2010–2019
พันธกิจในเรื่องการคืนดี
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ
พื้นหลัง

พันธกิจในเรื่องการคืนดี

ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความสงบสุขต่อจิตวิญญาณซึ่งมาจากการคืนดีกับพระผู้เป็นเจ้าและการคืนดีต่อกันหากเรานอบน้อมและกล้าหาญพอที่จะทำให้ได้มา

เดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันนำเสนอแนวคิดของการปฏิบัติศาสนกิจ ท่านเน้นย้ำว่านี่เป็นวิธีในการรักษาพระบัญญัติข้อใหญ่ที่ให้รักพระผู้เป็นเจ้าและรักกัน1 เรา ในฐานะเจ้าหน้าที่ศาสนจักร ขอปรบมือและแสดงความยินดีกับท่านสำหรับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมที่ท่านได้เริ่มทำในเรื่องนั้น ขอบคุณที่ท่านทำตามศาสดาพยากรณ์ผู้เป็นที่รักของเราในความอุตสาหะที่พิเศษนี้และขอแนะนำว่าท่านไม่ต้องรอคำแนะนำมากมาย แค่กระโดดลงสระว่ายน้ำ มุ่งไปหาคนขัดสน อย่ามัวหยุดอยู่กับที่พลางสงสัยว่าท่านควรจะว่ายท่ากรรเชียงหรือว่ายท่าสุนัขตกน้ำ หากเราทำตามหลักธรรมพื้นฐานที่ได้รับการสอน อยู่ในแนวเดียวกับกุญแจฐานะปุโรหิต และแสวงหาพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ให้ทรงนำทางเรา เราจะไม่ล้มเหลว

เช้าวันนี้ข้าพเจ้าอยากจะพูดเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจในด้านที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นที่ไม่ใช่โดยงานมอบหมาย ไม่เกี่ยวข้องกับการสัมภาษณ์ตามปฏิทิน และไม่มีสายการรายงานเว้นแต่รายงานต่อสวรรค์ ข้าพเจ้าขอแบ่งปันตัวอย่างง่ายๆ หนึ่งเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจเช่นนั้น

แกรนท์ มอร์เรลล์ โบเว็นเป็นสามีและบิดาที่ทำงานหนัก อุทิศตนเช่นเดียวกับหลายคนที่ทำมาหาเลี้ยงชีพบนผืนดิน ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำเมื่อไร่มันฝรั่งในท้องที่นั้นให้ผลผลิตไม่เพียงพอ เขากับนอร์มาภรรยาจึงหางานอื่นทำ ในที่สุดก็ย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง และเริ่มกลับคืนสู่เสถียรสภาพทางเศรษฐกิจ แต่เหตุการณ์โชคร้ายบังเกิดขึ้น บราเดอร์โบเว็นรู้สึกเสียใจมากเมื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ใบรับรองพระวิหาร อธิการไม่ค่อยเชื่อเรื่องการประกาศส่วนสิบของมอร์เรลล์ว่าเขาจ่ายส่วนสิบเต็ม

ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าชายสองคนนี้ใครมีข้อเท็จจริงถูกต้องมากกว่ากันในวันนั้น แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าซิสเตอร์โบเว็นเดินออกมาจากการสัมภาษณ์พร้อมใบรับรองพระวิหารที่ต่อใหม่แล้ว ขณะที่บราเดอร์โบเว็นเดินออกมาด้วยความโกรธซึ่งทำให้เขาออกจากศาสนจักรไป 15 ปี

ไม่สำคัญว่าใครถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องส่วนสิบ เห็นได้ชัดว่าทั้งมอร์เรลล์และอธิการลืมพระดำรัสเตือนของพระผู้ช่วยให้รอดที่ให้ “ปรองดองกับคู่ความโดยเร็ว”2 และคำแนะนำของเปาโลที่ว่า “อย่าให้ถึงตะวันตกแล้วยังโกรธอยู่”3 ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขา ไม่ ปรองดองกันและตะวัน ตกแล้ว เมื่อบราเดอร์โบเว็นยังคงโกรธอยู่เป็นวัน เป็นสัปดาห์ จนเป็นปี พิสูจน์ประเด็นของชาวโรมันสมัยโบราณผู้ปราดเปรื่องที่สุดคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า “ความโกรธ หากไม่ยับยั้งไว้ มักจะ [อันตราย] ยิ่งกว่าความเสียหายที่ยั่วยุให้โกรธ”4 แต่ปาฏิหาริย์ของการคืนดีมีให้เราเสมอ และด้วยความรักที่เขามีให้ครอบครัวและศาสนจักรที่เขารู้ว่าเป็นความจริง มอร์เรลล์ โบเว็นกลับมาแข็งขันในศาสนจักรอย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าขอเล่าสั้นๆ ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร

แบรด บุตรชายของบราเดอร์โบเว็นเป็นเพื่อนที่ดีของเราและเป็นสาวกเจ็ดสิบภาคที่อุทิศตนรับใช้ในไอดาโฮตอนใต้ แบรดอายุ 11 ขวบเมื่อเกิดเรื่องนี้ และเป็นเวลา 15 ปีที่เขาเฝ้าดูการอุทิศตนทางศาสนาที่ลดน้อยถอยลงของคุณพ่อ ประจักษ์ชัดด้วยตาว่าผลงานการเก็บเกี่ยวเสียหายเพียงใดเมื่อหว่านไว้ด้วยความโกรธและความเข้าใจผิด เขาต้องทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นเมื่อถึงวันขอบคุณพระเจ้าในปี 1977 แบรดนักศึกษามหาวิทยาลัยบริคัม ยังก์ วัย 26 ปีพร้อมด้วยแวเลรีภรรยา และมิคบุตรชายแบเบาะคนใหม่ เก็บข้าวของขึ้นรถยนต์นักศึกษาราคาถูกขับไปบิลลิงส์ มอนแทนาทั้งๆ ที่สภาพอากาศไม่ดี การขับรถชนเนินหิมะใกล้เวสต์เยลโลว์สโตนก็ไม่อาจหยุดยั้งสามคนนี้จากการไปปฏิบัติศาสนกิจกับบราเดอร์โบเว็นผู้พ่อ

เมื่อมาถึง แบรดกับแพมน้องสาวของเขาขอใช้เวลาส่วนตัวกับคุณพ่อ “พ่อเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมเสมอ” แบรดเริ่มพูดด้วยอารมณ์อ่อนไหว “เรารู้ตลอดมาว่าพ่อรักเรามากแค่ไหน แต่มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง และเป็นอย่างนั้นมานานแล้ว เพราะครั้งหนึ่งพ่อเคยรู้สึกเสียใจ ครอบครัวนี้ทุกคนจึงรู้สึกเสียใจมาตลอดหลายปี เราแตกสลาย พ่อเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ซ่อมพวกเราได้ ได้โปรด ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดนี้ พ่อสามารถปลดปล่อยเรื่องขุ่นข้องหมองใจกับอธิการคนนั้นและกลับมานำครอบครัวนี้ในพระกิตติคุณเหมือนที่พ่อเคยทำได้ไหมครับ”

มีแต่ความเงียบงัน จากนั้นบราเดอร์โบเว็นมองไปยังลูกๆ ของเขาทั้งสองคน ผู้เป็นกระดูกจากกระดูกของเขาและเนื้อจากเนื้อของเขา5 เสียงที่ตอบมาอย่างแผ่วเบาคือ “ได้ ได้ พ่อจะทำ”

ตื่นเต้นแต่ก็อึ้งกับคำตอบที่ไม่คาดคิด แบรด โบเว็นกับครอบครัวเขาเฝ้าดูสามีและบิดาของตนไปหาอธิการคนปัจจุบันด้วยเจตนารมณ์แห่งการคืนดีเพื่อแก้ไขทุกสิ่งในชีวิตเขาให้ถูกต้อง ในการตอบรับการเยือนที่กล้าหาญแต่คาดไม่ถึงอย่างที่สุด อธิการคนนั้น ผู้เชื้อเชิญให้บราเดอร์โบเว็นกลับมาหลายต่อหลายครั้ง ตรงเข้าโอบกอดมอร์เรลล์ไว้ในอ้อมแขน—กอดเขาไว้นานทีเดียว

ในเวลาเพียงสองสามสัปดาห์—ไม่นานมาก—บราเดอร์โบเว็นกลับมาแข็งขันอย่างเต็มที่ในศาสนจักรอีกครั้งและทำให้ตนเองมีค่าควรกลับไปพระวิหาร ไม่นานเขาก็ตอบรับการเรียกให้ควบคุมดูแลสาขาเล็กๆ 25 คนที่กำลังประสบปัญหาและทำให้สาขานั้นเติบโตกลายเป็นที่ประชุมกว่า 100 คน เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ผลของการปฏิบัติศาสนกิจที่ลูกชายและลูกสาววิงวอนบิดาของตนตลอดจนความเต็มใจของบิดาที่จะให้อภัยและก้าวต่อไปแม้ในความไม่ดีพร้อมของผู้อื่นได้นำพรมาสู่ครอบครัวโบเว็นตราบจนทุกวันนี้—และจะมาตลอดไป

พี่น้องทั้งหลาย พระเยซูทรงขอให้เรา “อยู่ด้วยกันด้วยความรัก”6 โดย “ไม่มีการโต้แย้งในบรรดาพวกเจ้า”7 “คนที่มีวิญญาณของความขัดแย้งย่อมไม่เป็นของเรา” พระองค์ทรงเตือนชาวนีไฟ8 โดยแท้แล้ว ในระดับหนึ่ง ความสัมพันธ์ของเรากับพระคริสต์จะถูกกำหนด–หรืออย่างน้อยได้รับผล–จากความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน

“หากเจ้า … ปรารถนาจะมาหาเรา” พระองค์ตรัส “และจำได้ว่าพี่น้องของเจ้ามีอะไรขัดเคืองอยู่กับเจ้า—

“จงไปตามทางของเจ้าไปหาพี่น้องของเจ้า, และ คืนดีกับ [เขา] เสียก่อน, และแล้วจึงมาหาเราด้วยความตั้งใจเด็ดเดี่ยว, และเราจะรับเจ้า9

แน่นอนว่าเราแต่ละคนสามารถเอ่ยถึงบาดแผลเก่านับไม่ถ้วนตลอดจนความเศร้าและความทรงจำอันเจ็บปวดที่ช่วงเวลานี้ยังคงกัดกร่อนสันติสุขในใจหรือครอบครัวหรือละแวกบ้านของใครบางคนอยู่ ไม่ว่าเราจะเป็นสาเหตุของความเจ็บปวดนั้นหรือเป็นฝ่ายรับความเจ็บปวดก็ตาม บาดแผลเหล่านั้นต้องได้รับการเยียวยาเพื่อชีวิตจะให้ผลคุ้มค่าตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เช่นเดียวกับอาหารในตู้เย็นที่หลานตรวจดูให้ท่านอย่างดี ความคับข้องใจเก่าๆ นั้นเลยวันหมดอายุมานานแล้ว ขออย่าได้มีที่ว่างอันล้ำค่าในจิตวิญญาณท่านให้แก่สิ่งเหล่านั้นอีกต่อไป ดังที่พรอสเพโรกล่าวแก่อลองโซผู้เศร้าใจในเรื่อง พายุพิโรธ ว่า “ขอพวกเราจงอย่าได้แบกรับความทรงจำด้วยความหนักหน่วงใจซึ่งผ่านพ้นไปแล้วเลย”10

“จง​ยก​โทษ​ให้​เขา แล้ว​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​รับ​การ​ยก‍โทษ”11 พระคริสต์ทรงสอนในสมัยพันธสัญญาใหม่ ในยุคสมัยของเราทรงสอนว่า “เรา, พระเจ้า, จะให้อภัยผู้ที่เราจะให้อภัย, แต่เรียกร้องจากเจ้าที่จะให้อภัยมนุษย์ทั้งปวง”12 แต่สำคัญที่พวกท่านบางคนผู้ดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์อย่างแท้จริงจะตระหนักถึงสิ่งที่พระองค์ ไม่ได้ ตรัส พระองค์ ไม่ได้ ตรัสว่า “เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ระทมอย่างแท้จริงจากการกระทำย่ำยีด้วยน้ำมือของผู้อื่น” และพระองค์ก็ ไม่ได้ ตรัสว่า “เพื่อจะยกโทษให้อย่างสมบูรณ์ เจ้าต้องกลับเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษภัยหรือกลับไปสู่สภาวการณ์เลวร้ายที่เป็นอันตราย” แต่ทั้งที่อาจเกิดการกระทำผิดที่เลวร้ายที่สุดต่อเรา เราก็ยังสามารถรับมือกับความเจ็บปวดของเราได้ เพียงแค่เราก้าวเดินสู่เส้นทางแห่งการเยียวยาอย่างแท้จริง เส้นทางนั้นคือการให้อภัยซึ่งพระเยซูแห่งนาซาเร็ธทรงดำเนินตาม พระองค์ทรงเรียกหาเราแต่ละคนว่า “จงกลับมาติดตามเรา”13

ในพระดำรัสเชื้อเชิญให้เป็นสานุศิษย์ของพระองค์และให้พยายามทำดังที่พระองค์ทรงทำ พระเยซูทรงขอให้เราเป็นเครื่องมือแห่งพระคุณของพระองค์—เป็น “ทูตของพระคริสต์” ใน “พันธกิจในเรื่องการคืนดี” ดังที่เปาโลบรรยายไว้ในโครินธ์14 พระผู้ทรงเยียวยาทุกบาดแผล พระองค์ผู้ทรงแก้ไขทุกสิ่งให้ถูกต้อง ทรงขอให้เราทำงานกับพระองค์ในงานยากลำบากของการสร้างสันติสุขในโลกที่ท่านจะไม่พบด้วยวิธีอื่น

ดังนั้น ตามที่ฟิลลิปส์ บรูคส์เขียนไว้ “ท่านผู้ปล่อยให้ความเข้าใจผิดอันน่าสังเวชดำเนินต่อไปปีแล้วปีเล่า โดยตั้งใจจะแก้ไขสักวันหนึ่ง ท่านผู้ยังคงเก็บการวิวาทอันไร้ค่าให้ค้างคาใจเพราะท่านยังปลงใจไม่ได้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะสละความจองหองของตนและ [จัดการกับ] สิ่งเหล่านั้น ท่านผู้เดินผ่านผู้คนบนถนนด้วยอารมณ์บูดบึ้ง ไม่สนทนาวิสาสะเพราะความโกรธเคืองอันไร้สาระ … ท่านผู้ปล่อยให้ … หัวใจ [ของใครบางคน] เจ็บปวดด้วยความปรารถนาคำขอบคุณหรือความเห็นใจ ซึ่งท่านตั้งใจจะให้ … สักวันหนึ่ง … จงออกไปทันทีและทำสิ่งที่ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลย”15

พี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าการให้อภัยและละทิ้งความขุ่นเคืองใจ เก่าหรือใหม่ก็ตาม เป็นศูนย์กลางต่อความยิ่งใหญ่แห่งการชดใช้ของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าสุดท้ายแล้วการรักษาทางวิญญาณจะมาจากพระผู้ไถ่แห่งสวรรค์ของเราเท่านั้น พระองค์ผู้ทรงรีบรุดเข้าช่วยเหลือเราด้วย “ปีกรักษาโรคภัยได้” ของพระองค์16 เราขอบพระทัยพระองค์ และพระบิดาบนสวรรค์ผู้ทรงส่งพระองค์มา การเริ่มใหม่และการเกิดใหม่นั้น อนาคตที่ปลอดความเศร้าเก่าๆ และความผิดพลาดในอดีต ไม่ใช่แค่เป็นไปได้ แต่คือได้ซื้อไว้แล้วด้วยราคาที่เจ็บปวดอันเป็นสัญลักษณ์โดยพระโลหิตที่พระเมษโปดกทรงหลั่งมา

ด้วยสิทธิอำนาจแห่งอัครสาวกที่ข้าพเจ้าได้รับจากพระผู้ช่วยให้รอดของโลก ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความสงบสุขต่อจิตวิญญาณซึ่งมาจากการคืนดีกับพระผู้เป็นเจ้าและการคืนดีต่อกันหากเรานอบน้อมและกล้าหาญพอที่จะทำให้ได้มา พระผู้ช่วยให้รอดทรงวิงวอนให้ “เลิกขัดแย้งกัน”17 หากรู้ว่ามีบาดแผลเก่า จงรักษาให้หาย ดูแลกันและกันด้วยความรัก

เพื่อนรักของข้าพเจ้า พันธกิจในเรื่องการคืนดีที่เรามีร่วมกัน ข้าพเจ้าขอให้เราเป็นผู้สร้างสันติ—ให้รักสันติ แสวงหาสันติ สร้างสันติ และทะนุถนอมสันติ ข้าพเจ้าขอสิ่งนั้นในพระนามของเจ้าชายแห่งสันติ ผู้ทรงทราบทุกสิ่งเกี่ยวกับการ “ได้แผลนั้นในบ้านของพวกเพื่อน [ของพระองค์]”18 แต่ยังทรงพบพลังในการให้อภัยและลืม—และหายจากบาดแผล—และมีความสุข ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนให้ท่านและข้าพเจ้าสำหรับสิ่งนั้น ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน