พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า
    Footnotes
    Theme

    พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า

    ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านหยุดรู้สึกผิดกับความคิดที่ว่าท่านยังแบ่งปันพระกิตติคุณได้ไม่ดีพอ แต่จงสวดอ้อนวอนเพื่อขอให้ได้ “ยืนเป็น [พยาน] เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า”นี่เป็นแรงจูงใจได้มากกว่าความรู้สึกผิด

    ชาวโลกมองไม่เห็นงานสำคัญส่วนใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า ศตวรรษที่หกก่อนพระคริสต์มีนักคิดเรืองนามอย่างขงจื๊อในจีนและพระพุทธเจ้าในอินเดียตะวันออก แต่พลังฐานะปุโรหิตของพระผู้เป็นเจ้าอยู่กับดาเนียล ศาสดาพยากรณ์ดาเนียลตกเป็นเชลยในช่วงรัชสมัยของเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์ชาวบาบิโลน

    เนื่องจากทรงเป็นทุกข์นักจากพระสุบิน กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์จึงสั่งให้พวกโหรและนักวิทยาคมบอกพระองค์ว่าพระองค์ฝันอะไรและให้แก้ฝันนั้น พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่ากษัตริย์ฝันอะไร และทักท้วงว่า “ไม่มีใครในพิภพ [เปิดเผยหรือไม่มีพระราชาองค์ใดไต่ถาม] เรื่อง [เช่นนั้น]ได้”1 กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์กริ้วมากในความล้มเหลวของพวกเขา ด้วยทรงพระพิโรธยิ่งนักจึงประกาศว่าจะประหารที่ปรึกษาทุกคนของพระองค์

    ดาเนียลนักปราชญ์คนหนึ่งของกษัตริย์สวดอ้อนวอนขอ “พระกรุณาจากพระเจ้า … เรื่องความลึกลับนี้”2

    ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น พระเจ้าทรงเปิดเผยความลึกลับให้ดาเนียลรู้เรื่องที่กษัตริย์ฝัน

    ดาเนียลถูกนำไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ “เจ้าสามารถให้เรารู้ถึงความฝันที่เราได้ฝันและคำแก้ฝันนั้นได้หรือ?”

    ดาเนียลทูลว่า

    “ไม่มีนักปราชญ์ หรือหมอดู หรือโหร [บอกได้ว่าพระองค์ฝันอะไร]  …

    “แต่มีพระเจ้าองค์หนึ่งในฟ้าสวรรค์ผู้ทรงเปิดเผย [เรื่องเหล่านี้ได้ และพระองค์ทรง] ให้พระราชาเนบูคัดเนสซาร์รู้ถึงสิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย  …

    “พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์” ดาเนียลกล่าว “จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง [ก้อนหินถูกตัดออกมาไม่ใช่ด้วยมือมนุษย์จะกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ] ซึ่งไม่มีวันถูกทำลาย … [แต่] ตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์

    “… พระสุบินนั้น” ดาเนียลกล่าว “เป็นจริง และคำแก้พระสุบิน … แน่นอน”3

    เมื่อได้ชี้แจงและแก้ฝันแล้ว กษัตริย์ตรัสอย่างอาจหาญว่า “พระเจ้าของท่านทรงเป็นพระเจ้าเหนือพระทั้งหลาย และทรงเป็นองค์เจ้านายเหนือพระราชาทั้งปวง”4

    การแทรกแซงอันน่าอัศจรรย์ของพระผู้เป็นเจ้าต่อดาเนียลทำให้เกิดการฟื้นฟูพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์บนแผ่นดินโลกตามที่พยากรณ์ไว้ ราชอาณาจักรหนึ่งซึ่งจะเต็มพิภพ “ไม่มีวันถูกทำลาย … [แต่] ตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์”

    จำนวนสมาชิกของศาสนจักรในยุคสุดท้ายค่อนข้างน้อย ดังที่นีไฟพยากรณ์ไว้ แต่พวกเขาจะอยู่ทั่วพื้นพิภพ และพลังอำนาจตลอดจนศาสนพิธีของฐานะปุโรหิตจะมีให้ทุกคนที่ปรารถนา ซึ่งจะเต็มพิภพตามที่ดาเนียลทำนายไว้5

    ในปี 1831 ศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธได้รับการเปิดเผยนี้ “กุญแจทั้งหลายของอาณาจักรแห่งพระผู้เป็นเจ้า [และการรวบรวมอิสราเอลจากสี่ส่วนของแผ่นดินโลก] มอบไว้ให้มนุษย์บนแผ่นดินโลก, และจากที่นั่นพระกิตติคุณจะรุดไปถึงสุดแดนแผ่นดินโลก, ดังก้อนหินซึ่งถูกสกัดจากภูเขาโดยปราศจากมือจะกลิ้งออกไป, จนเต็มทั้งแผ่นดินโลก”6

    ความรับผิดชอบที่เรามีร่วมกัน

    การรวบรวมอิสราเอลเป็นปาฏิหาริย์ เหมือนภาพปริศนาขนาดใหญ่ที่ชิ้นส่วนจะวางอยู่ในที่ของมันก่อนเหตุการณ์อันรุ่งโรจน์ของการเสด็จมาครั้งที่สอง เรางุนงงกับชิ้นส่วนภาพปริศนาจำนวนมากฉันใด วิสุทธิชนยุคสุดท้ายสมัยแรกต้องเคยมองว่างานมอบหมายให้นำพระกิตติคุณไปทั่วโลกเป็นภารกิจที่ไม่น่าจะทำได้ฉันนั้น แต่พวกเขาเริ่ม ทีละคน ภาพปริศนาทีละชิ้น ต่อชิ้นที่อยู่ริมภาพก่อน ทีละเล็กละน้อย ก้อนหินที่ถูกสกัดโดยปราศจากมือจะเริ่มกลิ้งออกไป จากร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น และวิสุทธิชนยุคสุดท้ายในพันธสัญญาหลายล้านคนทั่วทุกประเทศเวลานี้กำลังต่อภาพปริศนาของงานอัศจรรย์และการอันน่าพิศวงนี้

    ภาพปริศนาขนาดใหญ่

    เราแต่ละคนเป็นชิ้นภาพปริศนา และเราแต่ละคนช่วยวางชิ้นสำคัญชิ้นอื่นในที่ของมัน ท่านมีความสำคัญในอุดมการณ์อันสำคัญยิ่งนี้ ภาพตรงหน้าเราเวลานี้ชัดเจน เราจะเห็นได้ว่าปาฏิหาริย์เกิดขึ้นต่อเนื่อง พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงนำทางเราขณะที่เราเติมช่องว่างที่เหลือ จากนั้น “พระเยโฮวาห์ที่ยิ่งใหญ่จะตรัสว่างานสำเร็จแล้ว”7 และพระองค์จะเสด็จกลับมาในพระบารมีและรัศมีภาพ

    เราแต่ละคนเป็นชิ้นภาพปริศนา

    ประธานโธมัส เอส. มอนสันกล่าวไว้ว่า “บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกและผู้สอนศาสนาจะพร้อมใจลงแรงทำงานด้วยกัน … เพื่อนำจิตวิญญาณมาหาพระองค์ … พระองค์จะทรงช่วยเราในการลงแรงนั้นถ้าเราจะกระทำด้วยศรัทธาเพื่อให้งานของพระองค์เกิดสัมฤทธิผล”8

    ความรับผิดชอบที่ทรงกำหนดซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่บนบ่าผู้สอนศาสนาเต็มเวลาบัดนี้อยู่บนบ่าเราทุกคน เราทุกคนต้องการแบ่งปันพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟู และหลายพันคนรับบัพติศมาในแต่ละสัปดาห์ แต่ยิ่งกว่านั้นด้วยพรวิเศษสุดนี้ ความห่วงใยพี่น้องชายหญิงของเราและความปรารถนาจะทำให้พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัยทำให้เราต้องเร่งแบ่งปันและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าทั่วโลก

    ขีดจำกัดความรู้สึกผิด

    ถึงแม้จะมีความปรารถนาจะแบ่งปันพระกิตติคุณอย่างมาก แต่ท่านอาจไม่มีความสุขนักกับความสำเร็จที่มาจากความพยายามในอดีต ท่านอาจรู้สึกเหมือนเพื่อนที่พูดว่า “ผมเคยพูดกับครอบครัวและเพื่อนๆ เกี่ยวกับศาสนจักร แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ ทุกครั้งที่พวกเขาปฏิเสธ ผมจะลังเลมากขึ้น ผมรู้ว่าผมควรทำมากขึ้น แต่ผมจนหนทาง และผมรู้สึกผิดมาก”

    ลองดูว่าข้าพเจ้าจะช่วยได้หรือไม่

    ความรู้สึกผิดมีบทบาทสำคัญเมื่อกระตุ้นให้เราเปลี่ยนสิ่งที่ต้องเปลี่ยน แต่มีข้อจำกัดอยู่ว่าความรู้สึกผิดมากเท่าใดจึงจะช่วยเรา

    ความรู้สึกผิดเหมือนแบตเตอรี่รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งสามารถทำให้ไฟรถสว่าง สตาร์ทเครื่อง และทำให้ไฟหน้าติด แต่จะไม่ให้เชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางไกลข้างหน้า แบตเตอรี่อย่างเดียวไม่พอ ความรู้สึกผิดอย่างเดียวไม่พอ

    ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านหยุดรู้สึกผิดกับความคิดที่ว่าท่านยังแบ่งปันพระกิตติคุณได้ไม่ดีพอ แต่จงสวดอ้อนวอนดังที่แอลมาสอนเพื่อขอให้ได้โอกาส “ยืนเป็น [พยาน] เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาและในทุกสิ่ง, และในทุกแห่ง … เพื่อ [คนอื่น] จะได้รับการไถ่จากพระผู้เป็นเจ้า, และนับอยู่กับบรรดาคนของการฟื้นคืนชีวิตครั้งแรก, [และ] มีชีวิตนิรันดร์”9นี่เป็นแรงจูงใจได้มากกว่าความรู้สึกผิด

    การเป็นพยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาและในทุกแห่งสะท้อนว่าเราดำเนินชีวิตอย่างไรและเราพูดอย่างไร

    จงเปิดเผยศรัทธาของท่านในพระคริสต์ เมื่อมีโอกาสให้พูดถึงพระชนม์ชีพ คำสอน และของประทานอันหาที่เปรียบมิได้ของพระองค์ต่อมวลมนุษย์ แบ่งปันความจริงอันเปี่ยมด้วยพลังของพระองค์จากพระคัมภีร์มอรมอน พระองค์ประทานสัญญากับเราดังนี้ “ทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นเฉพาะพระพักตร์พระบิดาของเรา … ในสวรรค์”10 ข้าพเจ้าสัญญากับท่านว่าเมื่อท่านสวดอ้อนวอนบ่อยครั้งและจริงใจขอโอกาส “ยืนเป็นพยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า” โอกาสเหล่านั้นจะมา คนที่แสวงหาความรู้และความสว่างเพิ่มเติมจะอยู่ตรงหน้าท่าน เมื่อท่านตอบรับการกระตุ้นเตือน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงนำคำพูดของท่านเข้าไปในใจของอีกฝ่ายหนึ่ง และสักวันหนึ่งพระผู้ช่วยให้รอดจะรับท่านเฉพาะพระพักตร์พระบิดา

    ความพยายามของกลุ่ม

    งานทางวิญญาณของการช่วยคนบางคนเข้ามาในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าเป็นงานกลุ่ม จงขอความช่วยเหลือจากผู้สอนศาสนาทันทีที่ทำได้ และสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสวรรค์ แต่จำไว้ว่าจังหวะเวลาในการเปลี่ยนใจเลื่อมใสของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่ขึ้นกับท่านทั้งหมด11

    คัมลา เปอร์แซนด์มาจากหมู่เกาะมอริเชียส เธอกำลังเรียนแพทย์ในเมืองบอร์โดประเทศ ฝรั่งเศสเมื่อเราพบเธอในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1991 เราสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัวขอให้สามารถแบ่งปันพระกิตติคุณกับคนที่แสวงหาความจริง และเราสอนเธอในบ้านของเรา ข้าพเจ้ามีโอกาสให้บัพติศมาเธอ แต่เราไม่ใช่อิทธิพลสำคัญที่สุดในการเข้าร่วมศาสนจักรของคัมลา เพื่อนๆ ของเธอ ผู้สอนศาสนา และแม้แต่สมาชิกครอบครัวเคยเป็น “พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า” ในประเทศบ้านเกิดของเธอมาแล้ว และวันหนึ่งในฝรั่งเศส เมื่อสมควรแก่เวลา คัมลาจึงตัดสินใจรับบัพติศมา 25 ปีต่อมา พรของการตัดสินใจครั้งนั้นอยู่รายรอบเธอ และบุตรชายของเธอเป็นผู้สอนศาสนาในมาดากัสการ์

    คัมลา เปอร์แซนด์กับครอบครัว

    ขออย่าได้มองว่าความพยายามของท่านในการแบ่งปันความรักของพระผู้ช่วยให้รอดกับผู้อื่นเป็นการสอบผ่านหรือสอบตกโดยตัดเกรดจากการพิจารณาว่าเพื่อนของท่านตอบรับความรู้สึกหรือคำเชื้อเชิญของท่านให้พบกับผู้สอนศาสนามากน้อยเพียงใด12 เราไม่สามารถตัดสินผลความพยายามของเราด้วยดวงตามนุษย์ ทั้งจะกำหนดตารางเวลาก็ไม่ได้ เมื่อท่านแบ่งปันความรักของพระผู้ช่วยให้รอดกับผู้อื่น เกรดของท่านมักจะเป็นเอบวกเสมอ

    รัฐบาลบางประเทศจำกัดงานของผู้สอนศาสนา ส่งผลให้สมาชิกดีเด่นของเราต้องกล้าเป็น “พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าทุกเวลาและในทุก … แห่ง” มากขึ้น

    นาเดชดาจากมอสโกมักจะมอบพระคัมภีร์มอรมอนใส่กล่องของขวัญให้ผู้อื่นโดยมีห่อขนมวางไว้รอบๆ เธอกล่าวว่า “ดิฉันบอกพวกเขาว่าของขวัญชิ้นนี้หวานที่สุดเท่าที่ดิฉันจะให้พวกเขาได้”

    ไม่นานหลังจากรับบัพติศมาในยูเครน สเวทลานามีความรู้สึกว่าต้องแบ่งปันพระกิตติคุณกับชายคนหนึ่งที่เธอพบบ่อยๆ บนรถประจำทาง เมื่อเขาขึ้นรถที่ป้ายของเขา เธอถามว่า “คุณอยากรู้เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้นไหม” เขาตอบว่า “อยากครับ” ผู้สอนศาสนาสอนวิคเตอร์ และเขารับบัพติศมา ต่อมาเขากับสเวทลานารับการผนึกในพระวิหารไฟรบูร์ก เยอรมนี

    จงระวัง พรของท่านอาจมาอย่างไม่คาดคิด

    เมื่อเจ็ดปีก่อน ข้าพเจ้ากับเคธีพบดิเอโก โกเมซและครอบครัวที่น่ารักของเขาในซอลท์เลคซิตี้ พวกเขาเข้าร่วมโอเพ่นเฮาส์พระวิหารกับเราแต่ไม่ยอมรับคำเชื้อเชิญจากเราให้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศาสนจักร ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์ที่น่าประหลาดใจจากดิเอโก เหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตทำให้เขาสวดอ้อนวอน เขาหาผู้สอนศาสนาด้วยตนเอง เรียนบทสนทนา และพร้อมรับบัพติศมา วันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าเดินลงไปในน้ำบัพติศมากับดิเอโก โกเมซเพื่อนสานุศิษย์และสหายของข้าพเจ้า การเปลี่ยนใจเลื่อมใสของเขามีตารางเวลาในตัวเองและมากับความช่วยเหลือตลอดจนการสนับสนุนของหลายๆ คนผู้เอื้อมไปหาเขาในฐานะ “พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า”

    ดิเอโก โกเมซกับกลุ่ม

    คำเชื้อเชิญต่อเยาวชน

    ถึงเยาวชนและคนหนุ่มสาวที่น่าทึ่งของเราทั่วโลก ข้าพเจ้าให้คำเชื้อเชิญพิเศษและท้าทายท่านให้เป็น “พยานเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้า” คนที่อยู่รอบข้างท่านเปิดรับการซักถามทางวิญญาณ จำภาพปริศนาได้ไหม ท่านไม่ได้มาทำงานมือเปล่าแต่มีเทคโนโลยีและสื่อสังคมให้ท่านใช้ เราต้องการท่าน พระเจ้าทรงต้องการให้ท่านมีส่วนร่วมในอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่นี้มากขึ้น

    ภาพปริศนาในโทรศัพท์มือถือ

    พระผู้ช่วยให้รอดตรัสว่า “เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์”13

    ท่านไม่ได้อยู่ในแอฟริกา เอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ กลาง หรือใต้ แปซิฟิก หรือที่อื่นใดในโลกของพระผู้เป็นเจ้าโดยบังเอิญ เพราะพระกิตติคุณต้องไปถึง “ทุกประชาชาติ, ตระกูล, ภาษา, และผู้คน.”14

    “พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ … ทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง [ก้อนหินถูกตัดออกมาไม่ใช่ด้วยมือมนุษย์ที่กลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ] ซึ่งไม่มีวันถูกทำลาย … [แต่] ตั้งมั่นอยู่เป็นนิตย์

    “… พระสุบินนั้นเป็นจริง และคำแก้พระสุบิน … แน่นอน”15

    ข้าพเจ้าทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำจากหลักคำสอนและพันธสัญญา “จงเรียกหาพระเจ้า, เพื่ออาณาจักรของพระองค์จะออกไปบนแผ่นดินโลก, เพื่อผู้อยู่อาศัยในนั้นจะได้รับมัน, และพร้อมสำหรับวันเวลาที่จะมาถึง, ซึ่งในเวลานั้นบุตรแห่งพระมหาบุรุษจะเสด็จลงมา [จาก] สวรรค์, ทรงห่อหุ้มด้วยความเจิดจ้าแห่งรัศมีภาพของพระองค์, เพื่อพบอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า … บนแผ่นดินโลก”16ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน