การประชุมใหญ่สามัญ
    พระเจ้าทรงนำศาสนจักรของพระองค์
    Footnotes
    Theme

    พระเจ้าทรงนำศาสนจักรของพระองค์

    การที่พระเจ้าทรงนำศาสนจักรของพระองค์เรียกร้องศรัทธาอันแน่วแน่และใหญ่หลวงจากทุกคนที่รับใช้พระองค์บนแผ่นดินโลก

    พี่น้องชายผู้ดำรงฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้า คืนนี้ข้าพเจ้าประสงค์จะพูดถึงวิธีที่ดีเยี่ยมซึ่งพระเจ้าทรงนำอาณาจักรของพระองค์บนแผ่นดินโลก ท่านทราบพื้นฐานแล้ว ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงยืนยันสิ่งเหล่านี้กับท่าน

    หนึ่ง พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระประมุขของศาสนจักรทั้งแผ่นดินโลก

    สอง พระองค์ทรงนำศาสนจักรทุกวันนี้โดยตรัสกับผู้ได้รับเรียกเป็นศาสดาพยากรณ์ และพระองค์ทรงทำเช่นนั้นผ่านการเปิดเผย

    สาม พระองค์ประทานการเปิดเผยต่อศาสดาพยากรณ์นานมาแล้ว ยังทรงเปิดเผยอยู่ และจะทรงเปิดเผยต่อไป

    สี่ พระองค์ประทานการเปิดเผยยืนยันกับคนที่รับใช้ภายใต้การนำของศาสดาพยากรณ์ของพระองค์

    จากพื้นฐานเหล่านั้น เราทราบว่าการที่พระเจ้าทรงนำศาสนจักรของพระองค์เรียกร้องศรัทธาอันแน่วแน่และใหญ่หลวงจากทุกคนที่รับใช้พระองค์บนแผ่นดินโลก

    ตัวอย่างเช่น ต้องใช้ศรัทธาเพื่อจะเชื่อว่าพระเจ้าผู้ฟื้นคืนพระชนม์กำลังดูแลรายละเอียดประจำวันของอาณาจักรพระองค์ ต้องใช้ศรัทธาเพื่อจะเชื่อว่าพระองค์ทรงเรียกคนไม่ดีพร้อมสู่ตำแหน่งที่ได้รับความไว้วางใจ ต้องใช้ศรัทธาเพื่อจะเชื่อว่าพระองค์ทรงรู้จักคนที่พระองค์ทรงเรียกเป็นอย่างดี ทั้งความสามารถและศักยภาพของพวกเขา และไม่ทรงผิดพลาดในการเรียกของพระองค์

    นั่นอาจทำให้บางคนในที่ประชุมนี้ยิ้มหรือส่ายหน้า—ทั้งคนที่คิดว่าการเรียกพวกตนให้รับใช้อาจเป็นความผิดพลาดและคนที่นึกภาพคนรู้จักซึ่งดูไม่เหมาะสมเลยกับตำแหน่งของพวกเขาในอาณาจักรของพระเจ้า คำแนะนำของข้าพเจ้าต่อคนทั้งสองกลุ่มคืออย่าเพิ่งตัดสินเช่นนั้นจนกว่าท่านจะเห็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเห็นได้ดีขึ้น แต่การตัดสินที่ท่านต้องทำคือ ท่าน สามารถรับการเปิดเผยและทำตามนั้นได้โดยไม่หวาดหวั่น

    ต้องใช้ศรัทธาในการทำเช่นนั้น ต้องใช้ศรัทธายิ่งกว่านั้นเพื่อเชื่อว่าพระเจ้าทรงเรียกมนุษย์ที่ไม่ดีพร้อมมานำท่าน จุดประสงค์ของข้าพเจ้าคืนนี้คือเพื่อสร้างศรัทธาของท่านว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงกำกับดูแลท่านในการรับใช้พระองค์ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ข้าพเจ้าหวังจะสร้างศรัทธาของท่านว่าพระเจ้าทรงดลใจคนไม่ดีพร้อมที่พระองค์ทรงเรียกเป็นผู้นำของท่าน

    ตอนแรกท่านอาจจะคิดว่าศรัทธาเช่นนั้นไม่สำคัญต่อความสำเร็จในศาสนจักรและอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านอาจค้นพบว่า—ไม่สำคัญว่าท่านอยู่ที่ใดในห่วงโซ่ของการรับใช้ฐานะปุโรหิต ตั้งแต่ศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้าจนถึงผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนคนใหม่—ศรัทธานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง

    เราจะเริ่มตรงที่ศรัทธามีความหมายอย่างไรต่อประธานโควรัมผู้สอนหรือประธานโควรัมมัคนายก สำคัญที่ผู้สอนคนนั้นต้องมีศรัทธาว่าพระเจ้าทรงเรียกเขาเป็นการส่วนตัว โดยทรงทราบความอ่อนแอและความเข้มแข็งของเขา เขาต้องมีศรัทธาว่าคนที่ให้การเรียกได้รับการเปิดเผยจากพระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า ที่ปรึกษาและสมาชิกในโควรัมของเขาต้องมีศรัทธาเดียวกันเพื่อทำตามเขาด้วยความเชื่อมั่นไม่หวาดหวั่น

    ข้าพเจ้าเห็นความเชื่อมั่นเช่นนั้นเมื่อเด็กชายคนหนึ่งนั่งกับฝ่ายประธานโควรัมมัคนายกของเขาในเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง เขาเป็นเลขาธิการที่เพิ่งได้รับเรียก ฝ่ายประธานรุ่นเยาว์หารือกัน พวกเขาพูดถึงหลายวิธีที่จะทำตามคำขอของอธิการให้นำเด็กชายที่แข็งขันน้อยคนหนึ่งกลับมาโบสถ์ หลังจากการสวดอ้อนวอนและการสนทนา พวกเขามอบหมายให้เลขาธิการไปบ้านของเด็กชายที่ไม่เคยมาการประชุมและเชื้อเชิญเขา

    เลขาธิการไม่รู้จักเด็กคนนั้น แต่เขารู้ว่าพ่อแม่ของเด็กคนนี้คนหนึ่งแข็งขันน้อยและอีกคนหนึ่งไม่เป็นสมาชิกและไม่เป็นมิตร เลขาธิการรู้สึกกังวลใจแต่ไม่กลัว เขารู้ว่าศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้าขอให้ผู้ดำรงฐานะปุโรหิตนำแกะหายกลับมา และเขาได้ยินคำสวดอ้อนวอนของฝ่ายประธานของเขา เขาได้ยินฝ่ายประธานเห็นพ้องกันเรื่องชื่อของเด็กที่จะไปช่วยชีวิตกับชื่อของเขาเอง

    ข้าพเจ้าเฝ้าดูเมื่อเลขาธิการเดินตรงไปบ้านเด็กที่แข็งขันน้อยคนนั้น เขาเดินช้าๆ ประหนึ่งจะเข้าไปในอันตรายใหญ่หลวง แต่ภายในครึ่งชั่วโมงเขากลับมาพร้อมเด็กคนนั้น พลางยิ้มอย่างมีความสุข ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าในตอนนั้นเขารู้หรือไม่ แต่เขาไปด้วยศรัทธาว่าเขากำลังทำธุระให้พระเจ้า ศรัทธานั้นอยู่กับเขาและเพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่เขาเป็นผู้สอนศาสนา บิดา ผู้นำเยาวชนชาย และอธิการ

    เรามาพูดถึงศรัทธาเช่นนั้นว่ามีความหมายต่ออธิการอย่างไร บางครั้งอธิการได้รับเรียกให้รับใช้คนที่เขารู้จักดี สมาชิกวอร์ดรู้บางอย่างเกี่ยวกับความอ่อนแอตามประสามนุษย์ของเขาและความเข้มแข็งทางวิญญาณของเขา และรู้ว่าคนอื่นๆ ในวอร์ดน่าจะได้รับเรียก—คนที่ดูเหมือนมีการศึกษาดีกว่า มีประสบการณ์มากกว่า น่าคบมากกว่า หรือดูดีกว่าเขาอีกด้วย

    สมาชิกเหล่านี้ต้องรู้ว่าการเรียกให้รับใช้เป็นอธิการมาจากพระเจ้าโดยการเปิดเผย หากปราศจากศรัทธาของสมาชิก อธิการผู้ได้รับเรียกจากพระผู้เป็นเจ้า จะพบว่ายากขึ้นที่จะได้รับการเปิดเผยที่ต้องใช้ช่วยพวกเขา เขาจะไม่ประสบความสำเร็จหากปราศจากศรัทธาของสมาชิกสนับสนุนเขา

    สมาชิกเองก็ต้องอาศัยศรัทธาของเขาเช่นกัน ลองนึกถึงผู้รับใช้ของพระเจ้า กษัตริย์เบ็นจามิน ผู้นำคนของเขาสู่การกลับใจ ใจผู้คนอ่อนลงเพราะพวกเขามีศรัทธาว่ากษัตริย์ได้รับเรียกจากพระผู้เป็นเจ้า แม้มีความอ่อนแอตามประสามนุษย์ของเขา และถ้อยคำของเขามาจากพระผู้เป็นเจ้า ท่านคงจำที่ผู้คนพูดได้“แท้จริงแล้ว, เราเชื่อถ้อยคำทั้งหมดที่ท่านกล่าวแก่เรา; … เรารู้ถึงความแน่นอนและความจริงของมันด้วย, เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์, ซึ่งทรงกระทำการเปลี่ยนแปลงอันลึกล้ำในเรา, หรือในใจเรา, จนเราไม่มีใจที่จะทำความชั่วอีก, แต่จะทำความดีโดยตลอด” (โมไซยาห์ 5:2).

    เพื่อให้ผู้นำประสบความสำเร็จในงานของพระเจ้า ความไว้วางใจของผู้คนว่าเขาได้รับเรียกจากพระเจ้าต้องเหนือกว่าทัศนะที่พวกเขามีต่อข้อบกพร่องและความอ่อนแอของผู้นำคนนั้น ท่านคงจำได้ว่ากษัตริย์เบ็นจามินอธิบายบทบาทการเป็นผู้นำของเขาเองอย่างไร

    “ข้าพเจ้าไม่ได้สั่งให้ท่านขึ้นมาที่นี่เพื่อท่านจะเกรงกลัวข้าพเจ้า, หรือเพื่อท่านจะคิดว่าตัวข้าพเจ้ายิ่งใหญ่กว่ามนุษย์อันเป็นมรรตัย.

    “แต่ข้าพเจ้าก็เหมือนตัวท่าน, ต้องอยู่ภายใต้ความอ่อนแอทุกอย่างทางร่างกายและจิตใจ; กระนั้น ข้าพเจ้าได้รับเลือกโดยคนพวกนี้, และได้รับการอุทิศถวายโดยบิดาข้าพเจ้า, และได้รับความยินยอมโดยพระหัตถ์ของพระเจ้าให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ปกครองและกษัตริย์เหนือคนพวกนี้; และได้รับการดูแลและการปกปักรักษาโดยเดชานุภาพอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์, ให้รับใช้ท่านด้วยสุดพลัง, ความนึกคิด, และพละกำลังซึ่งพระเจ้าประทานให้ข้าพเจ้า” (โมไซยาห์ 2:10–11).

    ผู้นำของท่านในศาสนจักรของพระเจ้าอาจดูอ่อนแอและเหมือนคนทั่วไปหรืออาจดูเข้มแข็งและได้รับการดลใจ ความจริงคือผู้นำทุกคนมีคุณสมบัติเหล่านั้นหรือมากกว่านั้นรวมกันอยู่ในตัว สิ่งที่จะช่วยผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ได้รับเรียกให้นำเราคือเมื่อเราสามารถมองพวกเขาดังที่พระเจ้าทรงมองเมื่อทรงเรียกพวกเขา

    พระเจ้าทรงมองเห็นผู้รับใช้ของพระองค์อย่างสมบูรณ์แบบ พระองค์ทรงเห็นศักยภาพและอนาคตของพวกเขา ทรงทราบว่าธรรมชาติวิสัยของพวกเขาจะเปลี่ยนได้อย่างไร ทรงทราบเช่นกันว่าพวกเขาเปลี่ยนได้โดยประสบการณ์ที่มีกับคนที่พวกเขาจะนำ

    ท่านอาจเคยมีประสบการณ์เมื่อผู้คนที่ท่านได้รับเรียกให้รับใช้ทำให้ท่านเข้มแข็งขึ้น ข้าพเจ้าเคยได้รับเรียกเป็นอธิการของหนุ่มสาวโสด ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคือข้าพเจ้าจะช่วยพระองค์เปลี่ยนอะไรในพวกเขาหรือพระองค์ทรงทราบว่าพวกเขาจะเปลี่ยนอะไรในตัวข้าพเจ้า

    ในระดับหนึ่งข้าพเจ้าไม่เข้าใจ คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่เหล่านั้นในวอร์ดทำประหนึ่งว่าข้าพเจ้าได้รับเรียกจากพระผู้เป็นเจ้าเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ พวกเขาเห็นความอ่อนแอของข้าพเจ้าแต่มองข้าม

    ข้าพเจ้าจำชายหนุ่มคนหนึ่งได้ เขาขอคำแนะนำเรื่องการศึกษาของเขา เขาเป็นนักเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยที่ดีมากแห่งหนึ่ง หนึ่งสัปดาห์หลังจากข้าพเจ้าให้คำแนะนำ เขาขอนัดกับข้าพเจ้า

    เมื่อเขาเข้ามาในห้องทำงาน เขาทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจ เขาถามว่า “อธิการครับ เราสวดอ้อนวอนก่อนคุยกันได้ไหมครับ เราคุกเข่าได้ไหมครับ และผมขอสวดอ้อนวอนได้ไหม”

    คำขอของเขาทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจ แต่คำสวดอ้อนวอนของเขาทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจยิ่งกว่า เขาสวดอ้อนวอนทำนองนี้ “พระบิดาบนสวรรค์ พระองค์ทรงทราบว่าอธิการอายริงก์ให้คำแนะนำข้าพระองค์สัปดาห์ที่แล้ว และไม่ได้ผล ขอทรงดลใจให้เขารู้สิ่งที่ข้าพระองค์ต้องทำตอนนี้ด้วยเถิด”

    ตอนนี้ท่านอาจจะยิ้ม แต่ข้าพเจ้าไม่ยิ้ม เขารู้แล้วว่าพระเจ้าทรงต้องการให้เขาทำอะไร แต่เขาให้เกียรติตำแหน่งอธิการในศาสนจักรของพระเจ้าและอาจต้องการให้ข้าพเจ้ามีโอกาสมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการเปิดเผยในการเรียกนั้น

    นั่นได้ผล ทันทีที่เราลุกขึ้นยืนแล้วนั่งลง การเปิดเผยมาถึงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบอกสิ่งที่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เขาทำ เขาอายุเพียง 18 ปีในเวลานั้น แต่เขามีวุฒิภาวะทางวิญญาณ

    เขารู้แล้วว่าเขาไม่จำเป็นต้องไปหาอธิการด้วยปัญหาเช่นนั้น แต่เขาเรียนรู้ที่จะสนับสนุนผู้รับใช้ของพระเจ้าแม้ในความอ่อนแอแบบมนุษย์ของผู้รับใช้คนนั้น ในที่สุดเขากลายเป็นประธานสเตค เขานำบทเรียนที่เราเรียนรู้ด้วยกันติดตัวไปด้วย นั่นคือ ถ้าท่านมีศรัทธาว่าพระเจ้าทรงนำศาสนจักรผ่านการเปิดเผยต่อผู้รับใช้ที่ไม่ดีพร้อมซึ่งพระองค์ทรงเรียก พระเจ้าจะทรงเปิดหน้าต่างสวรรค์ให้พวกเขา ดังที่พระองค์จะทรงเปิดให้ท่าน

    จากประสบการณ์นั้น ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนว่าศรัทธาของคนที่เรารับใช้ บางครั้งมากกว่าศรัทธาของเราเอง จะนำการเปิดเผยในการรับใช้พระเจ้ามาสู่เรา

    มีอีกบทเรียนหนึ่งสำหรับข้าพเจ้า ถ้าเด็กคนนั้นตัดสินว่าข้าพเจ้าไม่ได้ให้คำแนะนำที่ดีในครั้งแรก เขาจะไม่กลับมาขออีก และด้วยเหตุนี้ โดยเลือกไม่ตัดสินข้าพเจ้า เขาจึงได้รับการยืนยันที่เขาปรารถนา

    ทว่าอีกบทเรียนหนึ่งจากประสบการณ์นั้นช่วยข้าพเจ้าได้ดี เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ เขาไม่เคยบอกใครในวอร์ดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ให้คำแนะนำที่ดีแต่แรก หากเขาทำเช่นนั้น อาจบั่นทอนศรัทธาของคนอื่นๆ ในวอร์ดที่จะวางใจการดลใจของอธิการ

    ข้าพเจ้าพยายามไม่ตัดสินผู้รับใช้ของพระเจ้าหรือพูดถึงความอ่อนแอที่เห็นชัดของพวกเขา และข้าพเจ้าพยายามสอนลูกๆ เรื่องนี้โดยแบบอย่าง ประธานเจมส์ อี. เฟาสท์แบ่งปันหลักธรรมข้อหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามนำมาใช้ ข้าพเจ้าจะแบ่งปันกับท่าน

    “เราจำเป็นต้องช่วยเหลือและสนับสนุนผู้นำในท้องที่ของเรา … เพราะพวกเขา … ‘ได้รับเรียกและเลือก’ สมาชิกศาสนจักรนี้ทุกคนรับคำแนะนำได้จากอธิการหรือประธานสาขา ประธานสเตคหรือประธานคณะเผยแผ่ และประธานศาสนจักรและผู้ร่วมงานของท่าน พี่น้องชายเหล่านี้ไม่มีใครขอการเรียก ไม่มีใครดีพร้อม แม้กระนั้นพวกเขาก็เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า พระองค์ทรงเรียกพวกเขาผ่านผู้มีสิทธิ์ได้รับการดลใจ ผู้ที่ได้รับเรียก สนับสนุน และวางมือมอบหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการสนับสนุนจากเรา

    “… หลายคนที่ไม่เคารพผู้นำในศาสนจักรต้องทนทุกข์กับความอ่อนแอและการตกต่ำทางวิญญาณ เราควรมองข้ามข้อบกพร่อง ความผิดพลาด หรือจุดอ่อนที่เรามองเห็นของผู้ที่ได้รับเรียกให้กำกับดูแลเรา และช่วยค้ำชูตำแหน่งที่พวกเขาดำรงอยู่” (“ได้รับเรียกและเลือก,” เลียโฮนา, พ.ย. 2005, 65–66).

    คำแนะนำดังกล่าวเป็นพรแก่ผู้รับใช้ของพระเจ้าภายใต้สภาพทั้งหมด

    ในยุคต้นของศาสนจักรของพระเจ้า ผู้นำที่ใกล้ชิดศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธเริ่มพูดถึงข้อผิดพลาดของท่าน แม้พวกเขาเห็นทั้งหมดและรู้ฐานะของท่านกับพระเจ้า แต่จิตใจที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์และริษยาของพวกเขาแพร่ไปทั่วเหมือนโรคระบาด อัครสาวกสิบสองท่านหนึ่งกำหนดมาตรฐานของศรัทธาและความภักดีที่เราทุกคนต้องมีถ้าเราจะรับใช้ในอาณาจักรของพระเจ้า

    ท่านเล่าไว้ดังนี้ “เอ็ลเดอร์หลายคนเรียกประชุมในพระวิหารสำหรับคนทั้งหมดที่พิจารณาว่าโจเซฟ สมิธไม่มีค่าควรเป็นศาสดา พวกเขาตั้งใจจะแต่งตั้งเดวิด วิตเมอร์เป็นผู้นำศาสนจักรคนใหม่ … หลังจากฟังการโต้เถียงต่อต้านศาสดาพยากรณ์ บริคัม [ยังก์] ลุกขึ้นและเป็นพยานว่า ‘โจเซฟเป็นศาสดาพยากรณ์ ข้าพเจ้าทราบ และถึงแม้พวกเขาจะปรักปรำและใส่ร้ายรุนแรงมากเท่าที่พวกเขาจะพอใจ พวกเขาก็ทำลายการแต่งตั้งศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ พวกเขาทำได้เพียงทำลายอำนาจของตนเอง ตัดเชือกที่ผูกเขาไว้กับศาสดาพยากรณ์และกับพระผู้เป็นเจ้า และฝังตัวเองลงในนรก’” (ประวัติศาสนาจักรในความสมบูรณ์แห่งเวลา [คู่มือระบบการศึกษาของศาสนจักร, 2003], 2nd ed.,184; ดู คำสอนของประธานศาสนาจักร: บริคัม ยัง [1997], 91 ด้วย).

    มีเชือกที่ผูกเรากับพระเจ้าในการรับใช้ของเรา ร้อยจากจุดที่เราได้รับเรียกให้รับใช้ในอาณาจักร ผ่านผู้ได้รับเรียกให้ควบคุมดูแลเราในฐานะปุโรหิต ไปถึงศาสดาพยากรณ์ผู้ผูกกับพระเจ้า ต้องใช้ศรัทธาและความอ่อนน้อมถ่อมตนเพื่อรับใช้ในตำแหน่งที่เราได้รับเรียก เพื่อวางใจว่าพระเจ้าทรงเรียกเราและคนที่ควบคุมดูแลเรา และเพื่อสนับสนุนเขาเหล่านั้นด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยม

    จะมีบางครั้ง เช่นที่เคยมีในสมัยเคิร์ทแลนด์ เมื่อเราจะต้องใช้ศรัทธาและความสุจริตใจแบบบริคัม ยังก์เพื่อยืนในตำแหน่งที่พระเจ้าทรงเรียกเรา ภักดีต่อศาสดาพยากรณ์ของเราและต่อผู้นำที่พระองค์ทรงเรียก

    ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานที่จริงจังทว่าเปี่ยมปีติต่อท่านว่าพระเจ้าพระเยซูคริสต์ทรงคุมหางเสือ ทรงนำศาสนจักรและผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพเจ้ากล่าวคำพยานว่าโธมัส เอส. มอนสันเป็นเพียงผู้เดียวที่ถือและใช้กุญแจทั้งหมดของฐานะปุโรหิตศักดิ์สิทธิ์บนแผ่นดินโลกในเวลานี้ ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอพรให้ผู้รับใช้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนทั้งหมด ผู้เต็มใจรับใช้อย่างดีในศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ทรงนำด้วยพระองค์เอง ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าโจเซฟ สมิธเห็นพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและพระเยซูคริสต์ พระองค์ตรัสกับท่านกุญแจของฐานะปุโรหิตได้รับการฟื้นฟูเพื่อเป็นพรแก่บุตรธิดาทุกคนของพระบิดาบนสวรรค์ พันธกิจและความไว้วางใจของเราคือการรับใช้ในตำแหน่งของเราในอุดมการณ์ของพระเจ้า ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน