2010-2017
    ผู้ดำรงแสงจากสวรรค์
    Footnotes
    Theme

    ผู้ดำรงแสงจากสวรรค์

    ในฐานะผู้ดำรงฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้าและในฐานะสานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์ ท่านคือผู้ดำรงแสงสว่าง

    ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ในแถวที่ไปรษณีย์เพื่อซื้อตราไปรษณียากรที่เคาน์เตอร์ให้บริการ หญิงสาวคนหนึ่งเห็นว่าเขาเดินไม่สะดวกและเสนอว่าจะบอกวิธีซื้อตราไปรษณียากรจากเครื่องขายเพื่อประหยัดเวลา สุภาพบุรุษสูงวัยกล่าวว่า “ขอบคุณครับ แต่ผมจะรอ เพราะเครื่องจะไม่ถามผมเกี่ยวกับโรคไขข้ออักเสบ”

    บางครั้งเป็นเรื่องดีที่จะพูดกับคนที่ห่วงใยปัญหาของเรา

    ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า และความป่วยไข้เป็นประสบการณ์ที่เราทุกคนเล่าสู่กันฟัง—ช่วงเวลาที่เกิดเหตุร้าย ทุกข์ยาก และลำบากสามารถรวมเป็นความทรงจำครั้งใหญ่บนฮาร์ดไดร์ฟภายในจิตวิญญาณของเรา

    เมื่อมาถึงเรื่องความผาสุกทางร่างกาย เรายอมรับความชราภาพและความเจ็บป่วยว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางมรรตัยของเรา เราแสวงหาคำแนะนำจากมืออาชีพผู้มีความเข้าใจเรื่องร่างกาย เมื่อเราทนทุกข์จากความเจ็บปวดทางอารมณ์หรือการป่วยทางจิต เราแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญที่รักษาอาการป่วยเหล่านี้

    เฉกเช่นเราเผชิญการทดสอบทางร่างกายและทางอารมณ์ในความเป็นมรรตัยนี้ เราเผชิญความท้าทายทางวิญญาณด้วย พวกเราส่วนใหญ่เคยประสบกับช่วงเวลาในชีวิตที่ประจักษ์พยานของเราลุกโชติช่วง เราอาจประสบกับช่วงเวลาที่ดูเหมือนว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงอยู่ไกลจากเราเช่นกัน มีหลายครั้งที่เราเห็นคุณค่าเรื่องของพระวิญญาณอย่างสุดใจ อาจมีหลายครั้งเช่นกันที่สิ่งเหล่านี้ดูมีค่าน้อยลงหรือไร้ความสำคัญ

    วันนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะพูดเรื่องการมีสุขภาพทางวิญญาณที่แข็งแรง—วิธีที่เราจะหาทางรักษาจากการหยุดชะงักและเดินบนเส้นทางสุขภาพทางวิญญาณอย่างมีชีวิตชีวา

    ความเจ็บป่วยทางวิญญาณ

    บางครั้งความป่วยไข้ทางวิญญาณเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากบาปหรือจากบาดแผลทางอารมณ์ บางครั้งความล้มเหลวทางวิญญาณค่อยๆ เกิดขึ้นจนเราแทบจะบอกไม่ได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่นเดียวกับชั้นต่างๆ ของหินตะกอน ความเจ็บปวดและความโศกเศร้าทางวิญญาณก่อตัวผ่านกาลเวลา กดทับอยู่บนวิญญาณของเราจนหนักอึ้งเกินจะแบกรับไหว ตัวอย่างเช่น สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อความรับผิดชอบของเราในที่ทำงาน บ้าน และโบสถ์นั้นท่วมท้นจนกระทั่งเรามองไม่เห็นปีติอันเกิดจากพระกิตติคุณเราอาจรู้สึกว่าเราไม่มีอะไรจะให้ได้หรือการดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นเรื่องเกินกำลัง

    แต่เพียงเพราะว่าการทดสอบทางวิญญาณเป็นเรื่องจริงไม่ได้หมายความว่าอาการเหล่านี้จะรักษาไม่หาย

    เรารักษาอาการทางวิญญาณได้

    กระทั่งบาดแผลทางวิญญาณที่ลึกที่สุด—กระทั่งบาดแผลที่ดูเหมือนจะรักษาไม่หาย—สามารถรักษาให้หายได้

    เพื่อนรักของข้าพเจ้า อำนาจการเยียวยาของพระเยซูคริสต์ยังไม่หายไปจากยุคสมัยของเรา

    สัมผัสแห่งการเยียวยาของพระผู้ช่วยให้รอดสามารถเปลี่ยนชีวิตในยุคสมัยของเราเหมือนกับที่เคยทำมาแล้วในยุคสมัยของพระองค์ ขอแค่เรามีศรัทธา พระองค์จะทรงจับมือเรา เติมแสงจากสวรรค์และการเยียวยาให้จิตวิญญาณเรา และตรัสกับเราด้วยพระคำอันเป็นพรว่า “ลุก‍ขึ้น​เถิด จง​ยก​แคร่​ของ​ท่าน​เดิน​ไป”1

    ความมืดและแสงสว่าง

    อะไรก็ตามที่ทำให้เราเจ็บป่วยทางวิญญาณ สิ่งเหล่านั้นมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีแสงจากสวรรค์

    ความมืดบั่นทอนความสามารถในการมองเห็นอย่างชัดเจน บดบังวิสัยทัศน์ที่ครั้งหนึ่งเคยแจ่มแจ้งชัดเจน เมื่อเราอยู่ในความมืด เป็นไปได้ว่าเราอาจจะเลือกสิ่งไม่ดีเพราะเรามองไม่เห็นภยันตรายในทางของเรา เมื่อเราอยู่ในความมืด เป็นไปได้ว่าเราจะสูญเสียความหวังเพราะเรามองไม่เห็นสันติสุขและปีติที่รอเราอยู่ แค่ให้เรารุดหน้าไปเท่านั้น

    ในทางกลับกัน แสงสว่างช่วยให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง ช่วยให้เราแยกแยะระหว่างความจริงกับความผิดพลาดระหว่างเรื่องสำคัญกับเรื่องไร้สาระ เมื่อเราอยู่ในแสงสว่าง เราสามารถทำการเลือกที่ชอบธรรมบนพื้นฐานของหลักธรรมที่แท้จริง เมื่อเราอยู่ในแสงสว่าง เรามี “ความเจิดจ้าอันบริบูรณ์แห่งความหวัง”2 เพราะเราสามารถเห็นการทดสอบความเป็นมรรตัยของเราจากมุมมองนิรันดร์

    เราจะพบการเยียวยาทางวิญญาณเมื่อเราก้าวพ้นเงาของโลกและเข้าไปสู่แสงสว่างอันเป็นนิจของพระคริสต์

    ยิ่งเราเข้าใจและประยุกต์ใช้แนวคิดของหลักคำสอนเรื่องแสงสว่าง เราจะยิ่งได้รับการปกป้องจากความเจ็บป่วยทางวิญญาณที่จะมีผลและสร้างปัญหาให้เราทุกด้าน และยิ่งเราสามารถรับใช้เป็นผู้ดำรงฐานะปุโรหิตอันศักดิ์สิทธิ์ที่กระตือรือร้น กล้าหาญ ห่วงใยและนอบน้อม—เราจะยิ่งเป็นผู้รับใช้และสานุศิษย์ที่แท้จริงของกษัตริย์นิรันดร์และผู้เป็นที่รักของเรา

    ความสว่างของโลก

    พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เรา​เป็น​ความ​สว่าง​ของ​โลก คน​ที่​ตาม​เรา​มา​จะ​ไม่​ต้อง​เดิน​ใน​ความ​มืด แต่​จะ​มี​ความ​สว่าง​แห่ง​ชีวิต”3

    ข้อความนี้หมายความว่าอย่างไร

    ง่ายๆ คือ ผู้ที่ติดตามพระเยซูคริสต์อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนจะประสบและได้รับความสว่างของพระองค์แสงสว่างนั้นจะเจิดจ้าจนขับไล่ความมืดสนิทไปในที่สุด

    ซึ่งหมายความว่ามีพลังอำนาจ อิทธิพลอันแรงกล้า ที่มาจากพระผู้ช่วยให้รอด สิ่งนี้ “มาจากที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเติมเต็มความกว้างใหญ่ไพศาลของที่ว่าง”4 เพราะพลังอำนาจนี้ให้ความกระจ่าง ยกระดับ และส่องสว่างชีวิตเรา พระคัมภีร์จึงมักจะเรียกพลังอำนาจนี้ว่าความสว่าง แต่มักจะอ้างอิงว่าเป็นวิญญาณและความจริงเช่นกัน

    ในหลักคำสอนและพันธสัญญาเราอ่านว่า “เพราะพระคำของพระเจ้าเป็นความจริง, และสิ่งใดก็ตามที่เป็นความจริงคือความสว่าง, และสิ่งใดก็ตามที่เป็นความสว่างคือพระวิญญาณ, แม้พระวิญญาณของพระเยซูคริสต์.”5

    ข้อคิดอันลึกซึ้งนี้—ที่ว่าแสงสว่างคือวิญญาณ และวิญญาณคือความจริง และแสงสว่างนี้ส่องไปยังทุกจิตวิญญาณที่มาสู่โลก—สำคัญเท่าเทียมกับการมีความหวัง แสงสว่างของพระคริสต์ให้ความกระจ่างและเติมเต็มจิตวิญญาณของผู้ที่สดับฟังสุรเสียงของพระวิญญาณ6

    แสงสว่างของพระคริสต์เติมเต็มจักรวาล

    เติมเต็มแผ่นดินโลก

    และสามารถเติมเต็มใจทุกดวง

    “พระเจ้าไม่ทรงลำเอียง”7 แสงสว่างของพระองค์มีให้ทุกคน—ไม่ว่าจะเป็นคนสำคัญหรือไม่สำคัญ มั่งมีหรือยากจน อภิสิทธิ์ชนหรือผู้ด้อยโอกาส

    ถ้าท่านเปิดความคิดและเปิดใจรับแสงสว่างของพระคริสต์และน้อมทำตามพระผู้ช่วยให้รอด ท่านจะได้รับแสงสว่างมากขึ้น บรรทัดมาเติมบรรทัด, ที่นี่นิดและที่นั่นหน่อย, ท่านจะมีแสงสว่างและความจริงมากขึ้นในจิตวิญญาณท่านจนความมืดถูกขับไล่ไปจากชีวิตท่าน8

    พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเปิดตาท่าน

    พระผู้เป็นเจ้าจะประทานใจดวงใหม่แก่ท่าน

    ความรัก แสงสว่าง และความจริงของพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้สิ่งที่หลับใหลกลับมามีชีวิต และท่านจะเกิดใหม่อีกครั้งเข้าสู่ชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์9

    พระเจ้าทรงสัญญาว่า “หากดวงตาของเจ้าเห็นแก่รัศมีภาพของเราอย่างเดียว, ทั่วร่างของเจ้าจะเต็มไปด้วยแสงสว่าง, และจะไม่มีความมืดในเจ้า; และร่างนั้นซึ่งเต็มไปด้วยแสงสว่างเข้าใจสิ่งทั้งปวง.”10

    นี่คือยาดีที่สุดที่มีไว้รักษาความเจ็บป่วยทางวิญญาณ ความมืดสูญสิ้นไปในความสว่าง

    อุปลักษณ์สำหรับความมืดทางวิญญาณ

    อย่างไรก็ตาม พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงบังคับให้เราน้อมรับแสงสว่างของพระองค์

    ถ้าเราสบายใจกับความมืด ใจเราก็ไม่น่าจะเปลี่ยน

    เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราต้องกระตือรือร้นที่จะยอมให้แสงสว่างเข้ามา

    ระหว่างการบินของข้าพเจ้าเมื่อเป็นกัปตันสายการบินรอบดาวโลก ข้าพเจ้ามักจะหลงใหลความสวยงามและความสมบูรณ์แบบของสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้าง ข้าพเจ้าพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์มีเสน่ห์เป็นพิเศษ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นบทเรียนที่ใช้อุปกรณ์จริงอันลึกซึ้งซึ่งสอนว่าความมืดและแสงสว่างดำรงอยู่อย่างไร

    ดังที่เราทุกคนทราบ ภายในทุก 24 ชั่วโมง กลางคืนจะเปลี่ยนเป็นกลางวัน และกลางวันจะเปลี่ยนเป็นกลางคืน

    ดังนั้น กลางคืนคืออะไร

    กลางคืนเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเงา

    กระทั่งคืนที่มืดสนิท ดวงอาทิตย์ก็ไม่เคยหยุดส่องแสง ดวงอาทิตย์ยังคงส่องสว่างดังเคย แต่โลกอีกครึ่งหนึ่งอยู่ในความมืด

    เมื่อไม่มีแสงสว่างจึงทำให้เกิดความมืด

    เมื่อกลางคืนตกอยู่ในความมืด เราจะไม่สิ้นหวังหรือกังวลว่าดวงอาทิตย์จะอับแสง เราจะไม่ทึกทักว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรือดับไปแล้ว เราเข้าใจว่าเราอยู่ในเงา โลกจะยังคงหมุนต่อไป และในที่สุดรังสีของดวงอาทิตย์จะส่องมาถึงเราอีกครั้ง

    ความมืดไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าไม่มีแสงสว่าง ส่วนใหญ่มีความหมายเพียงว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานที่ถูกต้องเพื่อจะรับแสงสว่าง ระหว่างสุริยุปราคาเมื่อเร็วๆ นี้ มีหลายคนพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้าไปอยู่แนวแคบๆ ของเงาที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์ในตอนกลางวันที่สว่างสดใส

    ด้วยวิธีที่คล้ายกันมาก แสงสว่างทางวิญญาณยังคงส่องไปยังงานสร้างทั้งปวงของพระผู้เป็นเจ้า ซาตานจะทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างเงาหรือทำให้เราเข้าไปอยู่ในเงาที่เราสร้างเอง เขาจะบังคับให้เราสร้างเงามืดของเราเอง เขาจะผลักเราเข้าไปสู่ความมืดในถ้ำของเขา

    ความมืดทางวิญญาณสามารถดึงม่านของความหลงลืมมาบังไว้รอบๆ แม้แต่ผู้ที่เคยเดินในแสงสว่างและชื่นชมยินดีในพระเจ้า กระนั้นก็ตาม แม้ในชั่วขณะของความมืดสนิทที่สุด พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟังคำวิงวอนอันนอบน้อม ขณะที่เราสวดอ้อนวอนว่า “ข้าพ‌เจ้า​เชื่อ และ​ขอ​โปรด​ช่วย​ใน​ส่วน​ที่​ขาด​อยู่​ด้วย​เถิด”11

    ในสมัยของแอลมา หลายคนมีปัญหาในการยอมรับเรื่องทางวิญญาณ“เพราะพวกเขาไม่เชื่อ” แสงสว่างของพระผู้เป็นเจ้าและความจริงไม่สามารถเข้าไปในจิตวิญญาณของพวกเขา “และใจพวกเขาแข็งกระด้าง.”12

    เราคือผู้ดำรงแสงสว่าง

    พี่น้องทั้งหลาย การอยู่ในสถานที่ถูกต้องเพื่อให้เห็นแสงจากสวรรค์และความจริงในพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ขึ้นอยู่กับเรา แม้เมื่อถึงเวลากลางคืนและดูเหมือนโลกมืด เราสามารถเลือกเดินในแสงสว่างของพระคริสต์ รักษาพระบัญญัติของพระองค์ และเป็นพยานอย่างองอาจกล้าหาญถึงความเป็นจริงและความยิ่งใหญ่ของพระองค์

    ในฐานะผู้ดำรงฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้าและในฐานะสานุศิษย์ของพระเยซูคริสต์ ท่านคือผู้ดำรงแสงสว่าง จงทำสิ่งที่จะบำรุงเลี้ยงแสงสวรรค์ของพระองค์ “จงชูแสงสว่างของเจ้า”13 และ “ท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง”—ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาเห็นและชมเชยท่านแต่ “เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำพวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์”14

    พี่น้องที่รักท่านคือเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระเจ้าโดยมีจุดประสงค์ที่จะนำแสงสว่างและการเยียวยาไปสู่จิตวิญญาณบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ บางทีท่านไม่ต้องรู้สึกว่ามีคุณสมบัติคู่ควรที่จะรักษาผู้เจ็บป่วยทางวิญญาณ—แน่นอนว่าไม่ต้องมากไปกว่าเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ที่มีคุณสมบัติพอจะช่วยเหลือผู้เป็นโรคไขข้ออักเสบ บางทีท่านอาจเผชิญความท้าทายทางวิญญาณของท่านเอง กระนั้นก็ตาม พระเจ้าทรงเรียกท่าน พระองค์ประทานสิทธิอำนาจและหน้าที่รับผิดชอบให้ออกไปหาผู้ที่ขัดสน พระองค์ทรงประสาทอำนาจฐานะปุโรหิตอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์แก่ท่านเพื่อนำแสงสว่างไปสู่ความมืด ยกระดับจิตใจและเป็นพรแก่บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าทรงฟื้นฟูศาสนจักรและพระกิตติคุณอันล้ำค่าของพระองค์ “ซึ่งรักษาจิตวิญญาณที่บาดเจ็บ.”15 พระองค์ทรงเตรียมทางสู่สุขภาพทางวิญญาณที่แข็งแรง เพื่อพบการเยียวยาจากการหยุดชะงักและมุ่งไปสู่สุขภาพทางวิญญาณที่มีชีวิตชีวา

    ทุกครั้งที่ท่านหันใจไปหาพระผู้เป็นเจ้าด้วยคำสวดอ้อนวอนที่นอบน้อม ท่านจะพบแสงสว่างของพระองค์ ทุกครั้งที่ท่านแสวงหาพระคำและพระประสงค์ของพระองค์ในพระคัมภีร์ แสงสว่างจะเรืองโรจน์ ทุกครั้งที่ท่านสังเกตเห็นคนต้องการความช่วยเหลือและท่านเสียสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อออกไปช่วยด้วยความรัก แสงสว่างจะขยายเป็นวงกว้าง ทุกครั้งที่ท่านปฏิเสธการล่อลวงและเลือกความบริสุทธิ์ ทุกครั้งที่ท่านแสวงหาหรือหยิบยื่นการให้อภัย ทุกครั้งที่ท่านเป็นพยานถึงความจริงอย่างกล้าหาญ แสงสว่างจะขับไล่ความมืดและดึงดูดผู้อื่นที่แสวงหาแสงสว่างและความจริงเช่นกัน

    ขอให้นึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวของท่านเอง เวลาที่ท่านรับใช้พระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนมนุษย์เมื่อแสงสวรรค์ส่องมาในชีวิตท่าน ในพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ ที่โต๊ะศีลระลึก ในช่วงเวลาเงียบๆ ของการไตร่ตรองร่วมกับการสวดอ้อนวอน ในการชุมนุมของครอบครัว หรือระหว่างการรับใช้ฐานะปุโรหิต พูดถึงช่วงเวลาเหล่านั้นกับครอบครัว มิตรสหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเยาวชน ผู้กำลังแสวงหาแสงสว่าง พวกเขาต้องการได้ยินจากท่านว่ามีความหวังและการเยียวยามาพร้อมกับแสงสว่างนี้ แม้ในโลกที่เต็มไปด้วยความมืด

    แสงสว่างของพระคริสต์นำความหวัง ความสุข และการเยียวยามาให้บาดแผลหรือความเจ็บป่วยทางวิญญาณ16 ผู้ที่ประสบกับอิทธิพลของการขัดเกลานี้เป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระผู้ทรงเป็นความสว่างของโลกเพื่อส่องสว่างแก่ผู้อื่น17 พวกเขาจะรู้สึกถึงสิ่งที่กษัตริย์ลาโมไนรู้สึก “แสงสว่างนี้สาดส่องปีติมากมายอะไรเช่นนี้เข้าไปในจิตวิญญาณของเขา, โดยที่เมฆแห่งความมืดมนถูกขับออกไป, และ … แสงสว่างของชีวิตอันเป็นนิจจุดขึ้นในจิตวิญญาณเขา”18

    พี่น้องที่รัก มิตรสหายทั้งหลาย นี่คือหน้าที่ของเราที่จะแสวงหาพระเจ้าจนแสงแห่งพระชนม์ชีพอันเป็นนิจของพระองค์สว่างโชติช่วงอยู่ในเราและประจักษ์พยานของเรากลายเป็นความมั่นใจและความเข้มแข็งแม้อยู่ในท่ามกลางความมืด

    นี่คือคำสวดอ้อนวอนและพรของข้าพเจ้าว่าท่านจะประสบความสำเร็จในการทำให้จุดหมายของท่านที่เป็นผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพเกิดสัมฤทธิผลและเป็นผู้ดำรงแสงจากสวรรค์ของพระองค์ด้วยความปีติยินดีเสมอ ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูคริสต์ พระอาจารย์ของเรา เอเมน