้เป็นเจ้า และแสดงความรักของเราต่อพระองค์—เราจะเติบโตและได้รับอย่างเต็มที่

ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ อานาเนียไม่เข้าใจในพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าที่จะตามหาและให้พรเซาโล—ชายผู้มีอำนาจในการจำคุกผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ แต่เพราะเขาเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า อานาเนียเป็นเครื่องมือในการเกิดใหม่ทางวิญญาณของอัครสาวกเปาโล4

เมื่อเราวางใจพระเจ้า ใช้ศรัทธาของเรา เชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ และเดินตามวิถีทางที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้เรา เรากลายเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเป็นมากขึ้น “การที่จะเป็น” นี้—ใจที่เปลี่ยนใจเลื่อมใสนี้—มีความสำคัญมาก ดังที่เอ็ลเดอร์ดัลลิน เอช. โอคส์ ได้สอนเราว่า “ด้วยการแสดงออกภายนอกเท่านั้นจึงยังไม่พอ พระบัญญัติ ศาสนพิธี และพันธสัญญาของพระกิตติคุณไม่ได้เป็นรายการเงินฝากที่สะสมไว้ในบัญชีสวรรค์ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์คือแผนซึ่งเสดงให้เราเห็นว่าจะเป็นในแบบที่พระบิดาบนสวรรค์ทรงประสงค์ให้เราเป็น ”5

ดังนั้น การเชื่อฟังที่แท้จริงคือการมอบตัวเราทั้งหมดไว้กับพระองค์และยอมให้พระองค์ทรงกำหนดวิถีทางของเรา ทั้งในเวลาสุขและทุกข์ จงเข้าใจว่าพระองค์ทรงสามารถทำให้เราเป็นได้มากกว่าที่ราสามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง

เมื่อเรายอมตนต่อพระประสงค์ของพระองค์ เราได้รับสันติสุขและความสุขเพิ่มขึ้น กษัตริย์เบนจามินสอนว่าผู้ที่รักษาพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าเป็น “พรและเป็นสุข…ในทุกสิ่ง, ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายวิญญาณ”6 พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้เรามีปีติ พระองค์ทรงต้องการให้เรามีสันติสุข พระองค์ทรงต้องการให้เราประสบความสำเร็จ พระองค์ทรงต้องการให้เราปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากอิทธิพลทางโลกรอบตัวเรา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระบัญชาของพระเจ้าไม่ได้ก่อให้เกิดความสับสนและความเหนื่อยยากจากแนวกั้นที่เราต้องเรียนรู้ที่จะทนในชีวิตนี้ เพื่อเราจะได้รับความสูงส่งในชีวิตหน้า แต่แนวกั้นซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ให้เราเป็นเหมือนท่าเรือที่ปลอดภัยจากมารและอิทธิพลแห่งการทำลายล้างซึ่งสามารถลากเราสู่ความลึกของหายนะได้ พระบัญญัติของพระเจ้าประทานให้ด้วยความรักและความห่วงใย มีจุดมุ่งหมายเพื่อปีติของเราในโลกนี้7 เท่าๆ กับเพื่อปีติและความสูงส่งของเราในโลกที่จะมาถึง พระบัญญัติแสดงถึงวิธีที่เราควรกระทำ—และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือช่วยให้เราเข้าใจว่าเราควรเป็นคนเช่นไร

ขณะที่ทุกสิ่งดีและจริง พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด การแสดงออกถึงการเชื่อฟังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเกิดขึ้นตลอดนิรันดร์ เมื่อพระบุตรยอมพระองค์ต่อพระประสงค์ของพระบิดา พระองค์ทรงร้องขอด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่สุดว่าให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไป—ว่าพระองค์จะเดินในวิถีทางอื่นนอกเหนือจากทางที่ได้มอบหมายไว้สำหรับพระองค์—พระคริสต์ทรงยอมมอบพระองค์เองในวิถีทางที่พระบิดาทรงประสงค์ให้พระองค์ดำเนินตาม นั่นคือวิถีทางที่นำไปสู่เกทเสมนีและกลโกธา ที่ซึ่งพระองค์ทนต่อความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานอันไม่สามารถจินตนาการได้ ที่ซึ่งพระองค์ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังขณะพระวิญญาณของพระบิดาถอนออกมา แต่เส้นทางเส้นเดียวกันนี้ที่นำมาสู่อุโมงค์ฝังศพอันว่างเปล่าในวันที่สาม ด้วยเสียงร้องของ “พระองค์ทรงฟื้น!”8 ดังก้องกังวานในหูและหัวใจของผู้ที่รักพระองค์ นี่รวมถึงปีติและความอบอุ่นใจอันไม่อาจจินตนาการได้ โดยมีศูนย์กลางที่การชดใช้ของพระองค์สำหรับบุตรและธิดาของพระเจ้าตลอดนิรันดร—โดยยอมให้พระประสงค์ของพระองค์กลืนเข้าไปในพระประสงค์ของพระบิดา พระคริสต์ได้มอบความหวังของสันติสุขนิรันดร์ ปีตินิรันดร์ และชีวิตนิรันดร์แก่เรา

ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าเราคือบุตรและธิดาของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระองค์ทรงต้องการให้เรามีความสุขและปลอดภัย และได้รับพร เพื่อการนี้ พระองค์ทรงกำหนดวิธีที่จะนำเรากลับไปหาพระองค์ และทรงจัดตั้งแนวกั้นเพื่อปกป้องเราในระหว่างทาง หากเราทำให้ดีที่สุดในการเดินตามทางนั้น เราจะพบความปลอดภัย ความสุขและสันติสุขอย่างแท้จริง และหากเรายอมตนต่อพระประสงค์ของพระองค์ เราจะเป็นดังที่พระองค์ทรงต้องการให้เราเป็น ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน