2010–2019
ของประทานแห่งการนำทางสำหรับเด็ก
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

ของประทานแห่งการนำทางสำหรับเด็ก

เราจะสอนลูกๆ ของเราให้สลัดอิทธิพลทางโลกและวางใจพระวิญญาณได้อย่างไร

คุณพ่อยังหนุ่มคนหนึ่งกำลังจมน้ำ เขา ลูกสองคน และพ่อตาไปเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยต้นสนสูงตระหง่าน และท้องฟ้าสีครามที่มีเมฆขาวลอยฟ่องอยู่เต็มท้องฟ้า ฉายความงามและความเงียบสงบออกมา เมื่อเด็กๆ เริ่มร้อนและเหนื่อย ชายสองคนตัดสินใจแบกเด็กๆ ไว้บนหลังและว่ายน้ำข้ามทะเลสาบในระยะทางสั้นๆ

นั่นดูเหมือนง่าย—จนกระทั่งเมื่อคุณพ่อรู้สึกว่าถูกดูดลงไป ทุกอย่างเริ่มหนักมาก น้ำกดเขาให้ลงไปใต้ก้นทะเลสาบ และความรู้สึกตระหนกเริ่มครอบงำเขา เขาจะลอยตัวอยู่ได้อย่างไร—ลอยตัวขณะที่ลูกสาวเล็กๆ ที่ล้ำค่าของเขายังอยู่บนหลังของเขาได้อย่างไร

เสียงของเขาหายไปกับระยะทางเมื่อเขาร้องเรียก พ่อตาของเขาอยู่ไกลเกินกว่าจะตอบคำวอนขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวังนั้น เขารู้สึกโดดเดี่ยวและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ท่านจินตนาการได้หรือไม่ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนชายคนนี้รู้สึก ไม่สามารถไขว่คว้าหาอะไรมายึดจับและต่อสู้ดิ้นรนกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังเพื่อชีวิตของท่านเองและลูกของท่าน ช่างโชคร้ายที่เราทุกคนล้วนประสบกับความรู้สึกแบบนี้ในระดับหนึ่งเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็นมากที่ต้องหาความช่วยเหลือเพื่อเอาตัวรอดและเพื่อช่วยคนที่เรารัก

โดยที่เกือบเสียขวัญ เขาตระหนักว่ารองเท้าที่อุ้มน้ำของเขากำลังดึงเขาลงไป ขณะที่พยายามลอยตัว เขาเริ่มพยายามถอดรองเท้าที่หนักอึ้งออกจากเท้า แต่ดูเหมือนรองเท้าจะติดอยู่ ราวกับมีแรงดูด เชือกรองเท้าพองตัวเพราะถูกน้ำ ยิ่งรัดปมแน่นขึ้นไปอีก

ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นการดิ้นรนอย่างสิ้นหวังเฮือกสุดท้าย เขาแกะรองเท้าออกจากเท้าได้ และในที่สุดรองเท้าก็หลุดออกไป จมลงไปที่ก้นทะเลสาบอย่างรวดเร็ว เมื่อปราศจากน้ำหนักที่ดึงลงไป เขาจึงดันตัวเองและลูกสาวเขาขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาว่ายน้ำไปข้างหน้าได้ เคลื่อนไปสู่ความปลอดภัยที่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ

บางครั้งเราอาจรู้สึกเหมือนเรากำลังจมน้ำ ชีวิตอาจหนักหน่วง “เราอยู่ในโลกที่อึกทึกวุ่นวาย ถ้าเราไม่ระวังเรื่องของโลกจะบดบังเรื่องของพระวิญญาณ”1

เราจะทำตามแบบอย่างของบิดาคนนี้และทิ้งน้ำหนักของโลกที่เราแบกไว้ได้อย่างไร—เพื่อว่าศีรษะของลูกๆ และความคิดที่กังวลของเราจะอยู่เหนือน้ำ เราจะเป็นดังที่เปาโลแนะนำ “ละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่”2 ได้อย่างไร เราจะเตรียมลูกของเราอย่างไรสำหรับวันที่พวกเขาจะไม่เกาะติดเราและประจักษ์พยานของเรา—เมื่อพวกเขาเองเป็นคนที่กำลังว่ายน้ำ

คำตอบมาเมื่อเราตระหนักถึงแหล่งที่มาแห่งสวรรค์ของความเข้มแข็ง นี่เป็นแหล่งซึ่งหลายครั้งถูกประเมินต่ำไป กระนั้นสามารถใช้ได้ทุกวันเพื่อทำให้ภาระเราเบาลงและนำทางลูกๆ ที่มีค่ายิ่งของเรา แหล่งนั้นคือของประทานแห่งการนำทางของพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่ออายุแปดขวบ เด็กสามารถรับบัพติศมา พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับการทำพันธสัญญากับพระผู้เป็นเจ้า คนที่พวกเขารักอยู่รอบข้างพวกเขาเมื่อพวกเขาลงไปและออกมาจากอ่างด้วยความรู้สึกปีติยิ่ง จากนั้นพวกเขาได้รับของประทานที่ไม่อาจกล่าวได้ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทานที่จะนำทางพวกเขาทันทีเมื่อพวกเขาดำเนินชีวิตเพื่อพรนั้น

เอ็ลเดอร์เดวิด เอ. เบดนาร์กล่าวว่า “ความเรียบง่ายของ [การยืนยัน] อาจทำให้เรามองข้ามความหมายสำคัญ คำพูดสี่คำ—‘จงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์’—ไม่ใช่การออกเสียงไปอย่างนั้น มากกว่านั้น คำพูดเหล่านี้ประกอบด้วยคำสั่งฐานะปุโรหิต— เป็นการตักเตือนด้วยสิทธิอำนาจให้กระทำและมิถูกกระทำ”3

เด็กมีความปรารถนาตามธรรมชาติที่จะทำดีและเป็นคนดี เราสามารถรู้สึกถึงความไร้เดียงสาของพวกเขา ความบริสุทธิ์ของพวกเขาได้ พวกเขามีความอ่อนไหวเป็นอย่างมากต่อสุรเสียงสงบแผ่วเบา

ใน 3 นีไฟ 26 พระผู้ช่วยให้รอดทรงแสดงศักยภาพของเด็กให้เราดู ดังนี้

“พระองค์ทรงปล่อยลิ้นพวกเขา, และพวกเขาพูดถึงเรื่องสำคัญยิ่งและน่าอัศจรรย์แก่พวกบิดาของตน, แม้ยิ่งกว่าที่พระองค์ทรงเปิดเผยกับผู้คนมาแล้ว  …

“…  พวกเขาทั้งเห็นและได้ยินเด็กเหล่านี้; แท้จริงแล้ว, แม้ทารกก็อ้าปากและเอ่ยเรื่องอัศจรรย์ออกมา”4

ในฐานะบิดามารดา เราจะเพิ่มศักยภาพทางวิญญาณของลูกเล็กๆ ของเราได้อย่างไร เราจะสอนพวกเขาให้ละทิ้งอิทธิพลของโลกและวางใจในพระวิญญาณเมื่อเราไม่ได้อยู่กับพวกเขาและพวกเขาอยู่คนเดียวในน้ำลึกของชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร

ขอให้ข้าพเจ้าแบ่งปันแนวคิดบางอย่างกับท่าน

ประการแรก เราสามารถบอกลูกเราให้ใส่ใจเมื่อพวกเขาได้ยินหรือรู้สึกถึงพระวิญญาณ ขอให้เรากลับไปสมัยพันธสัญญาเดิมเพื่อดูว่าเอลีทำแบบนี้ให้กับซามูเอลอย่างไร

ซามูเอลเอลน้อยได้ยินเสียงเรียกและวิ่งไปหาเอลี บอกว่า “ข้าพเจ้าอยู่นี่”

“เราไม่ได้เรียกเจ้า” เอลีตอบ

แต่ “ซามูเอลไม่เคยรู้จักพระยาเวห์ และพระยาเวห์ยังไม่เคยทรงสำแดงพระดำรัสของพระองค์แก่เขา”

ในครั้งที่สาม เอลีทราบว่าพระเจ้าทรงเรียกซามูเอลและบอกซามูเอลให้ตอบว่า “พระยาเวห์เจ้าข้า ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่”5

ซามูเอลจึงเริ่มรู้สึก ตระหนักรู้ และได้ยินสุรเสียงของพระเจ้า แต่เด็กชายคนนี้ไม่ได้เริ่มเข้าใจจนกระทั่งเอลีทำให้ตระหนักรู้ และหลังจากได้รับการสอน ซามูเอลสามารถคุ้นเคยกับสุรเสียงสงบแผ่วเบาได้มากขึ้น

ประการที่สอง เราสามารถเตรียมบ้านของเราและลูกๆ ของเราให้รู้สึกถึงสุรเสียงสงบแผ่วเบา “ครูสอนภาษาต่างประเทศหลายท่านเชื่อว่าเด็กจะเรียนภาษาหนึ่งได้ดีที่สุดใน ‘โครงการใช้ชีวิตอยู่ในนั้น’ ซึ่งพวกเขาจะล้อมรอบไปด้วยคนอื่นๆ ที่พูดภาษานั้นและเขาต้องพูดภาษานั้นเอง พวกเขาไม่ได้เรียนรู้เพียงการพูดคำศัพท์ แต่พูดได้อย่างคล่องแคล่วและแม้แต่คิดในภาษาใหม่นั้น สถานการณ์ ‘จดจ่ออยู่ในนั้น’ ที่ดีที่สุดสำหรับการศึกษาทางวิญญาณคือที่บ้าน ที่ซึ่งหลักธรรมทางวิญญาณสามารถพัฒนาพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน”6

“และท่านจงสอน [พระคำของพระเจ้า] แก่บุตรหลานของท่าน และจงพูดถึงถ้อยคำเหล่านั้นเมื่อท่านนั่งอยู่ในบ้าน เดินอยู่ตามทาง นอนลงหรือลุกขึ้น”7 การให้ครอบครัวดำเนินชีวิตอยู่ในพระวิญญาณจะช่วยให้หัวใจของลูกเราเปิดรับอิทธิพลของพระองค์

ประการที่สาม เราสามารถช่วยลูกของเราเข้าใจว่าพระวิญญาณจะตรัสกับพวกเขาอย่างไร โจเซฟ สมิธ สอนว่า “หากพระองค์มาหาเด็กเล็กๆ พระองค์จะทรงปรับพระองค์เองให้เข้ากับภาษาและศักยภาพของเด็กคนหนึ่ง”8 มารดาคนหนึ่งค้นพบว่าเด็กๆ เรียนรู้ต่างกัน—บางคนเรียนรู้ทางสายตา ทางการได้ยิน ทางการสัมผัส หรือทางความรู้สึก—ยิ่งเธอสังเกตลูกๆ ของเธอ เธอยิ่งตระหนักว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์สอนลูกๆ ของเธอในวิธีที่พวกเขาเรียนรู้ได้ดีที่สุด9

มารดาอีกคนแบ่งปันประสบการณ์การช่วยลูกๆ ของเธอเรียนรู้ที่จะจดจำพระวิญญาณว่า “บางครั้ง” เธอเขียน “[เด็กๆ] ไม่ได้ตระหนักว่าความคิดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ความรู้สึกของการปลอบโยนหลังจากร้องไห้ หรือการจำบางสิ่งในเวลาที่ถูกต้องล้วนเป็นวิธีที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงติดต่อ [กับพวกเขา]” เธอบอกต่อว่า “ดิฉันกำลังสอนลูกๆ ของดิฉันให้สนใจสิ่งที่พวกเขารู้สึก [และทำตามความรู้สึกนั้น]”10

ความรู้สึกและการจดจำพระวิญญาณจะนำศักยภาพทางวิญญาณมาสู่ชีวิตของลูกของเรา และสุรเสียงที่พวกเขาได้รู้จักจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขา นี่จะเป็นดังที่เอ็ลเดอร์ริชาร์ด จี. สก็อตต์กล่าวไว้ว่า “เมื่อท่านได้ประสบการณ์และความสำเร็จในการชี้นำของพระวิญญาณ ความเชื่อมั่นในความประทับใจที่ท่านรู้สึกจะแน่นอนยิ่งกว่าการพึ่งพาสิ่งที่ท่านเห็นหรือได้ยิน”11

เราไม่จำเป็นต้องกลัวเมื่อเราเห็นลูกของเราลงไปในน้ำแห่งชีวิต เพราะเราได้ช่วยพวกเขาขจัดน้ำหนักทางโลกออกจากตัวเขาเองแล้ว เรายังสอนพวกเขาให้ดำเนินชีวิตเพื่อให้ได้รับของประทานแห่งการนำทางของพระวิญญาณ ของประทานนี้จะคงทำให้ภาระที่พวกเขาแบกไว้เบาลงและนำพวกเขากลับไปยังบ้านแห่งสวรรค์ของพวกเขา หากพวกเขาดำเนินชีวิตเพื่อของประทานนั้นและทำตามการกระตุ้นเตือน ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน