จงทำหนทางแห่งเท้าของเจ้าให้ราบ
    Footnotes

    จงทำหนทางแห่งเท้าของเจ้าให้ราบ

    เมื่อเรามองพระเยซูเป็นแบบอย่างของเราและเมื่อเราเดินตามรอยพระบาทพระองค์ เราสามารถกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์อย่างปลอดภัย

    พี่น้องที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งขณะยืนอยู่ต่อหน้าท่านเช้านี้ ข้าพเจ้าขอศรัทธาและคำสวดอ้อนวอนของท่านเพื่อข้าพเจ้าขณะแบ่งปันข่าวสารกับท่าน

    เราทุกคนเริ่มการเดินทางอันน่าพิศวงและจำเป็นเมื่อเราออกจากโลกวิญญาณเข้าสู่สภาพท้าทายบ่อยครั้งซึ่งเราเรียกว่าความเป็นมรรตัย จุดประสงค์เบื้องต้นของการดำรงอยู่บนแผ่นดินโลกคือเพื่อรับร่างกายเป็นเนื้อหนังและกระดูก เพื่อรับประสบการณ์ที่จะได้มาผ่านการแยกจากพระบิดามารดาสวรรค์ของเราเท่านั้น และเพื่อดูว่าเราจะรักษาพระบัญญัติหรือไม่ ใน หนังสืออับราฮัม บทที่ 3 เราอ่านว่า “และพวกเราจะพิสูจน์พวกเขาโดยวิธีนี้, เพื่อดูว่าพวกเขาจะทำสิ่งทั้งปวงไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระเจ้าพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาจะทรงบัญชาพวกเขาหรือไม่”1

    เมื่อเรามาแผ่นดินโลก เรานำของประทานอันสำคัญยิ่งจากพระผู้เป็นเจ้ามาด้วย---นั่นคือ สิทธิ์เสรีของเรา เรามีสิทธิ์เลือกด้วยตนเองหลายพันด้าน ที่นี่เราเรียนรู้จากงานยากของประสบการณ์ เราแยกแยะระหว่างความดีกับความชั่ว เราแยกความแตกต่างระหว่างความขมกับความหวาน เราเรียนรู้ว่าการตัดสินใจกำหนดจุดหมาย

    ข้าพเจ้าแน่ใจว่าเราจากพระบิดามาพร้อมกับความปรารถนาอันท่วมท้นที่จะกลับไปหาพระองค์ เพื่อเราจะได้รับความสูงส่งที่พระองค์ทรงวางแผนให้เรา และตัวเราเองต้องการอย่างมาก ถึงแม้พระองค์จะทรงปล่อยให้เราหาและเดินตามหนทางซึ่งจะนำเรากลับไปหาพระบิดาในสวรรค์ แต่พระองค์ไม่ทรงส่งเรามาที่นี่โดยปราศจากทิศทางและการนำทาง แต่ประทานเครื่องมือที่เราต้องการ พระองค์จะทรงช่วยเราขณะที่เราแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์และพยายามทำสุดความสามารถเพื่ออดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่และได้รับชีวิตนิรันดร์

    เพื่อช่วยนำทางเรา เรามีพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าและพระบุตรของพระองค์ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เรามีคำแนะนำและคำสอนจากศาสดาพยากรณ์ของพระผู้เป็นเจ้า สำคัญสูงสุดคือเรามีแบบอย่างที่เพียบพร้อมให้ดำเนินตาม—แม้แบบอย่างของพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระเยซูคริสต์—เราได้รับการสอนให้ดำเนินตามแบบอย่างนั้น พระผู้ช่วยให้รอดตรัสดังนี้ “จงกลับมาติดตามเรา”2 “งานที่เจ้าเห็นเราทำมาแล้วเจ้าจงทำด้วย”3 พระองค์ทรงตั้งคำถามว่า “เจ้าควรเป็นคนอย่างไรเล่า?” และพระองค์ตรัสตอบว่า “ตามจริงแล้วเรากล่าวแก่เจ้า, แม้ดังที่เราเป็น”4 “พระองค์บอกทาง เดินนำทางนั้น”5

    เมื่อเรามองพระเยซูเป็นแบบอย่างของเราและเมื่อเราเดินตามรอยพระบาทพระองค์ เราสามารถกลับไปหาพระบิดาบนสวรรค์อย่างปลอดภัยเพื่ออยู่กับพระองค์ตลอดกาล ศาสดาพยากรณ์นีไฟกล่าวว่า “นอกจากมนุษย์จะอดทนจนกว่าชีวิตจะหาไม่, ในการทำตามตัวอย่างของพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์แล้ว, เขาจะไม่สามารถรับการช่วยให้รอดได้”6

    สตรีคนหนึ่ง ทุกครั้งที่เธอเล่าประสบการณ์ระหว่างไปเยือนแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เธอจะอุทานว่า “ดิฉันเดินตรงที่พระเยซูทรงดำเนิน!”

    เธอเคยอยู่ในบริเวณที่พระเยซูประทับอยู่และสอน เธออาจจะเคยยืนบนก้อนหินที่พระองค์ทรงเคยยืนหรือมองดูเทือกเขาที่พระองค์ทรงเคยจ้องมอง ประสบการณ์ในและจากตัวมันเองทำให้เธอตื่นเต้น แต่การเดิน ตรงที่ พระเยซูทรงดำเนินสำคัญน้อยกว่าการเดิน เหมือน พระองค์ทรงดำเนิน การเลียนแบบการกระทำและทำตามแบบอย่างของพระองค์สำคัญยิ่งกว่าการพยายามเดินตามรอยซึ่งยังหลงเหลืออยู่บนเส้นทางที่พระองค์ทรงข้ามไปในความเป็นมรรตัย

    เมื่อพระเยซูตรัสเชื้อเชิญเศรษฐีคนหนึ่งว่า “จงกลับมาติดตามเรา”7 พระองค์มิได้เพียงมุ่งหมายให้เศรษฐีคนนั้นติดตามพระองค์ขึ้นลงเนินเขาและหุบเขาแถบชนบทเท่านั้น

    เราไม่จำเป็นต้องเดินตามชายฝั่งกาลิลีหรือท่ามกลางเนินเขายูเดียเพื่อเดินตรงที่พระเยซูทรงดำเนิน เราทุกคนเดินตามทางที่พระองค์ทรงดำเนินเมื่อเราเลือกติดตามพระองค์โดยมีพระวจนะของพระองค์ดังอยู่ในหูเรา มีพระวิญญาณของพระองค์อยู่ในใจเรา และมีคำสอนของพระองค์นำทางเรา เราเลือกติดตามพระองค์ขณะเดินทางผ่านความเป็นมรรตัย แบบอย่างของพระองค์ส่องทาง พระองค์ตรัสว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต”8

    ขณะสำรวจทางที่พระเยซูทรงดำเนิน เราจะเห็นว่าพระองค์ต้องผ่านความท้าทายมากมายเช่นเดียวกับที่เราจะเผชิญในชีวิต

    ตัวอย่างเช่น พระเยซูทรงดำเนินบนหนทางของความผิดหวัง แม้ทรงประสบความผิดหวังมากมาย แต่ความผิดหวังรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อทรงคร่ำครวญถึงเยรูซาเล็มขณะสิ้นสุดการปฏิบัติศาสนกิจต่อ สาธารณชน ลูกหลานอิสราเอลปฏิเสธความปลอดภัยของปีกที่ทรงเสนอจะปกป้องพวกเขา ขณะทอดพระเนตรเมืองซึ่งไม่นานจะถูกทำลายล้าง พระองค์เสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง ทรงร้องออกมาด้วยความปวดร้าวว่า "โอ เยรูซาเล็มๆ เมืองที่ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะและเอาหินขว้างพวกที่ทรงใช้มาหาถึงตาย บ่อยครั้งเราปรารถนาจะรวบรวมลูกๆ ของเจ้าไว้ เหมือนแม่ไก่ที่กกลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่พวกเจ้าไม่ยอม”9

    พระเยซูทรงดำเนินบนหนทางของการล่อลวง ลูซิเฟอร์คนชั่วคนนั้นรวบรวมพลังไว้มากที่สุดและสะสมคำพูดโน้มน้าวใจที่สุดไว้ล่อลวงพระองค์ผู้ทรงอดพระกระยาหารมาแล้ว 40 วัน 40 คืน พระเยซูไม่ทรงยอมแพ้ แต่ทรงต่อต้านการล่อลวงแต่ละครั้ง พระดำรัสก่อนที่มารจะจากพระองค์ไปคือ “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน”10

    พระเยซูทรงดำเนินบนหนทางของความเจ็บปวด ลองนึกถึงเกทเสมนีที่พระองค์ทรง “เป็นทุกข์ … เหงื่อของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตเม็ดใหญ่ไหลหยดลงถึงดิน”11 ไม่มีใครลืมความทุกขเวทนาบนกางเขนอันโหดร้ายได้

    เราแต่ละคนจะเดินบนหนทางของความผิดหวัง อาจจะเพราะเสียโอกาส ใช้อำนาจในทางที่ผิด การเลือกของคนที่เรารัก หรือการเลือกที่เราเลือกเอง หนทางของการล่อลวงจะเป็นหนทางของแต่ละคนเช่นกัน เราอ่านใน ภาคที่ 29 ของหลักคำสอนและพันธสัญญา ว่า “และจึงจำเป็นว่ามารจะล่อลวงลูกหลานมนุษย์, มิฉะนั้นพวกเขาจะเป็นผู้มีสิทธิ์เสรีของตนเองไม่ได้”12

    เราจะเดินบนหนทางของความเจ็บปวดเช่นกัน เราในฐานะผู้รับใช้จะไม่คาดหวังมากไปกว่าพระอาจารย์ผู้ทรงจากความเป็นมรรตัยหลังความเจ็บปวดและความทุกข์อันแสนสาหัสเท่านั้น

    ถึงแม้จะพบความระทมขมขื่นบนหนทางของเรา เราพบความสุขใหญ่หลวงได้เช่นกัน

    เรากับพระเยซูสามารถเดินบนหนทางของการเชื่อฟังได้ จะไม่ง่ายเสมอไป แต่ขอให้คำพูดของซามูเอลเป็นถ้อยคำที่เตือนใจเรา “ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะเอาใจใส่ก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้”13 ขอให้เราจำไว้ว่าผลสุดท้ายของการไม่เชื่อฟังคือการเป็นเชลยและความตาย ส่วนรางวัลสำหรับการเชื่อฟังคือเสรีภาพและชีวิตนิรันดร์

    เราเดินบนหนทางของการรับใช้เหมือนพระเยซูได้ พระชนม์ชีพของพระเยซูเปรียบประดุจแสงไฟฉายคุณความดีขณะทรงปฏิบัติศาสนกิจท่ามกลางมนุษย์ พระองค์ทรงทำให้แขนขาของคนง่อยมีเรี่ยวแรง ทำให้คนตาบอดมองเห็น และคนหูหนวกได้ยิน

    พระเยซูทรงดำเนินบนหนทางของการสวดอ้อนวอน ทรงสอนวิธีสวดอ้อนวอนโดยประทานคำสวดอ้อนวอนอันไพเราะที่เรารู้ว่าเป็นคำสวดอ้อนวอนของพระเจ้า และใครเลยจะลืมคำสวดอ้อนวอนของพระองค์ในเกทเสมนีได้ “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”14

    คำสั่งสอนอื่นที่พระผู้ช่วยให้รอดประทานแก่เราอยู่ที่ปลายนิ้วของเรา พบในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์รับสั่งให้เรามีเมตตา อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนชอบธรรม มีใจบริสุทธิ์ และสร้างสันติ ทรงสอนให้เรากล้าปกป้องความเชื่อของเราแม้เมื่อเราถูกหัวเราะเยาะและถูกข่มเหง ทรงขอให้เราส่องสว่างเพื่อที่คนอื่นๆ จะเห็นความสว่างนั้นและปรารถนาจะสรรเสริญพระบิดาในสวรรค์ ทรงสอนให้เราสะอาดทางศีลธรรมทั้งในความคิดและการกระทำของเรา พระองค์รับสั่งว่าการสั่งสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์สำคัญกว่าบนแผ่นดินโลก15

    อุปมาของพระองค์สอนด้วยพลังและอำนาจ พระองค์ทรงใช้เรื่องราวของชาวสะมาเรียผู้ใจดีสอนเราให้รักและรับใช้เพื่อนบ้าน16 ในอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ ทรงสอนให้เราปรับปรุงพรสวรรค์และขวนขวายให้บรรลุความดีพร้อม17 พระองค์ทรงใช้อุปมาเรื่องแกะหายสอนให้เราไปช่วยคนที่ออกนอกหนทางและหลงทาง18

    ขณะที่เราพยายามให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางของชีวิตโดยเรียนรู้พระวจนะของพระองค์ ทำตามคำสอนของพระองค์ และเดินในทางของพระองค์ พระองค์ทรงสัญญาจะมอบชีวิตนิรันดร์ที่พระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อให้ได้มา ไม่มีจุดหมายใดสูงกว่านี้ ที่เราควรเลือกยอมรับการฝึกฝนของพระองค์ เป็นสานุศิษย์ของพระองค์ และทำงานของพระองค์ตลอดชีวิตเรา ไม่มีสิ่งใด ไม่มีการเลือกใดอีกแล้วที่จะหล่อหลอมเราได้อย่างพระองค์

    ขณะนึกถึงคนที่พยายามทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดและเดินในหนทางของพระองค์ ข้าพเจ้านึกถึงชื่อของกุสตาฟและมาร์กาเร็ต แว็คเกอร์ขึ้นมาทันที สองคนนี้เป็นเหมือนพระคริสต์มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก พวกเขาเป็นคนเยอรมันโดยกำเนิด อพยพไปอยู่ทางตะวันออกของแคนาดา และข้าพเจ้าพบพวกเขาเมื่อรับใช้เป็นประธานคณะเผยแผ่ที่นั่น บราเดอร์แว็คเกอร์ประกอบอาชีพช่างตัดผม แม้จะมีรายได้จำกัดแต่พวกเขาแบ่งปันทั้งหมดที่มี พวกเขาไม่มีบุตร แต่เลี้ยงดูทุกคนที่เข้ามาในบ้าน ชายหญิงผู้มีการศึกษาและสติปัญญาปราดเปรื่องต่างค้นหาผู้รับใช้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนและไม่รู้หนังสือสองคนนี้ของพระผู้เป็นเจ้าและนับว่าตนโชคดีถ้าได้อยู่กับพวกเขาสักหนึ่งชั่วโมง

    พวกเขามีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นและเข้าใจยากบางครั้ง บ้านของพวกเขาไม่หรูหรา พวกเขาไม่มีรถยนต์หรือโทรทัศน์ ไม่มีสิ่งใดที่โลกมักจะสนใจ ถึงกระนั้นคนซื่อสัตย์ก็ยังเดินทางมาถึงบ้านของพวกเขาเพื่อรับขวัญกำลังใจที่นั่น บ้านของพวกเขาเป็นสวรรค์บนแผ่นดินโลก และวิญญาณที่ฉายออกมาคือสันติสุขอันบริสุทธิ์และคุณความดี

    เรามีวิญญาณนั้นได้เช่นกันและแบ่งปันกับโลกได้ขณะเดินตามหนทางของพระผู้ช่วยให้รอดและทำตามแบบอย่างที่เพียบพร้อมของพระองค์

    เราอ่านคำตักเตือนในสุภาษิตว่า “จงทำหนทางแห่งเท้าของเจ้าให้ราบ”19 ขณะทำเช่นนั้นเราจะมีศรัทธา แม้ความปรารถนาจะเดินบนหนทางที่พระเยซูทรงดำเนิน เราจะไม่มีความสงสัยขณะอยู่บนหนทางที่พระบิดาทรงประสงค์ให้เราเดินตาม แบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอดสร้างกรอบให้ทุกสิ่งที่เราทำ และพระวจนะของพระองค์ให้การนำทางที่เชื่อถือได้ หนทางของพระองค์จะนำเรากลับบ้านอย่างปลอดภัย ขอให้สิ่งนี้เป็นพรของเรา ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนในพระนามของพระเยซูคริสต์ผู้ที่ข้าพเจ้ารัก รับใช้ และเป็นพยานถึง เอเมน