มองพระคัมภีร์ มองพระเจ้า
    Footnotes

    มองพระคัมภีร์ มองพระเจ้า

    ท่านเห็นว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักของท่าน เป็นศูนย์รวมความเข้มแข็งทางวิญญาณของท่านหรือไม่

    แมรีย์ เอลิซาเบธ โรลลินส์

    ข้าพเจ้ามีมโนภาพว่าท่านทั้งหลายผู้เป็นอนุชนรุ่นหลังกำลังรับชมรับฟังการประชุมใหญ่ภาคนี้อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในโลก ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งให้ท่านฟัง เรื่องที่เป็นได้ทั้งแบบอย่างและบทเรียน เรื่องนี้จะแสดงให้เห็นวิธีเข้าใกล้พระเจ้าและเข้าถึงพลังแรงกล้าในการต่อต้านสิ่งล่อลวง

    นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก เธอสูญเสียคุณพ่อไปตั้งแต่อายุยังไม่ครบสามขวบเพราะเรือล่มในทะเลสาบใหญ่ เธอ คุณแม่ พี่ชายและน้องสาวย้ายไปเมืองอื่นในอีกรัฐหนึ่งเพื่ออาศัยอยู่กับคุณลุงคุณป้า หลังจากย้ายมาได้ระยะหนึ่ง มีผู้สอนศาสนาและสมาชิกศาสนจักรจัดตั้งใหม่แห่งหนึ่งเข้ามาในเมืองพร้อมข่าวอันน่ายินดีเรื่องการฟื้นฟูพระกิตติคุณ พวกเขาเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทพผู้นำบันทึกโบราณมาให้ชายหนุ่มชื่อโจเซฟ สมิธ บันทึกที่เขาแปลด้วยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า ออลิเวอร์ คาวเดอรีกับจอห์น วิตเมอร์ มาเยี่ยมเขาและได้เห็นแผ่นจารึกโลหะซึ่งเป็นบันทึกโบราณนั้นด้วยตาตนเองทั้งสองคน วิตเมอร์เป็นพยานว่าเขาถือแผ่นจารึกทองคำนั้นไว้ในมือของตนเองเช่นกัน บันทึกนี้เพิ่งจัดพิมพ์เสร็จและบราเดอร์วิตเมอร์นำมาด้วย แน่นอนว่าชื่อของหนังสือเล่มนี้คือพระคัมภีร์มอรมอน

    เมื่ออายุ 12 ขวบ แมรีย์ได้ยินผู้สอนศาสนาพูดถึงพระคัมภีร์เล่มนี้ เธอมีความรู้สึกพิเศษในใจ แม้พระคัมภีร์มอรมอนจะหนาหลายหน้า แต่แมรีย์ก็ปรารถนาจะอ่าน เมื่อบราเดอร์วิตเมอร์จากไป เขาให้พระคัมภีร์อันล้ำค่าหนึ่งเล่มไว้กับบราเดอร์ไอแซค มอร์ลีย์ผู้เป็นเพื่อนกับลุงของแมรีย์และเป็นผู้นำของศาสนจักรใหม่ในท้องที่

    ต่อมาแมรีย์บันทึกว่า “ฉันไปบ้าน [บราเดอร์มอร์ลีย์]  … และขอดูพระคัมภีร์ [เขา] วางไว้ในมือฉัน [และ] ขณะฉันมองดู ฉันรู้สึกปรารถนาจะอ่านมากจนอดขอหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านไม่ได้ . … เขาบอกว่า . … เขาแทบไม่มีเวลาอ่านด้วยตนเองสักบท และมีพี่น้องชายน้อยคนนักที่เคยเห็นพระคัมภีร์ แต่ฉันรบเร้าจนในที่สุดเขาพูดว่า ‘ ถ้าหนูจะนำพระคัมภีร์เล่มนี้กลับมาคืนที่บ้านเราก่อนอาหารเช้าพรุ่งนี้ หนูก็นำไปได้’”

    แมรีย์ เอลิซาเบธ โรลลินส์อ่านพระคัมภีร์

    แมรีย์รีบวิ่งกลับบ้านและต้องการอ่านพระคัมภีร์เล่มนี้มากจนเธออ่านเกือบทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเธอนำพระคัมภีร์ไปคืน บราเดอร์มอร์ลีย์พูดว่า “ลุงคิดว่าหนูคงอ่านได้นิดหน่อยสินะ” และ “ลุงไม่เชื่อว่าหนูจะเล่าให้ลุงฟังได้แม้แต่คำเดียว” แมรีย์ยืนตัวตรงและท่องข้อแรกในพระคัมภีร์มอรมอนจากความจำ จากนั้นจึงเล่าเรื่องศาสดาพยากรณ์นีไฟให้เขาฟัง ต่อมาแมรีย์เขียนว่า “เขาจ้องฉันอย่างประหลาดใจและพูดว่า ‘หนูเอาพระคัมภีร์ไปอ่านที่บ้านให้จบเลย ลุงรอได้’”

    ไม่นานหลังจากนั้น แมรีย์อ่านพระคัมภีร์จบและเป็นคนแรกในเมืองนั้นที่อ่านพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เธอรู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริงและมาจากพระบิดาบนสวรรค์ ขณะเธอมองพระคัมภีร์ เธอมองพระเจ้า

    หนึ่งเดือนต่อมา มีแขกพิเศษมาพบเธอที่บ้าน นี่คือสิ่งที่แมรีย์เขียนเกี่ยวกับเรื่องไม่คาดฝันที่เป็นความทรงจำในวันนั้น “เมื่อ [โจเซฟ สมิธ] พบฉันท่านมองฉันไม่วางตา  … หลังจากมองอยู่ชั่วครู่ท่านจึง  … ให้พรอันประเสริฐแก่ฉัน  … และให้พระคัมภีร์เล่มนั้นแก่ฉันเป็นของขวัญ ท่านบอกว่าจะให้พระคัมภีร์อีก [เล่ม] แก่บราเดอร์มอร์ลีย์  … เราทุกคนรู้สึกว่าท่านเป็นคนของพระผู้เป็นเจ้าเพราะท่านพูดด้วยพลังและพูดอย่างผู้มีสิทธิอำนาจ”

    หญิงสาวคนนี้ ชื่อแมรีย์ เอลิซาเบธ โรลลินส์ เธอเห็นปาฏิหาริย์อีกมากมายในชีวิตและรักษาประจักษ์พยานในพระคัมภีร์มอรมอนไว้เสมอ เรื่องนี้มีความหมายเป็นพิเศษต่อข้าพเจ้าเพราะเธอคือพี่น้องของคุณย่าทวดคนที่สี่ของข้าพเจ้า จากแบบอย่างของแมรีย์ รวมทั้งประสบการณ์อื่นๆ ในชีวิต ข้าพเจ้าเรียนรู้ว่าไม่มีใครเยาว์วัยเกินกว่าจะแสวงหาและรับประจักษ์พยานส่วนตัวในพระคัมภีร์มอรมอน1

    ศิลาหลักแห่งประจักษ์พยานของท่าน

    มีบทเรียนส่วนตัวสำหรับท่านในเรื่องราวของแมรีย์ แต่ละท่านที่เป็นเยาวชนชาย เยาวชนหญิงและเด็กสามารถมีความรู้สึกเช่นเดียวกับเธอได้ เมื่อท่านอ่านพระคัมภีร์มอรมอนและสวดอ้อนวอนด้วยความปรารถนาที่จะรู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง ท่านสามารถรับความรู้สึกประทับใจเช่นเดียวกับแมรีย์ ท่านอาจค้นพบด้วยว่าขณะยืนกล่าวคำพยานถึงพระคัมภีร์มอรมอน ท่านจะรู้สึกถึงวิญญาณแห่งการยืนยันเดียวกันนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะตรัสกับใจท่าน ท่านสามารถรู้สึกถึงวิญญาณแห่งการยืนยันเดียวกันนี้ด้วยเมื่อท่านได้ยินผู้อื่นแบ่งปันประจักษ์พยานถึงพระคัมภีร์มอรมอน พยานทางวิญญาณเหล่านี้แต่ละครั้งสามารถนำไปสู่การที่พระคัมภีร์มอรมอนจะกลายเป็นศิลาหลักแห่งประจักษ์พยานของท่าน

    ข้าพเจ้าขออธิบายดังนี้ ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธผู้แปลพระคัมภีร์มอรมอนด้วยของประทานและอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าบอกเราว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็น “หนังสือที่ถูกต้องยิ่งกว่าหนังสือใด ๆ บนแผ่นดินโลก, และเป็นศิลาหลักแห่งศาสนาของเรา,”2

    นับตั้งแต่การพิมพ์ครั้งแรกในปี 1830 มีพระคัมภีร์มอรมอนตีพิมพ์ออกไปแล้วมากกว่า 174 ล้านเล่มในภาษาต่างๆ 110 ภาษา แสดงให้เห็นว่าพระคัมภีร์มอรมอนยังคงเป็นศิลาหลักแห่งศาสนาของเราอยู่ แต่เรื่องนี้มีความหมายต่อท่านทั้งหลายอย่างไร

    ศิลาหลักอยู่ตรงกลางพอดี

    ในคำศัพท์สถาปัตยกรรม ศิลาหลักคือส่วนสำคัญยิ่งในประตูโค้ง เป็นศิลารูปลิ่มอยู่ตรงศูนย์กลางพอดี เป็นจุดสูงสุดของประตูโค้ง เป็นศิลาสำคัญที่สุดในบรรดาศิลาทั้งหมดเพราะช่วยรักษาประตูโค้งทั้งสองด้านให้อยู่กับที่โดยไม่ถล่มลงมา เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของโครงสร้างที่ทำให้ประตูหรือช่องทางเบื้องล่างเปิดผ่านไปได้

    ศิลาหลักในประตูโค้ง

    ในคำศัพท์พระกิตติคุณ นี่คือของประทานและพรจากพระเจ้าโดยที่ศิลาหลักแห่งศาสนาของเราคือสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ดังที่เราสามารถถือพระคัมภีร์มอรมอนไว้และอ่านได้ ท่านเห็นว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักของท่าน เป็นศูนย์รวมความเข้มแข็งทางวิญญาณของท่านหรือไม่

    ประธานเอสรา แทฟท์ เบ็นสันขยายความคำสอนของโจเซฟ สมิธในเรื่องนี้ ท่านกล่าวว่า “พระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักแห่งศาสนาของเราด้วยเหตุสามประการ เป็นศิลาหลักในพยานของเราถึงพระคริสต์ เป็นศิลาหลักแห่งหลักคำสอนของเรา เป็นศิลาหลักแห่งประจักษ์พยาน”

    ประธานเบ็นสันสอนต่อไปว่า “พระคัมภีร์มอรมอนสอนความจริงแก่เรา [และ] เป็นประจักษ์พยานถึงพระคริสต์  … แต่ยิ่งกว่านั้น มีอำนาจในพระคัมภีร์ที่จะเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ชีวิตท่านเมื่อท่านเริ่มศึกษาพระคัมภีร์เล่มนี้อย่างจริงจัง ท่านจะพบอำนาจที่แรงกล้ายิ่งขึ้นในการต่อต้านสิ่งล่อลวง  … ท่านจะพบพลังที่จะอยู่บนทางคับแคบและแคบ”3

    พยานส่วนตัวของข้าพเจ้า

    ในกรณีของข้าพเจ้าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักแห่งประจักษ์พยานมาหลายปีและผ่านประสบการณ์มากมาย ประสบการณ์ที่มีพลังมากเรื่องหนึ่งซึ่งก่อเกิดประจักษ์พยานของข้าพเจ้าเกิดขึ้นขณะข้าพเจ้าเป็นผู้สอนศาสนาหนุ่มรับใช้ในเขตแรก: คุมะโมะโตะ ประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าและคู่ออกไปสอนศาสนาจากบ้านหลังหนึ่งสู่บ้านอีกหลังหนึ่ง ข้าพเจ้าพบคุณยายใจดีคนหนึ่งเชิญเราเข้าไปในบริเวณบ้านของเธอในส่วนที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าเง็นกัน เธอให้เราดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ในวันที่อากาศร้อน ข้าพเจ้ายังอยู่ในญี่ปุ่นไม่นานนัก เพิ่งอ่านพระคัมภีร์มอรมอนจบและสวดอ้อนวอนแล้วเพื่อให้รู้แน่ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง

    เนื่องจากเพิ่งไปถึงประเทศญี่ปุ่นได้ไม่นาน ข้าพเจ้าจึงพูดภาษาญี่ปุ่นไม่คล่องนัก อันที่จริงข้าพเจ้าคิดว่าสตรีท่านนี้คงไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าเริ่มสอนเธอเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอน อธิบายว่าโจเซฟ สมิธได้รับแผ่นจารึกโบราณมาจากเทพองค์หนึ่งอย่างไรและท่านแปลแผ่นจารึกเหล่านั้นด้วยอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร

    ขณะข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานให้เธอฟังว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นพระคำของพระผู้เป็นเจ้าและเป็นพยานหลักฐานอีกเล่มหนึ่งของพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้าได้รับความประทับใจอย่างแรงกล้าที่สุดพร้อมทั้งความรู้สึกอบอุ่นถึงการปลอบโยนและความสงบในใจดังที่พระคัมภีร์อธิบายว่า “ทรวงอกของเจ้าเผาไหม้อยู่ภายในเจ้า”4 ความรู้สึกนี้ยืนยันความเชื่อมั่นต่อข้าพเจ้าในวิธีที่ทรงพลังว่าพระคัมภีร์มอรมอนเป็นพระคำของพระผู้เป็นเจ้าจริง ในขณะนั้นความรู้สึกข้าพเจ้าแรงกล้ามากจนน้ำตาคลอขณะสนทนากับคุณยายชาวญี่ปุ่น ข้าพเจ้าไม่มีวันลืมความรู้สึกพิเศษในวันนั้น

    พยานส่วนตัวของท่าน

    พวกท่านทุกคนรับพยานส่วนตัวเกี่ยวกับพระคัมภีร์เล่มนี้ได้เช่นกัน! ท่านตระหนักหรือไม่ว่าพระคัมภีร์มอรมอนเขียนไว้เพื่อท่าน—และเพื่อยุคสมัยของท่าน พระคัมภีร์เล่มนี้เป็นพรของการดำเนินชีวิตในสมัยการประทานความสมบูรณ์แห่งเวลา ถึงแม้พระคัมภีร์มอรมอนจะเขียนขึ้นโดยผู้เขียนยุคโบราณที่ได้รับการดลใจ—หลายท่านเป็นศาสดาพยากรณ์—แต่พวกท่านและผู้คนในสมัยนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากการมีพระคัมภีร์ทั้งเล่ม บัดนี้ท่านมีบันทึกศักดิ์สิทธิ์อยู่แค่เอื้อมอย่างง่ายดาย บันทึกที่ศาสดาพยากรณ์ ปุโรหิตและกษัตริย์เก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่า น้อมรับ และปกปักรักษา! ท่านได้รับประโยชน์จากการถือพระคัมภีร์มอรมอนทั้งเล่มไว้ในมือ น่าสนใจที่ โมโรไนศาสดาพยากรณ์คนหนึ่งในพระคัมภีร์มอรมอนเห็นวันเวลาของเรา—วันเวลาของท่าน โมโรไนเห็นท่านทั้งหลายแม้ในนิมิตตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน! โมโรไนเขียนไว้ดังนี้

    “ดูเถิด, พระเจ้าทรงแสดงเรื่องสำคัญยิ่งและน่าอัศจรรย์เกี่ยวกับสิ่งที่จะต้องเกิดในไม่ช้าแก่ข้าพเจ้า, …ในวันนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้” หมายถึงพระคัมภีร์มอรมอน “จะออกมาในบรรดาพวกท่าน.

    “ดูเถิด, ข้าพเจ้าพูดกับท่านราวกับท่านอยู่ต่อหน้า, แต่ท่านไม่ได้อยู่. แต่ดูเถิด, พระ เยซูคริสต์ทรงแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นท่าน, และข้าพเจ้ารู้การกระทำของท่าน.”5

    เพื่อให้พระคัมภีร์มอรมอนเป็นศิลาหลักแห่งประจักษ์พยานของท่าน ข้าพเจ้าขอท้าทายท่านดังนี้ เมื่อไม่นานมานี้ ข้าพเจ้ารู้มาว่าเยาวชนคนหนุ่มสาวมากมายใช้เวลามองดูจอทีวี จอคอมพิวเตอร์และจอสมาร์ทโฟนเฉลี่ยวันละเกือบเจ็ดชั่วโมง6โดยคำนึงถึงเรื่องนี้ ขอให้ท่านท้าทายตนเองสักเล็กน้อย ขอให้ท่านแทนที่เวลาส่วนหนึ่งของทุกวันที่ท่านอยู่กับจอ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใช้ไปกับสื่อสังคม อินเทอร์เน็ต การเล่นเกม หรือดูโทรทัศน์—มาอ่านพระคัมภีร์มอรมอนได้หรือไม่ ถ้าการศึกษาที่ข้าพเจ้าอ้างถึงแม่นยำพอ ท่านจะสามารถหาเวลาศึกษาพระคัมภีร์มอรมอนเพียง 10 นาทีได้ทุกวันอย่างง่ายดาย และท่านสามารถศึกษาด้วยวิธีที่ช่วยให้ท่านเพลิดเพลินกับสิ่งนี้และเข้าใจด้วย—ไม่ว่าจะศึกษาจากเครื่องมือหรือหนังสือของท่าน เมื่อไม่นานมานี้ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันเตือนว่า “เราไม่ควรอ่านพระคัมภีร์มอรมอนดุจเป็นภาระที่ต้องฝืนทำ เหมือนต้องรีบกลืนยาขมอย่างรวดเร็วจากนั้นก็ทำเครื่องหมายไว้ว่าทำเสร็จแล้ว”7

    เยาวชนกำลังอ่านพระคัมภีร์มอรมอน
    เด็กกำลังอ่านพระคัมภีร์มอรมอน

    สำหรับเด็กที่อายุน้อยลงไปอีก ท่านอาจจะอ่านพระคัมภีร์กับบิดามารดา ปู่ย่าตายาย หรือผู้ที่ท่านรัก ถ้ามีบทใด ข้อใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดยากเกินไปจนทำให้ท่านไม่อยากอ่านต่อ ให้ข้ามไปอ่านบทต่อๆ ไป ข้าพเจ้าเห็นภาพท่านกำลังทำตามแบบอย่างของแมรีย์ ข้าพเจ้าเห็นภาพท่านกำลังตื่นเต้นที่จะหาเวลาและสถานที่เงียบๆ อ่านพระคัมภีร์มอรมอน ข้าพเจ้าเห็นท่านค้นพบคำตอบ รู้สึกถึงการนำทางและได้รับประจักษ์พยานของตนเองเกี่ยวกับพระคัมภีร์มอรมอนและประจักษ์พยานในพระเยซูคริสต์ ขณะท่านมองพระคัมภีร์ ท่านมองพระเจ้า

    มองพระคัมภีร์

    ท่านจะเอาใจใส่ข้อความในพระคัมภีร์ล้ำค่าเล่มนี้และพบกับพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้า พระเยซูคริสต์ผู้เป็นที่รัก เกือบทุกหน้า ประเมินได้ว่าท่านจะพบพระนามของพระองค์ในรูปแบบต่างๆ เฉลี่ยหนึ่งครั้งต่อ 1.7 หน้า8แม้แต่พระคริสต์เองยังทรงเป็นพยานถึงความจริงของพระคัมภีร์เล่มนี้ในยุคสุดท้าย โดยตรัสว่า “พระเจ้าของเจ้าและพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าทรงพระชนม์อยู่ฉันใด นี่ก็เป็นความจริงฉันนั้น.”9

    ข้าพเจ้าสำนึกคุณในพระดำรัสเชื้อเชิญและสัญญาที่พระเจ้าประทานผ่านศาสดาพยากรณ์โมโรไนมาถึงท่านทั้งหลาย—และทุกคนที่อ่านพระคัมภีร์มอรมอน ข้าพเจ้าจะจบคำพูดโดยอ่านพระดำรัสเชื้อเชิญและสัญญา ตามด้วยประจักษ์พยานของข้าพเจ้าดังนี้ “และเมื่อท่านจะได้รับเรื่องเหล่านี้, [พระคัมภีร์มอรมอน] ข้าพเจ้าจะแนะนำท่านให้ทูลถามพระผู้เป็นเจ้า, พระบิดานิรันดร์, ในพระนามของพระ [เยซู] คริสต์, ว่าเรื่องเหล่านี้จริงหรือไม่; และหากท่านจะทูลถามด้วยใจจริง, ด้วยเจตนาแท้จริง, โดยมีศรัทธาในพระคริสต์, พระองค์จะทรงแสดงความจริงของเรื่องให้ประจักษ์แก่ท่าน, โดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์.”10

    ข้าพเจ้าแสดงประจักษ์พยานถึงการฟื้นฟูพระกิตติคุณในยุคสุดท้ายและพระคัมภีร์มอรมอนเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ของการฟื้นฟู ถ้อยคำของพระคัมภีร์เล่มนี้ดลใจให้เด็กหญิงอายุ 12 ขวบน้อมรับศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเยซูคริสต์เมื่อเกือบสองศตวรรษก่อนฉันใด ความจริงที่ท่านจะพบในนั้นจะหนุนใจและดลใจท่านในวิธีเดียวกันฉันนั้น ถ้อยคำดังกล่าวจะเสริมสร้างศรัทธาของท่าน เติมเต็มจิตวิญญาณด้วยแสงสว่าง และเตรียมท่านให้พร้อมรับอนาคตที่ท่านยากจะเข้าใจ

    ในพระคัมภีร์แต่ละหน้า ท่านจะพบความรักอันหาที่เปรียบมิได้และพระคุณที่ยากจะเข้าใจของพระผู้เป็นเจ้า ขณะท่านพยายามทำตามคำสอนที่พบในนั้น ปีติของท่านจะขยาย ความเข้าใจจะเพิ่มพูน และคำตอบที่ท่านค้นหาเพื่อรับมือกับความท้าทายในโลกมรรตัยจะเฉลยแก่ท่าน ขณะท่านมองพระคัมภีร์ ท่านมองพระเจ้า พระคัมภีร์มอรมอนเป็นพระคำที่ได้รับการเปิดเผยของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งนี้ด้วยสุดใจและสุดจิตวิญญาณ ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน