2010-2017
    วันแห่งปาฏิหาริย์หมดแล้วหรือ?
    Footnotes
    Theme

    วันแห่งปาฏิหาริย์หมดแล้วหรือ?

    จุดสนใจที่เราให้ความสำคัญสูงสุดควรอยู่ที่ปาฏิหาริย์ทางวิญญาณซึ่งมีให้บุตรธิดาทั้งปวงของพระผู้เป็นเจ้า

    ปีที่แล้ว เมื่อข้าพเจ้าไปทำงานมอบหมายของศาสนจักรในรัฐแคลิฟอร์เนีย ข้าพเจ้ากับประธานสเตคไปเยี่ยมคลาร์กและฮอลลี เฟลส์กับครอบครัวของพวกเขาที่บ้าน มีคนบอกข้าพเจ้าว่าเพิ่งมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อไปถึง คลาร์กต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อยืนขึ้นทักทายเราเพราะเขาใส่เฝือกดามหลัง คอ และแขนของเขา

    สองเดือนก่อนหน้านี้ คลาร์กและไท ลูกชายของเขาพร้อมกับเยาวชนชายและผู้นำประมาณ 30 คนออกไปทำกิจกรรมผจญภัยระดับสูงด้วยการปีนภูเขาเม้าท์ชาสตาซึ่งสูง 4,322 เมตร หนึ่งในยอดเขาที่สูงที่สุดในแคลิฟอร์เนีย ในวันที่สองของการปีนเขาอันสูงชัน นักปีนเขาส่วนใหญ่ไปถึงยอดแล้ว—ความสำเร็จอันน่าตื่นเต้นเกิดขึ้นได้เนื่องจากการเตรียมตัวมาหลายเดือน

    คลาร์กเป็นคนหนึ่งในกลุ่มแรกที่ไปถึงยอดเขาในวันนั้น หลังจากนั่งพักชั่วครู่ใกล้กับขอบหน้าผา เขายืนขึ้นและเริ่มเดิน ขณะที่เขาเดิน เขาสะดุดล้มหงายหลังพลัดตกจากหน้าผาร่างของเขาร่วงลงไปเป็นแนวดิ่งประมาณ 12 เมตร กระแทกพื้นแล้วกลิ้งลงไปตามเนินน้ำแข็งอีก 91 เมตร น่าประหลาด คลาร์กรอดชีวิตแต่เขาบาดเจ็บสาหัสและขยับตัวไม่ได้

    ปาฏิหาริย์ที่คลาร์กประสบระหว่างเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้เพิ่งเริ่มต้น คนที่ไปถึงตัวเขาเป็นคนแรกๆ “บังเอิญ” เป็นกลุ่มนักปีนเขาที่มาพร้อมกับมัคคุเทศก์ช่วยชีวิตบนภูเขาและเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉิน พวกเขารักษาอาการช็อคของคลาร์กทันทีและใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยให้เขาอบอุ่น คนกลุ่มนี้ “บังเอิญ” กำลังทดสอบอุปกรณ์สื่อสารแบบใหม่เช่นกัน จึงสามารถขอความช่วยเหลือจากพื้นที่ซึ่งไม่มีสัญญาณ เฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กถูกส่งมาที่เม้าท์ชาสตาทันทีจากจุดที่ห่างออกไปหนึ่งชั่วโมง หลังจากพยายามเสี่ยงลงจอดไม่สำเร็จสองครั้งบนระดับความสูงเท่าพิกัดของเครื่องบินและต้องผจญกับสภาพลมแรง นักบินเริ่มพยายามใหม่เป็นครั้งที่สามและครั้งสุดท้าย เมื่อเฮลิคอปเตอร์ไปถึงโดยใช้มุมที่ต่างออกไป ลม “บังเอิญ” เปลี่ยนทิศและเครื่องก็แค่จอดได้นานพอที่ทุกคนจะรีบนำร่างบาดเจ็บของคลาร์กอัดเข้าไปในพื้นที่เล็กๆ ด้านหลังที่นั่งนักบิน

    เมื่อคลาร์กได้รับการตรวจที่ศูนย์รักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บสาหัส ผลการตรวจแสดงให้เห็นว่าคอ หลัง กระดูกซี่โครง และข้อมือของเขาหักหลายท่อน ปอดเป็นรู มีบาดแผลและรอยถลอกหลายแห่ง ศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงในการรักษาอาการบาดเจ็บทางสมอง “บังเอิญ” ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น เขาอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ปีละสองสามครั้งเท่านั้น หมอท่านนี้บอกหลังจากนั้นว่าเขาไม่เคยเห็นใครได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลังและหลอดเลือดใหญ่ที่คอสาหัสขนาดนี้แล้วยังมีชีวิตอยู่ แพทย์คาดว่าคลาร์กไม่เพียงรอดเท่านั้นเขายังจะหายเป็นปกติด้วย ศัลยแพทย์เป็นคนไม่เชื่อในพระเจ้า เขากล่าวว่ากรณีของคลาร์กตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้นเกี่ยวกับการบาดเจ็บทางประสาทวิทยาและคงจะอธิบายได้อย่างเดียวว่าเป็นปาฏิหาริย์

    เมื่อคลาร์กกับฮอลลีเล่าเรื่องระทึกใจนี้จบ ข้าพเจ้าถึงกับพูดไม่ออก ไม่ใช่เพียงเพราะว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ที่เห็นได้ชัด แต่เป็นเพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ข้าพเจ้ามีความประทับใจอันแรงกล้า—พยานทางวิญญาณ—ว่าฮอลลีและลูกๆ ที่น่ารักห้าคนซึ่งนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นรอบๆ พ่อแม่ของพวกเขามีศรัทธามากจนพวกเขาจะรับได้ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรในวันนั้นและพวกเขาจะยังคงเจริญก้าวหน้าทางวิญญาณ คลาร์กกับฮอลลีและไทกับพอร์เตอร์ ลูกคนโตสองคนของพวกเขาอยู่กับเราในศูนย์การประชุมใหญ่วันนี้

    เมื่อไตร่ตรองประสบการณ์ของครอบครัวเฟลส์ ข้าพเจ้านึกถึงสภาวการณ์ของคนอื่นๆ อีกหลายคน แล้ววิสุทธิชนยุคสุดท้ายผู้เปี่ยมด้วยศรัทธา ผู้รับพรฐานะปุโรหิต ผู้ที่คนอื่นสวดอ้อนวอนให้ไม่หยุดหย่อน ผู้ที่รักษาพันธสัญญา และเปี่ยมไปด้วยความหวังซึ่งปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขาเล่า อย่างน้อยก็ในแบบที่พวกเขาเข้าใจเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ อย่างน้อยก็ในแบบที่คนอื่นดูเหมือนจะได้รับปาฏิหาริย์เหล่านั้น

    แล้วคนที่รับความทุกข์แสนสาหัส—ทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์—มาหลายปีหรือหลายสิบปีหรือทั้งชีวิตมรรตัยของพวกเขาเล่า แล้วคนเหล่านั้นที่ตายตั้งแต่อายุยังน้อยเล่า

    สองเดือนที่แล้วนี่เอง สามีภรรยาสองคู่ที่ถือใบรับรองพระวิหาร กับลูกผู้สอนศาสนาเต็มเวลาสามคนและลูกๆ อีกห้าคนของพวกเขาเดินทางระยะสั้นด้วยเครื่องบินเล็ก ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพวกเขาสวดอ้อนวอนขอความปลอดภัยก่อนบินและสวดอ้อนวอนด้วยศรัทธาแรงกล้าเมื่อเครื่องบินของพวกเขาประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องก่อนเครื่องบินตก ไม่มีใครรอดชีวิตเลย แล้วพวกเขาเล่า

    คนดีๆ และคนที่พวกเขารักมีเหตุผลที่จะถามอย่างที่มอรมอนถามว่า “วันแห่งปาฏิหาริย์หมดแล้วหรือ?”1

    ความรู้ที่จำกัดของข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายว่าเหตุใดบางครั้งจึงมีการแทรกแซงจากสวรรค์และบางครั้งจึงไม่มี แต่บางทีเราอาจจะขาดความเข้าใจถึงสิ่งที่สร้างปาฏิหาริย์

    เรามักจะอธิบายว่าปาฏิหาริย์คือการที่เราหายจากความเจ็บป่วยโดยวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ไม่สามารถอธิบายได้หรือเป็นการหลีกเลี่ยงอันตรายร้ายแรงโดยเอาใจใส่การกระตุ้นเตือนที่ชัดเจนอย่างไรก็ตาม การนิยาม ปาฏิหาริย์ ว่าเป็น “เหตุการณ์ที่เอื้อประโยชน์ เกิดขึ้นผ่านเดชานุภาพจากเบื้องบนที่มนุษย์ไม่เข้าใจ”2 ขยายมุมมองไปสู่เรื่องที่เป็นธรรมชาตินิรันดร์มากขึ้น คำนิยามนี้ทำให้เราพินิจพิเคราะห์บทบาทอันสำคัญยิ่งของศรัทธาในการรับปาฏิหาริย์

    โมโรไนสอนว่า “และทั้งไม่ว่าเวลาใดย่อมไม่มีผู้กระทำปาฏิหาริย์เลยจนหลังจากพวกเขามีศรัทธา”3 แอมันประกาศว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดหาวิธีไว้เพื่อมนุษย์, โดยผ่านศรัทธา, จะได้ทำปาฏิหาริย์น่าแปลกประหลาด”4 พระเจ้าเปิดเผยต่อโจเซฟ สมิธว่า “เพราะเราคือพระผู้เป็นเจ้า, …และเราจะแสดงปาฏิหาริย์ … แก่คนทั้งปวงผู้ที่เชื่อในนามของเรา.”5

    กษัตริย์เน‌บู‌คัด‌เนส‌ซาร์รับสั่งให้ชัด‌รัค เม‌ชาค และ​อา‌เบด‌เน‌โก​นมัส‌การ​ปฏิ‌มา‌กร​ทอง‍คำ​ซึ่ง​พระองค์ได้​ตั้ง​ไว้ โดยข่มขู่ว่า “แต่​ถ้า​เจ้า​ไม่​นมัส‌การ จะต้องโยนเจ้าเข้าไปในเตาที่ไฟลุกอยู่” จากนั้นกษัตริย์ล้อเลียนพวกเขาว่า “แล้วพระองค์ไหนจะช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากมือของเราได้?”6

    สานุศิษย์ผู้มีศรัทธายิ่งสามคนนี้กล่าวว่า “ถ้า​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท ผู้​ซึ่ง​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท​ปรน‌นิ‌บัติ​นั้น พอ‍พระ‍ทัย​จะ​ช่วย‍กู้​พวก‍ข้า‍พระ‍บาท​ให้​พ้น​จาก​เตา​ที่​ไฟ‍ลุก​อยู่ … ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่าพวกข้าพระบาทก็ไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท”7

    พวกเขามีความมั่นใจเต็มที่ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดได้ “ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น” พวกเขาก็มีศรัทธาเต็มเปี่ยมในแผนของพระองค์

    เช่นเดียวกัน ครั้งหนึ่งเอ็ลเดอร์เดวิด เอ. เบดนาร์ถามชายหนุ่มคนหนึ่งที่ขอพรฐานะปุโรหิตว่า “หากนั่นเป็นพระประสงค์ของพระบิดาบนสวรรค์ที่ความตายก่อนถึงเวลาอันควรส่งคุณไปโลกวิญญาณเพื่อปฏิบัติศาสนกิจของคุณต่อไป คุณมีศรัทธาจะยอมรับพระประสงค์และไม่หายหรือไม่”8 เรา มีศรัทธาที่จะ “ไม่หาย” จากความทุกข์ทางโลกเพื่อว่าเราอาจจะได้รับการรักษาหายชั่วนิรันดร์หรือไม่

    คำถามสำคัญที่ต้องไตร่ตรองคือ “เราวางศรัทธาของเราไว้ที่ไหน” ศรัทธาของเรามุ่งเน้นแค่ต้องการบรรเทาความเจ็บปวดและความทุกข์ หรือมุ่งให้ความสำคัญอย่างแน่วแน่ในพระผู้เป็นเจ้าพระบิดาและแผนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์และในพระเยซูคริสต์และการชดใช้ของพระองค์ ศรัทธาในพระบิดาและพระบุตรทำให้เราเข้าใจและยอมรับพระประสงค์ของพระองค์ขณะที่เราเตรียมรับนิรันดร

    วันนี้ ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงปาฏิหาริย์ การเป็นลูกของพระผู้เป็นเจ้าคือปาฏิหาริย์9 การได้รับร่างกายในรูปลักษณ์เหมือนพระองค์คือปาฏิหาริย์10 ของประทานแห่งพระผู้ช่วยให้รอดคือปาฏิหาริย์11 การชดใช้ของพระเยซูคริสต์คือปาฏิหาริย์12 โอกาสที่จะได้รับชีวิตนิรันดร์คือปาฏิหาริย์13

    แม้จะเป็นเรื่องดีที่จะสวดอ้อนวอนทูลขอและทำเพื่อจะได้รับความคุ้มครองและหายจากความเจ็บป่วยทางร่างกายระหว่างที่เราดำรงอยู่ในความเป็นมรรตัย แต่จุดสนใจที่เราให้ความสำคัญสูงสุดควรอยู่ที่ปาฏิหาริย์ทางวิญญาณซึ่งมีให้บุตรธิดาทั้งปวงของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าเราจะมีเชื้อชาติใด ไม่ว่าเราจะมีสัญชาติใด ไม่ว่าเราจะทำอะไรมาหากเรากลับใจ ไม่ว่าเราจะถูกกระทำอย่างไร—เราทุกคนเข้าถึงปาฏิหาริย์เหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียมกัน เรากำลังดำเนินชีวิตที่เป็นปาฏิหาริย์ และยังมีปาฏิหาริย์ที่รอเราอยู่เบื้องหน้า ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน