2010–2019
ฉันเป็นลูกพระผู้เป็นเจ้า
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

ฉัน เป็น ลูกพระผู้เป็นเจ้า

ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมรดกสวรรค์ของเราสำคัญยิ่งต่อความสูงส่ง

หลักคำสอนพื้นฐานที่สุดของเรารวมถึงความรู้ที่ว่าเราเป็นลูกของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์ นั่นคือเหตุผลที่พระนามของพระองค์คือ พระบิดา—พระบิดาบนสวรรค์ หลักคำสอนนี้สอนไว้อย่างชัดเจนโดยศาสดาพยากรณ์ทุกยุคทุกสมัย:

  • เมื่อซาตานมาล่อลวงโมเสส ท่านปฏิเสธโดยกล่าวว่า “ท่านเป็นใครเล่า? เพราะดูเถิด, ข้าพเจ้าเป็น บุตรคนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า1

  • ผู้เขียนหนังสือสดุดีกล่าวกับอิสราเอลโดยแถลงว่า “เจ้าทั้งหลายเป็น บุตรองค์ผู้สูงสุด2

  • เปาโลสอนชาวเอเธนส์บนเนินเขามาร์สว่าพวกเขาเป็น “เชื้อสายของพระเจ้า”3

  • โจเซฟ สมิธและซิดนีย์ ริกดัน ได้รับนิมิตที่พวกท่านเห็นพระบิดาและพระบุตร และสุรเสียงจากสวรรค์ประกาศว่าผู้อยู่อาศัยบนโลกนี้ “เป็น บุตรและธิดาที่ถือกำเนิดของพระผู้เป็นเจ้า4

  • ในปี 1995 อัครสาวกและศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่ 15 คนยืนยันว่า “มนุษย์ทั้งหลาย … ได้รับการสร้างในรูปลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่ละคนเป็น ปิยบุตรหรือปิยธิดาทางวิญญาณของพระบิดาพระมารดาบนสวรรค์5

  • ประธานโธมัส เอส. มอนสันเป็นพยานว่า “เราเป็น บุตรและธิดาของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์… เราจะมีความเชื่อมั่นเช่นนั้นไม่ได้เลยหากเราไม่เกิดความเข้าใจอันลึกซึ้งถึงพลังและอำนาจ”6

หลักคำสอนนี้เป็นพื้นฐาน มีผู้กล่าวถึงบ่อยและเรียบง่ายดุจสัญชาตญาณจนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งที่ในความจริงเป็นหนึ่งในความรู้ที่เหนือธรรมดาที่สุดที่เราสามารถรับรู้ได้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมรดกสวรรค์ของเราสำคัญยิ่งต่อความสูงส่ง นี่ เป็นเรื่องพื้นฐานต่อความเข้าใจในแผนแห่งความรอดอันเลิศล้ำ และต่อการบำรุงเลี้ยงศรัทธาในพระบุตรหัวปีของพระบิดา พระเยซู พระคริสต์ และการชดใช้อันเปี่ยมเมตตาของพระองค์7 นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดแรงจูงใจที่ต่อเนื่องให้เราทำและรักษาพันธสัญญานิรันดร์อันจำเป็นต่อเราอย่างยิ่ง

ทุกคนในที่ประชุมนี้สามารถร้องเพลง “ฉันลูกพระผู้เป็นเจ้า”8 ได้ในทันทีโดยไม่ต้องมีเนื้อเพลงหรือโน้ตดนตรีเป็นลายลักษณ์อักษร คนที่ทำไม่ได้คงมีน้อยมาก เพลงสวดอันเป็นที่ชื่นชอบนี้ขับร้องกันบ่อยที่สุดในศาสนจักร แต่ที่สำคัญ เรารู้จักเพลงนี้ จริง หรือไม่ เรารู้จักเพลงนี้ในความคิด จิตใจ และจิตวิญญาณหรือไม่ การถือกำเนิดจากพระบิดาพระมารดาสวรรค์เป็นอัตลักษณ์ที่เราคำนึงถึงก่อนและลึกซึ้งที่สุดหรือไม่

บนโลกใบนี้ เราระบุอัตลักษณ์ตนเองอยู่หลายวิธี รวมถึง สถานที่เกิด สัญชาติ และภาษา บางคนถึงกับระบุอัตลักษณ์ตนเองด้วยงานอาชีพหรืองานอดิเรก อัตลักษณ์ทางโลกเหล่านี้ไม่ผิด นอกจาก จะเข้ามาแทนที่หรือแทรกแซงอัตลักษณ์นิรันดร์ของเรา—นั่นคือการเป็นบุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า

เมื่อลูกคนสุดท้องของเราอายุหกขวบและเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่หนึ่ง ครูของเธอให้นักเรียนทำงานมอบหมายในห้องเรียน ขณะนั้นเป็นเดือนตุลาคม เดือนฮาโลวีน บางภูมิภาคในโลกจัดเป็นวันหยุด ส่วนข้าพเจ้าไม่ชอบวันหยุดนี้เท่าไรนัก ข้าพเจ้าคิดว่าฮาโลวีนคงมีแง่มุมที่ไม่เป็นพิษภัยและทำให้เป็นที่ยอมรับอยู่บ้าง

คุณครูส่งกระดาษให้นักเรียนคนละแผ่น ด้านบนเป็นร่างภาพวาดของแม่มดในเทพนิยาย (ข้าพเจ้าบอกแล้วว่าไม่ชอบวันหยุดนี้เท่าไรนัก) ยืนอยู่เหนือหม้อต้มใบใหญ่ คำถามที่อยู่ในหน้ากระดาษนั้น เป็นคำถามที่กระตุ้นจินตนาการของเด็กๆ และทดสอบทักษะการเขียนที่กำลังพัฒนาของพวกเขาโดยถามว่า “พวกเธอเพิ่งซดน้ำต้มกลั่นของแม่มดไปถ้วยนึง จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ” โปรดทราบ ที่เล่าเรื่องนี้ไม่ได้ประสงค์จะให้คุณครูเอาเป็นแบบอย่าง

“พวกเธอเพิ่งซดน้ำต้มกลั่นของแม่มดไปถ้วยนึง จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอ?” ด้วยสุดฝีมือของนักเขียนหัดใหม่ ลูกน้อยของเราเขียนไปว่า “หนูจะตายแล้วจะไปอยู่ในสวรรค์ หนูจะชอบที่นั่น หนูชอบเพราะที่นั่นดีที่สุดเพราะคุณจะได้อยู่กับพระบิดาบนสวรรค์ของคุณ” คำตอบนี้ออกจะทำให้ครูประหลาดใจ แต่เมื่อลูกสาวนำงานมอบหมายที่เสร็จเรียบร้อยแล้วกลับมาบ้าน เราสังเกตเห็นว่าเธอได้รับดาวหนึ่งดวง ซึ่งเป็นคะแนนสูงสุด

ในชีวิตจริง เราเผชิญกับความยากลำบากที่แท้จริงไม่ใช่ในจินตนาการ มีความเจ็บปวด—ทั้งทางร่างกาย อารมณ์และวิญญาณ ต้องหัวใจสลายเมื่อสถานการณ์แตกต่างไปจากที่เราคาดหมายมาก มีความอยุติธรรมเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สมควรได้รับ มีความผิดหวังเมื่อคนที่เราวางใจไม่ช่วยเรา มีปัญหาด้านสุขภาพและการเงินที่ทำให้สับสนวุ่นวาย อาจมีเวลาของความสงสัยเมื่อเนื้อหาในหลักคำสอนหรือประวัติศาสตร์เกินความเข้าใจในปัจจุบันของเรา

เมื่อเรื่องยากลำบากเกิดขึ้นในชีวิต การตอบสนองที่เกิดขึ้นทันทีของเราคืออะไร สับสน สงสัย หรือท้อถอยทางวิญญาณหรือ ศรัทธาสั่นสะเทือนหรือไม่ โทษพระผู้เป็นเจ้าหรือผู้อื่นสำหรับสถานการณ์นั้นหรือไม่ หรือการตอบสนองแรกของเราคือไม่ลืมว่าเราเป็นใคร—ไม่ลืมว่าเราคือลูกของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยรัก และสิ่งนั้นมาพร้อมกับความวางใจยิ่งว่าพระองค์ทรงปล่อยให้เกิดความทุกข์ทางโลก เพราะ ทรงทราบว่า นั่นจะเป็นพรแก่เรา ดุจไฟถลุงแร่ ที่ทำให้เราเป็นเหมือนพระองค์และเพื่อรับมรดกนิรันดร์ของเรา9

ไม่นานมานี้ข้าพเจ้าอยู่ในการประชุมกับเอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์ ในการสอนหลักธรรมที่ว่าชีวิตมรรตัยอาจเป็นความทุกข์ยากแต่ความยากลำบากมีจุดประสงค์นิรันดร์—แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจในขณะนั้น—เอ็ลเดอร์ฮอลแลนด์กล่าวว่า “ท่านอาจได้สิ่งที่ท่านต้องการ หรือท่านอาจได้บางสิ่งที่ดีกว่า”

เมื่อห้าเดือนก่อน ภรรยาข้าพเจ้า ไดแอนและข้าพเจ้าไปทวีปแอฟริกากับเอ็ลเดอร์และซิสเตอร์ เดวิด เอ. เบดนาร์ ประเทศที่หก ประเทศสุดท้ายที่เราไปเยือนคือประเทศไลบีเรีย ไลบีเรียเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนเป็นคนดี และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน แต่ความเป็นอยู่ที่นั่นไม่ง่าย ทศวรรษแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองและสงครามกลางเมือง ทำให้ทุกข์ภัยจากความยากจนรุนแรงขึ้น ยิ่งกว่านั้นโรคร้ายอีโบลายังคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 5,000 คนจากการระบาดครั้งล่าสุด เราเป็นผู้นำศาสนจักรกลุ่มแรกจากนอกเขตที่ไปเยี่ยมมอนโรเวีย ซึ่งเป็นเมืองหลวง ตั้งแต่องค์การอนามัยโลกประกาศว่าปลอดภัยที่จะเข้าไปได้หลังวิกฤตอีโบลา

เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งที่ร้อนชื้นมาก เราเดินทางไปยังสถานที่ประชุมที่เช่าไว้กลางใจเมือง เก้าอี้ทุกตัวที่หาได้นำมาจัดวาง รวมแล้ว 3,500 ตัว จำนวนผู้เข้าประชุมนับถึงช่วงสุดท้ายได้ 4,100 คน เกือบทุกคนต้องเดินเท้ามาหรือบางคนมากับการขนส่งสาธารณะที่ไม่สะดวกสบายนัก ไม่ง่ายเลยที่วิสุทธิชนจะมาชุมนุมกัน แต่พวกเขาก็มา ส่วนใหญ่มาถึงก่อนเวลานัดประชุมหลายชั่วโมง เมื่อเราเข้าไปในห้องโถง บรรยากาศทางวิญญาณชวนให้ตื่นเต้น! วิสุทธิชนพร้อมรับการสอน

เมื่อผู้พูดยกข้อพระคัมภีร์ สมาชิกจะอ่านออกเสียงข้อนั้นดังๆ ไม่สำคัญว่า—ข้อพระคัมภีร์จะสั้นหรือยาว ทุกคนในที่ประชุมจะอ่านเป็นเสียงเดียวกัน ขณะนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้คำแนะนำเรื่องนี้ แต่แน่นอนนั่นเป็นเรื่องที่น่าประทับใจที่พวกเขาทำได้ และคณะนักร้องประสานเสียง—เปี่ยมพลังมาก โดยมีผู้อำนวยเพลงที่กระตือรือร้นและเยาวชนชายอายุ 14 ปีเล่นคีย์บอร์ด สมาชิกขับร้องอย่างมีชีวิตชีวาและเข้มแข็ง

ถึงเวลาที่เอ็ลเดอร์เบดนาร์จะพูด แน่นอน นี่คือช่วงเวลาที่คาดหมายว่าจะเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการชุมนุม—ที่จะฟังอัครสาวกสอนและเป็นพยาน ด้วยการนำทางด้านวิญญาณอย่างชัดเจน ตอนหนึ่งของคำปราศรัย เอ็ลเดอร์เบดนาร์หยุดและกล่าวว่า “ท่านรู้จัก ‘ฐานมั่นคงหนักหนา’ หรือไม่”

ดูเหมือนทั้ง 4,100 จะตอบพร้อมกันจนเสียงกระหึ่มว่า “รู้!”

จากนั้นท่านถามว่า “รู้จักข้อ 7 หรือไม่”

ทั้งกลุ่มตอบอีกครั้งว่า “รู้!”

การเรียบเรียงเพลงสวดอันทรงพลัง “ฐานมั่นคงหนักหนา” ซึ่งขับร้องโดยคณะนักร้องประสานเสียงมอรมอนแทเบอร์นาเคิล เมื่อ 10 ปีก่อนมีข้อ 7 ด้วย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ขับร้องมากนัก เอ็ลเดอร์เบดนาร์แนะนำว่า “ให้พวกเราร้องข้อ 1, 2, 3 และ 7”

โดยไม่ลังเลผู้อำนวยเพลงคณะนักร้องประสานเสียงผุดลุกขึ้นและผู้เล่นดนตรีที่ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนก็เริ่มบรรเลงคอร์ดอินโทรอย่างแข็งขันทันที ด้วยระดับความเชื่อมั่นที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนในการขับร้องเพลงสวดของที่ประชุม เราร้องข้อ 1 2 และ 3 จากนั้นระดับความดังและพลังทางวิญญาณก็ยกระดับขึ้นเมื่อเสียงของคน 4,100 คนขับร้องข้อที่เจ็ดและประกาศก้องว่า

จิตวิญญาณที่พักพิงพึ่งพระเยซูมา

เราไม่สามารถจะทิ้งเขาให้เหล่าศัตรู

แม้หมู่มวลนรกจะเขย่าโยกสั่นไหว

เราจะไม่มีวันทอดทิ้งจิตวิญญาณใด

เราจะไม่มีวันทอดทิ้งจิตวิญญาณใด!10

จากหนึ่งในเหตุการณ์ทางวิญญาณที่โดดเด่นที่สุดในชีวิต ข้าพเจ้าได้รับการสอนบทเรียนอันลึกซึ้งในวันนั้น เราอาศัยอยู่ในโลกที่อาจเป็นเหตุให้เราลืมได้ว่าที่จริงเราเป็นใคร สิ่งรบกวนรอบข้างยิ่งมาก ก็ยิ่งง่ายต่อเราที่จะปฏิบัติอย่างขอไปที จากนั้นก็ละเลย แล้วก็ลืมการเชื่อมโยงของเรากับพระผู้เป็นเจ้า วิสุทธิชนในไลบีเรียมีเรื่องทางวัตถุน้อย และยังดูเหมือนว่าทุกเรื่องจะเป็นเรื่องทางวิญญาณไปหมด สิ่งที่เราประจักษ์แก่สายตาในวันนั้นที่มอนโรเวียคือกลุ่มบุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้า—ที่รู้จักตัวเอง!

ในโลกทุกวันนี้ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าสถานการณ์ของเราจะเป็นเช่นไร เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่อัตลักษณ์เหนืออัตลักษณ์อื่นใดของเราคือการเป็นลูกพระผู้เป็นเจ้า การรู้ เช่นนั้นจะช่วยให้ศรัทธาของเรางอกงาม จะจูงใจให้เรากลับใจอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดพลังที่จะแน่วแน่และไม่หวั่นไหวตลอดการเดินทางมรรตัยของเรา11 ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน