2010-2017
    การได้ความไว้วางใจจากพระเจ้าและครอบครัวท่าน
    Footnotes
    Theme

    การได้ความไว้วางใจจากพระเจ้าและครอบครัวท่าน

    คนที่มี “ความสุจริตใจ”คือคนที่ไว้ใจได้—เพราะความไว้วางใจตั้งอยู่บนความสุจริต

    พี่น้องทั้งหลาย อาจไม่มีคำชมใดที่เราได้รับจากพระเจ้าจะยิ่งใหญ่กว่าการรู้ว่าพระองค์ทรงไว้วางใจเราให้เป็นผู้ดำรงฐานะปุโรหิตที่มีค่าควร เป็นสามีและบิดาที่ดี

    สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการได้ความไว้วางใจจากพระเจ้าเป็นพรที่มาจากความพยายามอย่างมากในส่วนของเรา ความไว้วางใจเป็นพรบนพื้นฐานของการเชื่อฟังกฎของพระผู้เป็นเจ้า การได้ความไว้วางใจจากพระเจ้าเกิดจากการซื่อตรงต่อพันธสัญญาที่เราทำไว้ในน้ำแห่งบัพติศมาและในพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเรารักษาสัญญากับพระเจ้า พระองค์จะทรงไว้วางใจเรามากขึ้น

    ข้าพเจ้าชอบพระคัมภีร์ทั้งสมัยโบราณและสมัยปัจจุบันที่ใช้วลี “​ความสุจริตใจ” เมื่อพูดถึงอุปนิสัยของคนชอบธรรม1 ความสุจริตหรือการขาดความสุจริตเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของอุปนิสัย คนที่มี “ความสุจริตใจ”คือคนที่ไว้ใจได้—เพราะความไว้วางใจตั้งอยู่บนความสุจริต

    การเป็นคนสุจริตหมายถึงเจตนาของท่าน และการกระทำของท่านบริสุทธิ์และชอบธรรมในชีวิตทุกด้าน ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ การตัดสินใจแต่ละครั้งบ่งบอกว่าเราจะได้หรือไม่ได้ความไว้วางใจจากพระผู้เป็นเจ้า หลักธรรมนี้น่าจะประจักษ์ชัดที่สุดในความรับผิดชอบที่ทรงกำหนดให้เราในฐานะสามีและบิดา

    ในฐานะสามีและบิดา เราได้รับหน้าที่จากศาสดาพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้ และผู้เปิดเผยยุคปัจจุบันในเอกสาร “ครอบครัว: ถ้อยแถลงต่อโลก” เอกสารนี้สอนเราว่า (1) “บิดาเป็นผู้นำครอบครัวด้วยความรัก ด้วยความชอบธรรม” (2) บิดา “รับผิดชอบที่จะจัดหาสิ่งจำเป็นต่างๆ ของชีวิต” และ (3) บิดาคุ้มครองครอบครัว”2

    เพื่อให้ได้ความไว้วางใจจากพระผู้เป็นเจ้า เราจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบที่ทรงกำหนดไว้สามอย่างนี้ต่อครอบครัวเราในวิธีของพระเจ้าให้สำเร็จ ดังที่กล่าวเพิ่มเติมไว้ในถ้อยแถลงเรื่องครอบครัว วิธีของพระเจ้าคือทำหน้าที่รับผิดชอบเหล่านี้ให้เกิดสัมฤทธิผลร่วมกับภรรยา “ในฐานะเป็นหุ้นส่วนเท่าๆ กัน”3 สำหรับข้าพเจ้า นี่หมายความว่าเราไม่เดินหน้าตัดสินใจเรื่องสำคัญใดๆ เกี่ยวกับความรับผิดชอบสามอย่างนี้โดยไม่เป็นหนึ่งเดียวกันกับภรรยาเราโดยสมบูรณ์

    ขั้นตอนแรกในการได้ความไว้วางใจจากพระเจ้าคือให้เราไว้วางใจพระองค์ ศาสดาพยากรณ์นีไฟเป็นแบบอย่างของคำมั่นสัญญานี้เมื่อท่านสวดอ้อนวอนว่า “ข้าแต่พระเจ้า, ข้าพระองค์วางใจในพระองค์, และข้าพระองค์จะวางใจในพระองค์ตลอดกาล ข้าพระองค์จะไม่มอบความไว้วางใจของข้าพระองค์ในแขนแห่งเนื้อหนัง”4 นีไฟให้คำมั่นว่าจะทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า นอกจาก พูด แล้วนีไฟจะ “ทำสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชา” ด้วยนีไฟไม่หวั่นไหวในคำมั่นสัญญาว่าเขาจะ ทำสำเร็จ ตามที่มอบหมาย ดังอธิบายไว้ในคำกล่าวนี้“พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ฉันใด, และเรามีชีวิตอยู่ฉันใด, เราจะไม่ลงไปหาบิดาของเราในแดนทุรกันดารฉันนั้นจนกว่าเราทำสำเร็จในสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาเรา”5

    เพราะนีไฟไว้วางใจพระผู้เป็นเจ้าก่อน พระองค์จึงทรงไว้วางใจนีไฟมาก พระเจ้าทรงอวยพรเขาด้วยการหลั่งเทพระวิญญาณซึ่งเป็นพรแก่ชีวิตเขา ชีวิตครอบครัวของเขา และชีวิตผู้คนของเขา เพราะนีไฟปกครองด้วยความรักและความชอบธรรมจัดหาและคุ้มครองครอบครัวกับผู้คนของเขา เขาจึงบันทึกว่า “เรามีชีวิตอยู่ตามทางแห่งความสุข”6

    เพื่อเป็นตัวแทนของสตรีในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอให้ลูกสาวสองคนที่แต่งงานแล้วช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอให้พวกเธอบอกหนึ่งหรือสองประโยคว่าพวกเธอมองความสำคัญของความไว้วางใจว่ามีผลต่อชีวิตสมรสและชีวิตครอบครัวอย่างไร ต่อไปนี้เป็นความคิดของลารา แฮร์ริสกับคริสตินา แฮนเซ็น

    ลาราคิดว่า “สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งคือการรู้ว่าเมื่อสามีของดิฉันออกไปทำงาน เขากำลังทำการเลือกที่แสดงให้เห็นว่าเขาเคารพและรักดิฉัน เมื่อเราไว้ใจกันได้แบบนี้ สันติสุขจะเกิดขึ้นในบ้านของเรา เราจะสุขใจกับเลี้ยงดูครอบครัวด้วยกันได้”

    ส่วนความคิดของคริสตินาคือ “การไว้ใจใครสักคนคล้ายกับการมีศรัทธาในคนคนนั้น หากไม่ไว้ใจและไม่มีศรัทธา ย่อมมีความกลัวและความสงสัย สำหรับดิฉัน พรสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่มาจากการสามารถไว้ใจสามีดิฉันได้เต็มที่คือสันติสุข—สันติสุขของใจโดยรู้ว่าเขาทำจริงอย่างที่เขาพูดว่าจะทำ ความไว้ใจทำให้เกิดสันติสุข ความรัก และสภาพแวดล้อมที่ความรักเติบโตได้”

    ลารากับคริสตินาไม่เห็นสิ่งที่อีกฝ่ายเขียน น่าสนใจตรงที่ทั้งสองถือว่าพรของสันติสุขในบ้านเป็นผลโดยตรงของการมีสามีที่พวกเธอไว้ใจได้ ดังคำอธิบายตามตัวอย่างของลูกสาวข้าพเจ้า หลักธรรมของความไว้วางใจมีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาบ้านที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง

    ข้าพเจ้าสามารถสุขใจกับวัฒนธรรมที่มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลางเช่นกันขณะเติบใหญ่ในบ้านที่บิดาข้าพเจ้าให้เกียรติฐานะปุโรหิตและได้ความไว้วางใจจากทุกคนในครอบครัวเนื่องจาก “ความสุจริตใจ” ของท่าน7 ข้าพเจ้าขอแบ่งปันประสบการณ์จากวัยเยาว์ซึ่งอธิบายผลดีอันยั่งยืนที่คุณพ่อผู้เข้าใจและดำเนินชีวิตตามหลักธรรมของความไว้วางใจบนพื้นฐานของความสุจริตสามารถมีต่อครอบครัวท่าน

    สมัยข้าพเจ้ายังเด็ก คุณพ่อตั้งบริษัทที่เชี่ยวชาญการใช้เครื่องจักรในโรงงาน ธุรกิจนี้วางแผน ผลิต และติดตั้งสายการผลิตเครื่องจักรทั่วโลก

    เมื่อข้าพเจ้าเรียนมัธยมต้น คุณพ่อต้องการให้ข้าพเจ้าเรียนรู้วิธีทำงาน ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าเรียนธุรกิจตั้งแต่ต้นด้วย ส่วนหนึ่งในงานแรกของข้าพเจ้าคือการดูแลสนามและทาสีโรงงานในบริเวณที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

    เมื่อข้าพเจ้าเรียนมัธยมปลาย ท่านเลื่อนตำแหน่งให้ข้าพเจ้าทำงานบนพื้นโรงงาน ข้าพเจ้าเริ่มเรียนรู้วิธีอ่านพิมพ์เขียวและเดินเครื่องผลิตเหล็กกล้า หลังจากจบมัธยมปลาย ข้าพเจ้าเข้ามหาวิทยาลัย และจากนั้นก็เข้าสู่สนามเผยแผ่ หลังกลับจากงานเผยแผ่ ข้าพเจ้ากลับไปทำงานทันที ข้าพเจ้าต้องหาเงินมาจ่ายค่าเรียนปีต่อไป

    วันหนึ่งหลังจบงานเผยแผ่ไม่นาน ข้าพเจ้ากำลังทำงานในโรงงานเมื่อคุณพ่อเรียกข้าพเจ้าเข้าไปในห้องทำงานและถามว่าข้าพเจ้าอยากเดินทางไปทำธุรกิจกับท่านที่ลอสแอนเจลิสไหม นี่เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อชวนข้าพเจ้าเดินทางไปทำธุรกิจกับท่าน ท่านกำลังให้ข้าพเจ้าออกไปช่วยเป็นตัวแทนของบริษัท

    ก่อนเราออกเดินทาง ท่านเตรียมข้าพเจ้าให้รู้รายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับลูกค้าใหม่รายนี้ หนึ่ง ลูกค้าเป็นบริษัทข้ามชาติ สอง พวกเขากำลังยกระดับสายการผลิตทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัยที่สุด สาม บริษัทของเราไม่เคยเสนอเทคโนโลยีหรือบริการด้านวิศวกรรมกับพวกเขามาก่อน และสุดท้าย เจ้าหน้าที่ประสานงานระดับสูงสุดของพวกเขาที่ดูแลเรื่องการจัดซื้อเรียกประชุมครั้งนี้เพื่อทบทวนใบเสนอราคาสำหรับโครงการใหม่ของเรา การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสใหม่และสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทของเรา

    หลังจากมาถึงลอสแอนเจลิส ข้าพเจ้ากับคุณพ่อไปประชุมที่โรงแรมของผู้บริหารคนนั้น ลำดับแรกของธุรกิจคือสนทนาและวิเคราะห์รายละเอียดการออกแบบด้านวิศวกรรมของโครงการ เรื่องต่อไปเกี่ยวข้องกับรายละเอียดการดำเนินงานรวมถึงการส่งสินค้าและวันส่ง วาระการประชุมเรื่องสุดท้ายเน้นการตั้งราคา ข้อตกลง และเงื่อนไข นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

    เจ้าหน้าที่คนนี้อธิบายให้เราฟังว่าใบเสนอราคาของเราต่ำที่สุดในบรรดาบริษัทที่ส่งใบประกวดราคาเข้ามา จากนั้นเขาบอกเราเรื่องใบประกวดราคาต่ำสุดอันดับสอง เขาถามเราว่าเราอยากจะนำใบเสนอราคากลับไปทำส่งมาใหม่หรือไม่ เขากล่าวว่าราคาใหม่ของเราควรต่ำกว่าใบประกวดราคาสูงสุดใบถัดมา เขาอธิบายต่อจากนั้นว่าเราจะแบ่งเงินที่เพิ่มเข้ามาใหม่คนละครึ่งกับเขา เขาให้เหตุผลโดยบอกว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ บริษัทของเราจะได้ประโยชน์เพราะเราจะทำเงินได้มากกว่าใบประกวดราคาที่เราเสนอครั้งแรก บริษัทของเขาจะได้ประโยชน์เพราะพวกเขาจะยังทำธุรกิจกับผู้ให้ราคาต่ำสุด และที่แน่ๆ คือเขาจะได้ประโยชน์จากการรับส่วนแบ่งเพราะเขาวางข้อตกลงครั้งนี้ด้วย

    จากนั้นเขาก็ให้หมายเลขตู้รับจดหมายที่เราจะส่งเงินที่ขอไปให้เขา หลังจากทั้งหมดนี้ เขามองหน้าคุณพ่อและถามว่า “ตกลงตามนี้ไหมครับ” ยังความประหลาดใจแก่ข้าพเจ้ามาก คุณพ่อลุกขึ้นยืน จับมือ และบอกเขาว่าเราจะโทรกลับมาหาเขา

    หลังออกจากที่ประชุม เราขึ้นรถเช่า คุณพ่อหันมาถามข้าพเจ้าว่า “ลูกคิดว่าเราควรทำอย่างไร”

    ข้าพเจ้าตอบโดยพูดว่าข้าพเจ้าคิดว่าเราไม่ควรรับข้อเสนอนี้

    คุณพ่อถามต่อว่า “ลูกไม่คิดหรือว่าเราต้องรับผิดชอบลูกจ้างทั้งหมดของเราเพื่อให้พวกเขามีงานทำตลอด”

    ขณะข้าพเจ้าตรึกตรองคำถามนี้และยังไม่ทันตอบ ท่านก็ตอบคำถามของท่านเอง ท่านพูดว่า “ฟังนะริค ทันทีที่ลูกรับสินบนหรือยอมเสียความสุจริตของลูก มันยากมากที่จะเอากลับคืนมาอย่าทำเป็นอันขาด อย่าทำแม้แต่ครั้งเดียว”

    การที่ข้าพเจ้าแบ่งปันประสบการณ์นี้หมายความว่าข้าพเจ้าไม่เคยลืมสิ่งที่คุณพ่อสอนข้าพเจ้าในการเดินทางไปทำธุรกิจครั้งแรกกับท่าน ข้าพเจ้าแบ่งปันประสบการณ์นี้เพื่อแสดงให้เห็นอิทธิพลอันยั่งยืนที่เรามีในฐานะบิดา ท่านคงนึกภาพออกว่าข้าพเจ้าไว้วางใจคุณพ่อเพราะความสุจริตของใจท่าน ท่านดำเนินชีวิตตามหลักธรรมเดียวกันนี้ในชีวิตส่วนตัวกับคุณแม่ข้าพเจ้า ลูกๆ ของท่าน และทุกคนที่ท่านคบหา

    พี่น้องทั้งหลาย ค่ำคืนนี้ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนขอให้เราทุกคนไว้วางใจพระเจ้าก่อน ดังที่นีไฟเป็นแบบอย่างแก่เรา และจากนั้น โดยผ่านความสุจริตของใจเรา เราจะได้ความไว้วางใจจากพระเจ้า และจากภรรยากับลูกๆ ของเรา เมื่อเราเข้าใจและประยุกต์ใช้หลักธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของความไว้วางใจบนพื้นฐานของความสุจริต เราจะซื่อตรงต่อพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์ของเรา เราจะประสบผลสำเร็จในการปกครองครอบครัวเราด้วยความรักและความชอบธรรม ในการจัดหาสิ่งจำเป็นของชีวิต และคุ้มครองครอบครัวเราจากความชั่วร้ายของโลก ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงความจริงเหล่านี้อย่างนอบน้อมในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน