2010–2019
การปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของเรา
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

การปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของเรา

เราต้องให้ความรักของพระเยซูคริสต์นำทางเราหากเราต้องการทราบความต้องการของคนที่เราช่วยได้

ในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย เราได้รับโอกาสและพรส่วนตัวในการรับใช้ ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าเป็นสมาชิก ข้าพเจ้ารับใช้ในหลายวิธี ดังที่บราเดอร์อูดิน ฟาลาเบยา บิดาของเอ็ลเดอร์เอนริเก อาร์. ฟาลาเบยาเคยกล่าวไว้ว่า “บุคคลที่รับใช้ก็มีค่า แต่บุคคลที่ไม่รับใช้ก็ย่อมไร้ค่า” นี่คือถ้อยคำที่ต้องเก็บไว้ในความนึกคิดและในใจเรา

เมื่อข้าพเจ้าแสวงหาการนำทางระหว่างการรับใช้ ข้าพเจ้าพบการปลอบโยนในการจดจำว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงเน้นไปที่บุคคลและครอบครัว ความรักและความอ่อนโยนที่พระองค์ทรงมีต่อปัจเจกบุคคลได้สอนข้าพเจ้าว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของบุตรธิดาของพระบิดาบนสวรรค์ทุกคนและเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะทำให้แน่ใจว่าแต่ละคนได้รับการปฏิบัติและเสริมสร้างความเข้มแข็งโดยพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

ในพระคัมภีร์กล่าวว่า

“จำไว้ว่าค่าของจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า…

“และหากเป็นไปว่าเจ้าจะทำงาน ตลอด วันเวลาของเจ้า…และนำ, แม้จิตวิญญาณเดียว มาหาเรา, ปีติของเจ้าพร้อมกับเขาจะใหญ่หลวงเพียงใดในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา!”1

ทุกจิตวิญญาณมีค่ายิ่งต่อพระผู้เป็นเจ้า เพราะเราคือบุตรธิดาของพระองค์และเรามีศักยภาพที่จะเป็นดังที่พระองค์ทรงเป็น2

เราต้องให้ความรักของพระเยซูคริสต์นำทางเราหากเราต้องการทราบความต้องการของคนที่เราช่วยได้ คำสอนของพระเจ้าของเรา พระเยซูคริสต์ แสดงวิธีการแก่เราและนั่นคือวิธีที่การปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวเริ่มต้น กล่าวคือ ค้นพบความต้องการ จากนั้นตอบสนอง ดังที่ซิสเตอร์ลินดา เค. เบอร์ตัน ประธานสมาคมสงเคราะห์สามัญกล่าวว่า “สังเกตก่อน แล้วรับใช้”3

ประธานโธมัส เอส. มอนสัน เป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมถึงหลักธรรมนี้ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2005 ท่านกำลังควบคุมการประชุมใหญ่ผู้นำฐานะปุโรหิตในเปอร์โต ริโกเมื่อท่านสาธิตวิธีที่พระผู้ช่วยให้รอดกับผู้รับใช้ของพระองค์ให้การรับใช้ผ่านการปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัว ในตอนท้ายของการประชุมที่ยอดเยี่ยมนั้น ประธานมอนสันเริ่มทักทายผู้นำฐานะปุโรหิตที่เข้าร่วมการประชุม ทันใดนั้น ท่านสังเกตเห็นคนหนึ่งกำลังมองดูทุกสิ่งอยู่ไกลๆ ตามลำพัง

ประธานมอนสันเดินออกจากลุ่มคนไปหาบราเดอร์คนนั้นและคุยกับเขา โฮเซ อาร์. ซาเยส เล่าให้ท่านฟังด้วยความรู้สึกว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ที่ท่านเข้าไปหาเขาและเป็นคำตอบการสวดอ้อนวอนของเขากับโยลันดา ภรรยาของเขาที่ได้ทูลขอก่อนการประชุม เขาเล่าให้ประธานมอนสันฟังว่าสุขภาพของลูกสาวกำลังทรุดหนักและเขามีจดหมายจากภรรยาที่ต้องการยื่นให้ประธานมอนสัน บราเดอร์ซาเยสบอกภรรยาว่าเป็นไปไม่ได้เพราะประธานสอนสันจะยุ่งมาก ประธานมอนสันฟังเรื่องราวและขอจดหมายแล้วอ่านในใจ จากนั้นท่านเก็บจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อสูทแล้วบอกบราเดอร์ซาเยสว่าท่านจะทำตามคำขอของพวกเขา

ในวิธีนี้ ครอบครัวดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากพระเจ้าของเรา พระเยซูคริสต์ โดยผ่านผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพเจ้าเชื่อพระวจนะของพระผู้ช่วยให้รอดในคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดีที่กล่าวกับเราว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น”4

วันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1998 พายุเฮอร์ริเคนจอร์เจสถล่มเปอร์โตริโก ยังความเสียหายมหันต์ ซิสเตอร์มาร์ติเนซ ลูกห้าคนและข้าพเจ้าเอาตัวรอดจากพายุลูกใหญ่และกำลังลมเฮอร์ริเคนโดยหลบอยู่ในบ้าน อย่างไรก็ดี เราอยู่รอดได้สองสัปดาห์โดยไม่มีน้ำและไฟฟ้า

เมื่อน้ำของเราหมด การหามาเพิ่มเป็นเรื่องที่ยาก ข้าพเจ้าจะไม่มีวันลืมพี่น้องชายที่ปฏิบัติต่อเราโดยการจัดหาน้ำที่มีค่านั้น อีกทั้งจะไม่ลืมพี่น้องสตรีที่รับใช้เราด้วยวิธีเปี่ยมด้วยความรัก

เกอร์แมน โคลอนมาหาเราที่บ้านพร้อมกับถังน้ำพลาสติกขนาดใหญ่บนรถบรรทุก เขาบอกเราว่าเขาทำแบบนี้เพราะ ในคำพูดของเขา “ผมรู้ว่าคุณมีลูกเล็กที่ต้องการน้ำ” สองวันต่อมาบราเดอร์โนเอล มูนอซและเฮอร์มินิโอ โกเมซ บรรทุกแท็งก์น้ำขนาดใหญ่สามแท็งก์มาบนรถกระบะ พวกเขามาที่บ้านเราอย่างไม่คาดฝันและเติมน้ำดื่มลงทุกขวดที่มีและเชื้อเชิญเพื่อนบ้านของเราให้มาเติมด้วยเช่นกัน

การสวดอ้อนวอนของเราได้รับคำตอบโดยการปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของพวกเขา ใบหน้าของพี่น้องชายสามคนนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความรักที่พระเยซูคริสต์ทรงมีต่อพวกเรา และการรับใช้ของพวกเขา—อีกนัยหนึ่ง การปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของพวกเขา—นำมาสู่ชีวิตเรามากกว่าน้ำดื่ม ถึงบุตรธิดาทุกคนของพระผู้เป็นเจ้า การรู้ว่าผู้คนสนใจและกำลังเอาใจใส่ความผาสุกของเขานั้นสำคัญ

ข้าพเจ้าเป็นพยานต่อท่านว่าพระบิดาบนสวรรค์และพระเจ้าของเรา พระเยซูคริสต์ ทรงรู้จักเราแต่ละคนและเป็นการส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองพระองค์จึงทรงจัดหาสิ่งที่เราต้องการเพื่อเราจะมีโอกาสบรรลุศักยภาพแห่งสวรรค์ของเรา ตลอดทางพระองค์ทรงวางผู้คนที่จะช่วยเหลือเรา จากนั้น เมื่อเรากลายเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระองค์เราจะสามารถรับใช้และช่วยเหลือคนเหล่านั้นที่พระองค์ทรงแสดงแก่เราโดยการเปิดเผย

ในวิธีนี้ พระเจ้า พระเยซูคริสต์จะทรงเอื้อมออกไปยังบุตรธิดาทุกคนของพระบิดาบนสวรรค์ พระผู้เลี้ยงที่ดีจะรวมแกะทุกตัวของพระองค์ พระองค์จะทรงทำเช่นนั้นทีละคนเมื่อพวกเขาใช้สิทธิ์เสรีทางศีลธรรมเป็นอย่างดี—หลังจากได้ยินเสียงผู้รับใช้ของพระองค์และรับการปฏิบัติศาสนกิจจากคนเหล่านั้น จากนั้น พวกเขาจะจำเสียงของพระองค์ได้และพวกเขาจะตามพระองค์ การปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวดังกล่าวสำคัญต่อการรักษาพันธสัญญาบัพติศมาของเรา

ในทำนองเดียวกัน การเป็นแบบอย่างสานุศิษย์ที่ดีของพระเยซูคริสต์เป็นสัญลักษณ์ที่ดีที่สุดในการแนะนำคนที่เราสามารถแบ่งปันพระกิตติคุณของพระองค์ได้ เมื่อเราอ้าปากและแบ่งปันพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ที่ได้รับการฟื้นฟู เรากลายเป็น “ผู้ช่วยเลี้ยงแกะของพระองค์” มีหน้าที่บำรุงเลี้ยงแกะในทุ่งของพระองค์และลูกแกะในฝูงของพระองค์”5 เรากลายเป็น “คนอ่อนแอและคนต่ำต้อย”6 “ผู้หาคนดั่งหาปลา”7

การรับใช้และการปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของเราไม่ได้ถูกจำกัดไว้เฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เราสามารถทำงานให้คนที่ล่วงลับได้เช่นกัน—เพื่อคนที่อยู่ในโลกวิญญาณและผู้ที่ไม่เคยมีโอกาสได้รับศาสนพิธีแห่งความรอดของพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ในช่วงชีวิตแห่งมรรตัย อีกทั้ง เราสามารถเก็บบันทึกและเขียนประวัติครอบครัวเพื่อหันใจคนที่มีชีวิตไปหาคนที่มีชีวิต—เช่นเดียวกับใจของผู้มีชีวิตไปหาบรรพชนของพวกเขา ทั้งหมดนี้คือการเชื่อมโยงครอบครัวของเรา รุ่นสู่รุ่นในพันธะนิรันดร์ เมื่อเราทำเช่นนี้ เรากลายเป็น “พวกกู้ชาติ…ที่ภูเขาศิโยน”8

เรามีโอกาศพิเศษในการเป็นเครื่องมือในพระหัตถ์ของพระองค์ เราสามารถเป็นเช่นนั้นในการแต่งงาน ในครอบครัวของเรา กับมิตรสหายและเพื่อนมนุษย์ของเรา นั่นคือการปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัวของเราในฐานะสานุศิษย์ที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์

“ประชาชาติทั้งหมดจะมาประชุมกันเฉพาะพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกพวกเขาออกจากกันเหมือนผู้เลี้ยงแกะแยกแกะออกจากแพะ

“พระองค์จะทรงจัดให้ฝูงแกะอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์และฝูงแพะอยู่เบื้องซ้าย

“ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะตรัสกับพวกที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก

“เพราะว่าเมื่อเราหิว พวกท่านก็จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำ ท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้าพวกท่านก็ต้อนรับเรา

“เราเปลือยกายพวกท่านก็ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็มาดูแลเรา เมื่อเราอยู่ในคุก พวกท่านก็มาเยี่ยมเรา’

“เวลานั้นบรรดาคนชอบธรรมจะกราบทูลว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวและจัดให้เสวยหรือทรงกระหายน้ำ และจัดมาถวายนั้นตั้งแต่เมื่อไร?

“ที่พวกข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้าและได้ต้อนรับไว้หรือเปลือยพระกายและสวมฉลองพระองค์ให้นั้นตั้งแต่เมื่อไร?

“ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือทรงถูกจำคุก และมาเฝ้าพระองค์นั้นตั้งแต่เมื่อไร?

“แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่า ซึ่งพวกท่านได้ทำกับคนใดคนหนึ่งที่เล็กน้อยที่สุดในพี่น้องของเรานี้ ก็เหมือนทำกับเราด้วย”9

ขอให้เราทำเช่นเดียวกันนี้ คือคำสวดอ้อนวอนของข้าพเจ้าในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน