บทบาทของพระคัมภีร์มอรมอนในการเปลี่ยนใจเลื่อมใส
    Footnotes
    Theme

    บทบาทของพระคัมภีร์มอรมอนในการเปลี่ยนใจเลื่อมใส

    เรากำลังรวบรวมอิสราเอลเป็นครั้งสุดท้ายด้วยพระคัมภีร์มอรมอน เครื่องมือแห่งการเปลี่ยนใจเลื่อมใสที่ทรงพลังชิ้นหนึ่ง

    ผู้คนมากมายทุกวันนี้สงสัยความเป็นจริงของพระผู้เป็นเจ้าและความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ หลายคนรู้น้อยหรือไม่รู้เลยเกี่ยวกับแผนอันสำคัญยิ่งแห่งความสุขของพระองค์ กว่า 30 ปีก่อน ประธานเอสรา แทฟท์ เบ็นสันตั้งข้อสังเกตว่า “ส่วนใหญ่ของ … โลกปัจจุบันปฏิเสธความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระผู้ช่วยให้รอด สงสัยในการประสูติอันน่าอัศจรรย์ พระชนม์ชีพที่ดีพร้อม และความเป็นจริงของการฟื้นคืนพระชนม์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์.”1

    ในยุคของเรา ความสงสัยไม่ได้มุ่งไปที่พระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้นแต่ยังมุ่งไปที่ศาสนจักรของพระองค์—ศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย—ซึ่งทรงฟื้นฟูผ่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธด้วย ความสงสัยเหล่านี้มักมุ่งไปที่ประวัติศาสตร์ คำสอนหรือข้อปฏิบัติของศาสนจักรของพระผู้ช่วยให้รอด

    พระคัมภีร์มอรมอนช่วยให้เราเติบโตในประจักษ์พยาน

    จาก สั่งสอนกิตติคุณของเรา เราอ่านว่า “พึงจำไว้ว่าความเข้าใจ [ในพระบิดาบนสวรรค์และแผนแห่งความสุขของพระองค์] มาจากศาสดาพยากรณ์ยุคปัจจุบัน—นั่นคือโจเซฟ สมิธและผู้ดำรงตำแหน่งต่อจากท่าน—ผู้ได้รับการเปิดเผยโดยตรงจากพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ คำถามข้อแรกที่ผู้สนใจต้องตอบคือ โจเซฟ สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์หรือไม่ และเขาจะตอบคำถามข้อนี้ได้โดยอ่านและสวดอ้อนวอนเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน.”2

    ประจักษ์พยานของข้าพเจ้าเรื่องการเรียกจากพระเจ้าของศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธเข้มแข็งขึ้นจากการศึกษาพระคัมภีร์มอรมอน: พยานหลักฐานอีกเล่มหนึ่งของพระเยซูคริสต์ ร่วมกับการสวดอ้อนวอน ข้าพเจ้าทำตามคำเชื้อเชิญของโมโรไนที่ให้ “ทูลถามพระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระคริสต์,” เพื่อรู้ความจริงของพระคัมภีร์มอรมอน3 ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าหนังสือเล่มนี้เป็นความจริง ข้าพเจ้ามีความรู้เช่นนี้ได้อย่างไร ท่านก็มีได้เช่นกัน “โดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์.”4

    คำนำพระคัมภีร์มอรมอนกล่าวว่า “บรรดาผู้ที่ได้รับการเป็นพยานจากสวรรค์ [ถึงพระคัมภีร์มอรมอน] จากพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์จะเริ่มรู้โดยอำนาจเดียวกันนี้ว่าพระเยซูคริสต์คือพระผู้ช่วยให้รอดของโลก, ว่าโจเซฟ สมิธ คือผู้เปิดเผยและศาสดาพยากรณ์ของพระองค์ในยุคสุดท้ายนี้, และว่าศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายคืออาณาจักรของพระเจ้าซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นอีกบนแผ่นดินโลก, เพื่อเตรียมรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเมสสิยาห์.”5

    ในฐานะผู้สอนศาสนาหนุ่มที่ไปประเทศชิลี ข้าพเจ้าเรียนรู้บทเรียนที่เปลี่ยนชีวิตเกี่ยวกับอำนาจการเปลี่ยนใจเลื่อมใสของพระคัมภีร์มอรมอน คุณกอนซาเลซรับใช้ในตำแหน่งที่น่านับถือในโบสถ์ของเขาหลายปี เขาเคยรับการอบรมด้านศาสนาอย่างกว้างขวางรวมถึงวุฒิการศึกษาด้านเทววิทยาด้วย เขาภาคภูมิใจที่เป็นผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ไบเบิล เราเห็นชัดว่าเขาคือนักวิชาการด้านศาสนา

    เขาทราบดีเรื่องผู้สอนศาสนาของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายที่แวะเวียนมาทำงานในบ้านเกิดของเขาที่นครลิมา ประเทศเปรู เขาต้องการพบคนเหล่านั้นเสมอเพื่อให้ความรู้เรื่องพระคัมภีร์ไบเบิล

    วันหนึ่ง เขาแทบจะคิดว่าเป็นของขวัญจากสวรรค์ ผู้สอนศาสนาสองคนเรียกให้เขาหยุดบนถนนและถามเขาว่าขอไปที่บ้านและแบ่งปันพระคัมภีร์กับเขาได้หรือไม่ นี่คือฝันที่เป็นจริงของเขา! คำสวดอ้อนวอนของเขาได้รับคำตอบ ในที่สุด เขาก็มีโอกาสสั่งสอนเด็กหนุ่มที่หลงผิดเหล่านี้เสียที เขาจึงตอบว่ายินดีมากถ้าพวกเขาจะไปที่บ้านและสนทนาพระคัมภีร์กัน

    เขารอนัดนี้ด้วยใจจดจ่อ เขาพร้อมที่จะใช้พระคัมภีร์ไบเบิลพิสูจน์ว่าความเชื่อของพวกเขาผิด เขามั่นใจว่าพระคัมภีร์ไบเบิลจะชี้ข้อผิดพลาดในวิถีทางของพวกเขาได้อย่างกระจ่างชัด คืนวันนัดมาถึง ผู้สอนศาสนาเคาะประตู เขาตื่นเต้น ในที่สุดเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง

    เขาเปิดประตูเชิญผู้สอนศาสนาเข้าบ้าน หนึ่งในผู้สอนศาสนายื่นหนังสือปกสีน้ำเงินให้เขาและแสดงประจักษ์พยานที่จริงใจว่าเขารู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้า ผู้สอนศาสนาคนที่สองเสริมด้วยประจักษ์พยานถึงหนังสือเล่มนี้ โดยเป็นพยานว่าศาสดาพยากรณ์ยุคปัจจุบันของพระผู้เป็นเจ้าชื่อโจเซฟ สมิธเป็นผู้แปล และหนังสือเล่มนี้สอนเรื่องพระคริสต์ ผู้สอนศาสนาขอตัวแล้วออกจากบ้านไป

    คุณกอนซาเลซผิดหวังมาก แต่เขาเปิดหนังสือ และเขาเริ่มพลิกหน้าหนังสือเล่มนั้นดูหลายหน้า เขาอ่านหน้าแรก เขาอ่านหน้าแล้วหน้าเล่าและไม่ได้หยุดจนเข้าสู่ช่วงบ่ายของวันต่อมา เขาอ่านจนจบและรู้ว่าหนังสือนี้เป็นความจริง เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร เขาโทรศัพท์เรียกผู้สอนศาสนามาสอนบทเรียนและยุติชีวิตที่เขาเคยรู้เพื่อเปลี่ยนเป็นสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย

    ชายที่ดีงามท่านนี้คือครูเอ็มทีซีของข้าพเจ้าที่โพรโว ยูทาห์ ข้าพเจ้าประทับใจเรื่องราวการเปลี่ยนใจเลื่อมใสของบราเดอร์กอนซาเลซและอำนาจของพระคัมภีร์มอรมอนอย่างยิ่ง

    เมื่อข้าพเจ้าไปถึงชิลี ประธานคณะเผยแผ่ ประธานรอยเดน เจ. เกลด เชิญเราอ่านประจักษ์พยานของศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธที่บันทึกไว้ในโจเซฟ สมิธ—ประวัติทุกสัปดาห์ ท่านสอนว่าประจักษ์พยานของนิมิตแรกจะมีอิทธิพลโดยตรงต่อประจักษ์พยานในพระกิตติคุณและประจักษ์พยานในพระคัมภีร์มอรมอนของเราเอง

    ข้าพเจ้ารับคำเชิญนั้นอย่างจริงจัง ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวของนิมิตแรก ข้าพเจ้าอ่านพระคัมภีร์มอรมอน ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนตามที่โมโรไนชี้นำและทูลถาม “พระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระคริสต์,”6 ว่าพระคัมภีร์มอรมอนจริงหรือไม่ วันนี้ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานว่า ข้าพเจ้ารู้จักพระคัมภีร์มอรมอนดังที่ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธกล่าวไว้ว่าเป็น “หนังสือที่ถูกต้องยิ่งกว่าหนังสือใดๆ บนแผ่นดินโลก และเป็นศิลาหลักแห่งศาสนาของเรา, และมนุษย์ [จะ] เข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นโดยการยึดมั่นกับหลักการของหนังสือเล่มนี้, ยิ่งกว่าหนังสือเล่มอื่นใด.”7 ศาสดาพยากรณ์โจเซฟประกาศด้วยว่า “ถ้านำพระคัมภีร์มอรมอนและการเปิดเผยออกไป ศาสนาของเราจะอยู่ที่ไหน เราก็ไม่มีศาสนา”8

    การเปลี่ยนใจเลื่อมใสส่วนบุคคล

    เมื่อเราเข้าใจดีขึ้นว่าเราเป็นใครและจุดประสงค์ของพระคัมภีร์มอรมอนคืออะไร การเปลี่ยนใจเลื่อมใสของเราจะลึกซึ้งและมั่นคงขึ้น เราเข้มแข็งขึ้นในคำมั่นสัญญาที่จะรักษาพันธสัญญาที่เราทำไว้กับพระผู้เป็นเจ้า

    จุดประสงค์หลักของพระคัมภีร์มอรมอนคือการรวบรวมอิสราเอลที่กระจัดกระจาย การรวบรวมนี้เปิดโอกาสให้บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้าทุกคนเข้าสู่วิถีทางพันธสัญญาและการให้เกียรติพันธสัญญาเหล่านั้นจะนำพวกเขากลับไปยังที่ประทับของพระบิดา ขณะเราสอนการกลับใจและให้บัพติศมาผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใส เรารวบรวมอิสราเอลที่กระจัดกระจาย

    พระคัมภีร์มอรมอนอ้างถึงเชื้อสายแห่งอิสราเอล 108 ครั้ง ช่วงเริ่มต้นของพระคัมภีร์มอรมอน นีไฟสอนว่า “เพราะความตั้งใจอันเต็มเปี่ยมของข้าพเจ้าคือข้าพเจ้าจะได้ชักชวนคนให้มาหาพระผู้เป็นเจ้าของอับราฮัม, และพระผู้เป็นเจ้าของอิสอัค, และพระผู้เป็นเจ้าของยาโคบ, และได้รับการช่วยให้รอด.”9 พระผู้เป็นเจ้าของอับราฮัม, อิสอัค, และยาโคบคือพระเยซูคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งพันธสัญญาเดิม เราได้รับการช่วยให้รอดเมื่อเรามาหาพระคริสต์โดยดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณของพระองค์

    ต่อมานีไฟเขียนว่า

    “แท้จริงแล้ว, แม้บิดาข้าพเจ้าพูดไว้มากเกี่ยวกับคนต่างชาติ, และเกี่ยวกับเชื้อสายแห่งอิสราเอลด้วย, ว่าพวกเขาจะเปรียบเหมือนต้นมะกอก, ซึ่งพระเจ้าจะทรงหักกิ่งและจะกระจัดกระจายไปทั่วพื้นพิภพ. …

    “และหลังจากเชื้อสายแห่งอิสราเอลกระจัดกระจายแล้วพระองค์จะทรงทำให้พวกเขารวมกันอีก; หรือ, ท้ายที่สุด, หลังจากคนต่างชาติรับความสมบูรณ์ของพระกิตติคุณแล้ว, กิ่งเดิมของต้นมะกอก, หรือเชื้อสายแห่งอิสราเอลที่เหลืออยู่, จะได้รับการต่อกิ่ง, หรือเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับพระเมสสิยาห์องค์จริง, พระเจ้าของพวกเขาและพระผู้ไถ่ของพวกเขา.”10

    ในทำนองเดียวกัน ตอนท้ายของพระคัมภีร์มอรมอน ศาสดาพยากรณ์โมโรไนเตือนเราเรื่องพันธสัญญาโดยกล่าวว่า “เพื่อท่านจะไม่ปะปนกันอีกต่อไป, เพื่อพันธสัญญาของพระบิดานิรันดร์ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับท่าน, โอ้เชื้อสายแห่งอิสราเอล, จะเกิดสัมฤทธิผล.”11

    พันธสัญญาของพระบิดานิรันดร์

    “พันธสัญญาของพระบิดานิรันดร์” ที่โมโรไนอ้างถึงคืออะไร เราอ่านในหนังสือของอับราฮัมว่า

    “นามของเราคือเยโฮวาห์, และเรารู้จุดจบนับแต่กาลเริ่มต้น; ฉะนั้นมือของเราจะอยู่เหนือเจ้า.

    “และเราจะรังสรรค์จากเจ้าประชาชาติที่ยิ่งใหญ่, และเราจะอวยพรเจ้าจนมิอาจประมาณได้, และทำให้นามของเจ้ายิ่งใหญ่ในบรรดาประชาชาติทั้งปวง, และเจ้าจะเป็นพรแก่พงศ์พันธุ์ของเจ้าต่อจากเจ้า, กระทั่งในมือพวกเขา พวกเขาจะนำการปฏิบัติศาสนกิจและฐานะปุโรหิตนี้สู่ประชาชาติทั้งปวง.”12

    ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันสอนในการถ่ายทอดทั่วโลกที่เพิ่งผ่านไปว่า “แน่นอนนี่ เป็น ยุคสุดท้าย และพระเจ้าทรงกำลังเร่งงานของพระองค์ในการรวบรวมอิสราเอล การรวบรวมนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลกในปัจจุบัน ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ในด้านมิติ ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ในด้านความสำคัญ ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ในด้านความสง่างาม และถ้าท่านเลือก ถ้าท่านต้องการ ท่านสามารถเป็นส่วนสำคัญได้มาก ท่านสามารถเป็นส่วนสำคัญของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ บางสิ่งที่โอ่อ่า บางสิ่งที่สง่างาม!

    “เมื่อเราพูดถึง การรวบรวม เราเพียงแต่กล่าวความจริงพื้นฐานนี้ บุตรธิดาทุกคนของพระบิดาบนสวรรค์ในทั้งสองด้านของม่าน สมควรได้ยินข่าวสารพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์ พวกเขาตัดสินใจด้วยตนเองว่าพวกเขาอยากจะรู้มากขึ้นหรือไม่.”13

    นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำในฐานะสมาชิกศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย เราพยายามนำโลกมาสู่ความเข้าใจ—และเปลี่ยนใจเลื่อมใสมาสู่—พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ “​เรา​คือผู้รวบรวมแห่งยุคสุดท้าย.”14 พันธกิจของเราชัดเจน พี่น้องทั้งหลาย ให้เป็นที่รู้แก่เราดังผู้คนที่รับสัญญาของโมโรไนสู่ใจ สวดอ้อนวอนและรับคำตอบเพื่อรู้ว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นความจริง แล้วแบ่งปันความรู้นั้นแก่ผู้อื่นด้วยถ้อยคำและที่สำคัญที่สุดด้วยการกระทำ

    บทบาทของพระคัมภีร์มอรมอนในการเปลี่ยนใจเลื่อมใส

    “พระคัมภีร์มอรมอนประกอบด้วยความสมบูรณ์แห่งพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์”15 พระคัมภีร์มอรมอนนำเราไปสู่พันธสัญญาของพระบิดา ซึ่งหากเรารักษาเราจะได้รับของประทานที่สำคัญที่สุดของพระองค์—ชีวิตนิรันดร์ อย่างแน่นอน16 พระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักนำไปสู่การเปลี่ยนใจเลื่อมใสของบุตรธิดาทุกคนของพระบิดาบนสวรรค์

    ขออ้างอิงถ้อยคำจากประธานเนลสันอีกครั้ง “ขณะที่ท่านอ่านพระคัมภีร์มอรมอน … ทุกวัน ท่านจะเรียนรู้หลักธรรมแห่งการรวบรวม ความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ การชดใช้ของพระองค์ และความสมบูรณ์แห่งพระกิตติคุณของพระองค์ซึ่งไม่พบในพระคัมภีร์ไบเบิล พระคัมภีร์มอรมอนเป็นศูนย์กลางสู่การรวบรวมอิสราเอล อันที่จริง หากไม่มีพระคัมภีร์มอรมอน การรวบรวมอิสราเอลที่สัญญาไว้จะไม่เกิดขึ้น.”17

    ข้าพเจ้าขอทิ้งท้ายด้วยพระคำของพระผู้ช่วยให้รอดขณะพระองค์ทรงสอนชาวนีไฟเรื่องพรที่สัญญาไว้ “เจ้าเป็นลูกหลานของศาสดาพยากรณ์; และเจ้าเป็นของเชื้อสายแห่งอิสราเอล; และเจ้าอยู่ในพันธสัญญาซึ่งพระบิดาทรงทำกับบรรพบุรุษเจ้า, โดยตรัสกับอับราฮัม: และในพงศ์พันธุ์เจ้าทุกตระกูลของแผ่นดินโลกจะได้รับพร.”18

    ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าเราคือบุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า พงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เชื้อสายแห่งอิสราเอล เรากำลังรวบรวมอิสราเอลเป็นครั้งสุดท้ายโดยใช้พระคัมภีร์มอรมอน—หนังสือซึ่งเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดสำหรับการเปลี่ยนใจเลื่อมใสเมื่อผนวกกับพระวิญญาณของพระเจ้า เรามีผู้นำคือศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน ท่านกำกับดูแลการรวบรวมอิสราเอลในวันเวลาของเรา พระคัมภีร์มอรมอนเป็นความจริง เปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอสัญญากับท่าน ดังที่โมโรไนและศาสดาพยากรณ์ทุกยุคทุกสมัยได้สัญญาไว้ว่าหนังสือเล่มนี้เปลี่ยนชีวิตท่านได้19 ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน