2010–2019
พระองค์ทรงขอให้เราเป็นพระหัตถ์ของพระองค์
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

พระองค์ทรงขอให้เราเป็นพระหัตถ์ของพระองค์

การรับใช้เหมือนพระคริสต์ที่แท้จริงคือการไม่เห็นแก่ตนเองและใส่ใจผู้อื่น

“จงรักกันและกัน; ดังเรานั้นรักเจ้า” 1 บทเพลงจากคณะนักร้องประสานเสียงเป็นพระดำรัสของพระเยซูซึ่งตรัสเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการพลีพระชนม์ชีพเพื่อการชดใช้อันยิ่งใหญ่ การเสียสละที่เอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์บรรยายว่าเป็น “ปรากฏการณ์ของความรักบริสุทธิ์ที่เกริกก้องที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โลก” 2

พระเยซูไม่เพียงสอนให้เรารัก แต่พระองค์ยังดำเนินพระชนม์ชีพตามที่ทรงสอนด้วย ตลอดการปฏิบัติศาสนกิจของพระองค์ พระเยซู “เสด็จไปทำคุณประโยชน์” 3 และ“ทรงวิงวอนให้ทุกคนทำตามแบบอย่างของพระองค์” 4 พระองค์ทรงสอนว่า “เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด คนนั้นจะเสียชีวิต แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา คนนั้นจะได้ชีวิตรอด” 5

ประธานโธมัส เอส. มอนสัน ผู้เข้าใจและดำเนินชีวิตตามคำสอนให้รัก กล่าวดังนี้ “ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงกำลังบอกเราว่าจนกว่าเราจะไม่นึกถึงตนเองในการรับใช้ผู้อื่น ชีวิตเราจะมีความหมายขึ้นมาบ้าง ผู้ที่มีชีวิตอยู่เพื่อตนเองเท่านั้นจะเหี่ยวแห้งไปในที่สุด…ประหนึ่งสูญเสียชีวิต ขณะที่ผู้ไม่นึกถึงตนเองในการรับใช้ผู้อื่นเติบโตและเบิกบาน ผลก็คือมีชีวิตรอด”6

การรับใช้เหมือนพระคริสต์ที่แท้จริงคือการไม่เห็นแก่ตนเองและใส่ใจผู้อื่น สตรีคนหนึ่งซึ่งดูแลสามีพิการของเธออธิบายว่า “อย่าคิดว่างานของท่านคือภาระ ให้คิดว่านี่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร” 7

ซิสเตอร์ซอนดรา ดี. ฮีสตันกล่าวในการให้ข้อคิดทางวิญญาณที่บีวายยูว่า “จะเป็นอย่างไรหากเรามองเข้าไปในใจผู้อื่นได้ เราจะเข้าใจกันมากขึ้นไหม เมื่อรู้สึกอย่างที่ผู้อื่นรู้สึก เห็นอย่างที่ผู้อื่นเห็น และได้ยินอย่างที่ผู้อื่นได้ยิน เราจะใช้เวลาในการรับใช้และปฏิบัติต่อผู้อื่นต่างไปจากเดิมไหม เราจะปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความอดทนมากขึ้น มีน้ำใจมากขึ้น และ มีความอดกลั้นมากขึ้นไหม”

ซิสเตอร์ฮีสตันแบ่งปันประสบการณ์เมื่อเธอรับใช้ที่ค่ายเยาวชนหญิง เธอกล่าวว่า

“ผู้พูดให้ข้อคิดทางวิญญาณคนหนึ่งสอนเราเกี่ยวกับ ‘การเป็น’ ข้อความหนึ่งในคำพูดของเธอ…คือ ‘จงเป็นผู้ที่เอื้อมออกไปทำความรู้จักและรับใช้ผู้อื่น—โยนกระจกเงาทิ้งและมองออกไปนอกหน้าต่าง’

Conceptual photography

“เพื่อสาธิตสิ่งนี้ เธอขอให้เยาวชนหญิงคนหนึ่งออกมาและให้เยาวชนหญิงคนนั้นยืนหันหน้าเข้าหาเธอ [เธอ] หยิบกระจกเงาบานหนึ่งมาถือไว้ระหว่างเยาวชนหญิงคนนั้นกับเธอ เพื่อว่าเมื่อเธอ [ผู้พูด] มองไปยังกระจกเงาขณะพูดกับเยาวชนหญิงคนนั้น ไม่แปลกใจเลย การสนทนานี้ไม่มีประสิทธิภาพและไม่จริงใจ นี่เป็นบทเรียนที่ใช้สื่ออุปกรณ์อันทรงพลังเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการยากเพียงใดในการสื่อสารและรับใช้ผู้อื่นหากเรามัวแต่กังวลเกี่ยวกับตัวเราเอง และคำนึงถึงแต่ความต้องการของตนเอง เมื่อ[เธอ]นำกระจกออกไป และวางกรอบหน้าต่างไว้ระหว่างใบหน้าของเธอกับเยาวชนหญิงคนนั้น…เราเห็นได้ว่าเยาวชนหญิงคนนั้นกลายเป็นจุดสนใจ [ของเธอ] และการรับใช้ที่แท้จริงเรียกร้องให้เราใส่ใจความต้องการและอารมณ์ของผู้อื่น บ่อยครั้งเรากังวลเกี่ยวกับตัวเราเองและความยุ่งยากในชีวิตเรา—เมื่อเราหมกมุ่นกับเรื่องของตนเองขณะพยายามมองหาโอกาสรับใช้—ภาพที่มองผ่านหน้าต่างออกไปจึงไม่ชัดเจน”8

Conceptual photography

ประธานมอนสันมักจะเตือนเราว่า “มีผู้ต้องการความเอาใจใส่ กำลังใจ ความช่วยเหลือ การปลอบโยนและความเมตตาอยู่รายรอบเรา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นสมาชิกในครอบครัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือคนแปลกหน้า” ท่านกล่าวว่า “เราคือพระหัตถ์ของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก โดยมีพระบัญชาให้รับใช้และให้กำลังใจบุตรธิดาของพระองค์ พระองค์ทรงพึ่งพาเราทุกคน”9

Friend Magazine, 2015/01 Jan

เดือนมกราคมปีที่แล้ว นิตยสาร Friend และ เลียโฮนา เชื้อเชิญให้เด็กทั่วโลกทำตามคำแนะนำของประธานมอนสัน ในการเป็นพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยเชื้อเชิญให้เด็กๆ รับใช้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และพวกเขาได้รับการกระตุ้นให้ลากเส้นตามรอยมือไปบนแผ่นกระดาษ ตัดตามรอยวาด เขียนบนกระดาษว่าพวกเขารับใช้อะไร และส่งไปยังนิตยสารเหล่านี้ พวกท่านหลายคนที่กำลังฟังอยู่ในคืนนี้อาจอยู่ในกลุ่มเด็กๆ หลายพันคนที่รับใช้ด้วยความรักและส่งจดหมายเข้ามา10

Childhood
We are His Hands (exhibit)

เมื่อเด็กเรียนรู้วิธีรักและรับใช้ผู้อื่นตั้งแต่วัยเยาว์ พวกเขาวางรูปแบบการรับใช้ให้ตนเองไปตลอดชีวิต บ่อยครั้งเด็กสอนเราว่าการแสดงความรักและการรับใช้ที่มีความหมายและสร้างความแตกต่างนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต

ครูปฐมวัยคนหนึ่งแบ่งปันตัวอย่างต่อไปนี้ “วันนี้” เธอกล่าว “ชั้นเรียนอายุห้าและหกขวบของเราทำสร้อยคอแห่งความรัก เด็กแต่ละคนวาดรูปบนแถบกระดาษ ชิ้นหนึ่งสำหรับตนเอง ชิ้นหนึ่งสำหรับพระเยซู และชิ้นอื่นๆ สำหรับสมาชิกในครอบครัวและคนที่พวกเขารัก เราติดกาวที่ปลายแถบกระดาษและนำมาบรรจบกันเป็นวงกลม ให้แถบกระดาษแต่ละชิ้นลอดผ่านอีกวงหนึ่งเพื่อทำเป็นห่วงโซ่และสุดท้ายกลายเป็นสร้อยคอแห่งความรัก ขณะเด็กๆ กำลังวาดรูป พวกเขาพูดเกี่ยวกับครอบครัวพวกเขา

“เฮเธอร์กล่าวว่า ‘ฉันคิดว่าพี่สาวไม่รักฉัน เราทะเลาะกันบ่อยมาก … ฉันเกลียดแม้แต่ตัวเอง ฉันมีชีวิตที่แย่มาก’ และเธอก็ซุกศีรษะกับแขนของเธอ

“ดิฉันคิดถึงสภาพการณ์ในครอบครัวของเธอและรู้สึกว่าเธออาจมีชีวิตที่แย่จริงๆ แต่หลังจากเฮเธอร์กล่าวเช่นนั้น แอนนาซึ่งนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะตอบกลับมาว่า ‘เฮเธอร์ ฉันจะวาดเธอในกระดาษและใส่เป็นสร้อยคอระหว่างตัวฉันกับพระเยซูเพราะพระองค์ทรงรักเธอและฉันก็รักเธอ’

“เมื่อแอนนากล่าวเช่นนั้น เฮเธอร์คลานลงไปใต้โต๊ะไปหาแอนนาและกอดเธอไว้แน่น

“เมื่อจบชั้นเรียน คุณยายของเธอมารับ เฮเธอร์กล่าวว่า ‘ทราบไหมคะคุณยาย พระเยซูทรงรักหนู’”

เมื่อเราเอื้อมออกไปด้วยความรักและการรับใช้ แม้ในวิธีที่เล็กน้อยที่สุด แต่ใจจะเปลี่ยนและอ่อนโยนลงเมื่อผู้อื่นรู้สึกถึงความรักของพระเจ้า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบางครั้งมีคนนับไม่ถ้วนรอบข้างเราผู้ต้องการให้เราช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระ จึงเป็นการยากที่จะตอบรับความต้องการเร่งด่วนที่มีอยู่มากมาย

พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านบางคนที่ฟังอยู่และรู้สึกว่ากำลังทำสุดความสามารถในการช่วยเหลือสมาชิกครอบครัวที่ขัดสน ขอให้ท่านระลึกว่าในงานที่ดูจำเจน่าเบื่อนี้ ท่าน​ก็“อยู่​ใน​การ​รับ​ใช้​พระผู้เป็นเจ้า​ของ​ท่าน​นั่นเอง” 11

บางท่านอาจรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าซึ่งจะเติมเต็มได้เมื่อท่านมองไปยังเพื่อนบ้านหรือชุมชนของท่านเพื่อหาโอกาสแบ่งเบาภาระให้ผู้อื่น

เราทุกคนสามารถรับใช้ด้วยกันได้ทุกวัน เราอยู่ในโลกแห่งความขัดแย้ง เรารับใช้เมื่อเราไม่วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อเราปฏิเสธที่จะนินทาว่าร้าย เมื่อเราไม่ตัดสินกัน เมื่อเรายิ้ม เมื่อเรากล่าวคำขอบคุณ เมื่อเราอดทนและมีเมตตา

การรับใช้แบบอื่นๆใช้เวลา ใช้ความตั้งใจในการวางแผน และพละกำลังพิเศษ แต่สิ่งเหล่านี้คุ้มค่าในทุกๆด้าน บางทีเราเริ่มได้โดยถามคำถามเหล่านี้กับตัวเราเอง

  • วันนี้ ฉันจะช่วยใครในแวดวงที่ฉันรู้จักได้บ้าง

  • ฉันมีเวลาและทรัพยากรอะไรบ้าง

  • มีวิธีใดบ้างที่ฉันจะใช้พรสวรรค์และทักษะของฉันเป็นพรแก่ผู้อื่น

  • เราจะทำอะไรเป็นครอบครัวได้บ้าง

ประธานดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟสอนว่า

“ท่านต้องทำ…ให้เหมือนสิ่งที่สานุศิษย์ของพระคริสต์ทำไว้ทุกสมัยการประทาน ปรึกษาหารือกัน ใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มี แสวงหาการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทูลถามการยืนยันจากพระเจ้า จากนั้นพับแขนเสื้อและออกไปทำงาน

“ข้าพเจ้าสัญญากับท่าน” ท่านกล่าว “ถ้าท่านทำตามแบบแผนนี้ ท่านจะได้รับการนำทางที่เจาะจงแต่ละด้านไม่ว่าจะเป็นการจัดหา สิ่งใด ให้ใคร เมื่อใดและที่ไหน ในวิธีของพระเจ้า”12

เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันสงสัยว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อพระผู้ช่วยให้รอดเสด็จมาอีกครั้ง ดิฉันนึกถึงการเสด็จเยือนชาวนีไฟ และพระองค์ตรัสถามว่า

“เจ้า​มี​ผู้​ใด​ที่​เจ็บป่วย​ใน​บรรดา​พวก​เจ้า​ไหม? จง​นำ​เขา​มา​ที่​นี่. พวก​เจ้า​มีค​น​ใด​ที่​เป็น​ง่อย, หรือ​ตาบอด, หรือ​ขา​เสีย, หรือ​พิการ, หรือ​เป็น​โรค​เรื้อน, หรือ​ที่​ผอมแห้ง, หรือ​ที่​หู​หนวก, หรือ​ที่​รับ​ทุกข์​ด้วย​ประการ​ใดๆไหม ? จง​นำ​พวก​เขา​มา​ที่​นี่​และ​เรา​จะ​รักษา​พวก​เขา, เพราะ​เรา​มีค​วาม​สงสาร​เจ้า; อุทร​ของ​เรา​เต็ม​ไป​ด้วย​ความ​เมตตา …

“… [พระผู้ช่วยให้รอด]​ทรงรักษา​เขา​ทุก​คน”13

เวลานี้ พระองค์ทรงขอให้เราเป็นพระหัตถ์ของพระองค์

ดิฉันทราบว่าความรักพระผู้เป็นเจ้าและเพื่อนบ้านนั่นเองที่นำความหมายมาสู่ชีวิต ขอให้เราทำตามแบบอย่างของพระผู้ช่วยให้รอด และพระบัญชาของพระองค์ให้เอื้อมออกไปช่วยผู้อื่นด้วยความรัก

ดิฉันเป็นพยานถึงความจริงในคำสัญญาของประธานเฮนรีย์ บี. อายริงก์ที่ว่า “หาก[เราจะ]ใช้ของประทาน [ของเรา] ในการรับใช้ผู้อื่น [เราจะ] รู้สึกถึงความรักของพระผู้ช่วยให้รอดที่มีต่อคนนั้น และ [เราจะ] รู้สึกถึงความรักที่พระองค์ทรงมี [ต่อเรา] เช่นกัน” 14 ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน

หมายเหตุ: เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2016 ซิสเตอร์เอสพลินได้รับการปลดจากที่ปรึกษาที่หนึ่งฝ่ายประธานปฐมวัยสามัญ