2010–2019
ลุกขึ้นด้วยความเข้มแข็งเถิด พี่น้องสตรีในไซอัน
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

ลุกขึ้นด้วยความเข้มแข็งเถิด พี่น้องสตรีในไซอัน

เพื่อจะเปลี่ยนใจเลื่อมใสเป็นผู้รักษาพันธสัญญา เราต้องศึกษาหลักคำสอนสำคัญของพระกิตติคุณและมีประจักษ์พยานที่มั่นคงในความจริงของหลักคำสอนเหล่านั้น

ดิฉันรู้สึกปีติยินดีอย่างยิ่งที่ได้มารวมกันในศูนย์การประชุมนี้กับเด็กหญิง เยาวชนหญิง และสตรีของศาสนจักร เราทราบด้วยว่ามีกลุ่มสตรีหลายพันคนที่รวมตัวกันทั่วโลก เพื่อดูการประชุมนี้ ดิฉันขอบคุณสำหรับโอกาสและวิธีที่ช่วยให้เรามารวมกันในความเป็นหนึ่งเดียวและจุดประสงค์ในค่ำคืนนี้

ในเดือนตุลาคม ปี 2006 ประธานกอร์ดอน บี. ฮิงค์ลีย์กล่าวคำปราศรัยในหัวข้อ “ลุกขึ้นเถิดบุรุษของพระผู้เป็นเจ้า” ที่ตั้งชื่อตามบทเพลงสวดซึ่งประพันธ์ในปี 19111 คำปราศรัยดังกล่าวเป็นการเรียกให้บุรุษในศาสนจักรลุกขึ้นพัฒนาตนเอง คำปราศรัยนั้นอยู่ในความคิดของดิฉันเมื่อดิฉันสวดอ้อนวอนเพื่อให้ทราบว่าจะแบ่งปันอะไรกับท่าน

พี่น้องสตรีทั้งหลาย เราอยู่ใน “เวลาที่น่ากลัว”2 สภาพของยุคสมัยเราไม่ควรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับเรา มีคำเตือนและการตักเตือนที่บอกไว้ล่วงหน้านับพันปีเพื่อเราจะเตรียมพร้อม บทที่ 8 ของหนังสือมอรมอน มีคำบรรยายอันน่าสะพรึงกลัวและแม่นยำเกี่ยวกับสภาพของยุคสมัยเรา ในบทนี้โมโรไนกล่าวว่าท่านเห็นยุคสมัยของเรา นั่นรวมถึงสงครามและข่าวลือเรื่องสงคราม ปัญหาของมลภาวะ ฆาตกรรม โจรกรรม และผู้คนที่บอกเราว่าไม่มีอะไรถูกหรือผิดในสายพระเนตรของพระผู้เป็นเจ้า ท่านบรรยายถึงคนที่เต็มไปด้วยความถือดี ยึดติดกับการสวมเสื้อผ้าราคาแพง และคนที่เยาะเย้ยเรื่องศาสนา ท่านเห็นคนที่ลุ่มหลงสิ่งของทางโลกและยอมให้ “คนขัดสน, และคนเปลือยเปล่า, และคนป่วยและคนทุกข์ยากผ่านท่านไป”3 โดยไม่เหลียวแลพวกเขา

โมโรไนตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบตนเองกับเรา—เราที่อยู่ในช่วงเวลานี้ ท่านกล่าวว่า “เหตุใดท่านจึงอับอายที่จะรับพระนามของพระคริสต์ไว้กับท่าน?”4 ข้อกล่าวหานี้บรรยายสภาพทางโลกของโลกเราไว้อย่างถูกต้องมากขึ้น

โจเซฟ สมิธ—มัทธิว ระบุว่าในยุคสุดท้ายแม้แต่ “ผู้ที่ทรงเลือกไว้ตามพันธสัญญา”5 ก็จะถูกหลอกลวง คนที่อยู่ในพันธสัญญารวมถึงเด็กผู้หญิง เยาวชนหญิง และพี่น้องสตรีของศาสนจักรที่ได้รับบัพติศมาและทำพันธสัญญากับพระบิดาบนสวรรค์ แม้แต่ เรา ก็เสี่ยงต่อการถูกคำสอนเท็จหลอกลวง

พี่น้องทั้งหลาย ดิฉันไม่เชื่อว่าสภาพการณ์จะดีขึ้นในภายภาคหน้า หากความโน้มเอียงในปัจจุบันเป็นเครื่องบ่งชี้ เราต้องพร้อมรับมือกับพายุที่อยู่เบื้องหน้า อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะยกมือยอมแพ้ด้วยความสิ้นหวัง แต่ในฐานะผู้คนแห่งพันธสัญญา เราต้องไม่มีวันสิ้นหวัง ดังที่ เอ็ลเดอร์แกรีย์ อี. สตีเวนสัน กล่าวไว้ว่า “การชดเชยอันเปี่ยมด้วยเมตตาของพระบิดาบนสวรรค์สำหรับการอาศัยอยู่ในช่วงเวลาที่น่ากลัวคือเราอาศัยอยู่ในช่วงเวลาความสมบูรณ์แห่งเวลาด้วยเช่นกัน”6 ดิฉันชอบการปลอบโยนจากข้อความนั้น

ประธานรัสเซลล์ เอ็ม. เนลสันบอกเราเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมาว่า “การโจมตีศาสนจักร หลักคำสอน และวิถีชีวิตของเราจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสิ่งนี้ เราต้องการสตรีผู้มีความเข้าใจอันมั่นคงถึงหลักคำสอนของพระคริสต์และ ผู้ที่จะใช้ความเข้าใจนั้นสอนและช่วยเลี้ยงดูอนุชนที่ต้านบาป เราต้องการสตรีที่สามารถตรวจจับการหลอกลวงในทุกรูปแบบ เราต้องการสตรีที่รู้วิธีเข้าถึงพลังที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมีไว้ให้แก่ผู้รักษาพันธสัญญาและผู้ที่แสดงออกถึงความเชื่อของพวกเธอด้วยความมั่นใจและด้วยจิตกุศล เราต้องการสตรีที่มีความกล้าและวิสัยทัศน์ของเอวา มารดาของเรา”7

ข้อความนี้ให้ความมั่นใจกับดิฉันว่าแม้ในสภาพวันเวลาของเราจะเป็นเช่นนี้ เรามีเหตุผลหลายประการที่จะชื่นชมยินดีและมองโลกในแง่ดี ดิฉันเชื่อหมดใจว่าเราผู้เป็นสตรีมีความเข้มแข็งโดยกำเนิดและศรัทธาที่จะช่วยให้เราเผชิญกับความท้าทายของการดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย ซิสเตอร์เชอรี ดิวเขียนไว้ว่า “ดิฉันเชื่อว่าชั่วขณะที่เราเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยอิทธิพลเต็มที่ของสตรีผู้เปลี่ยนใจเลื่อมใสที่รักษาพันธสัญญา อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าจะเปลี่ยนในชั่วข้ามคืน”8

ต้องใช้ความเพียรอย่างสุขุมรอบคอบในการเปลี่ยนใจเลื่อมใสและรักษาพันธสัญญาของเรา ในการทำเช่นนั้น เราต้องเป็นเด็กสาวและสตรีที่ศึกษาหลักคำสอนสำคัญของพระกิตติคุณและมีประจักษ์พยานที่มั่นคงในความจริงของหลักคำสอนเหล่านั้น มีสามด้านที่ดิฉันเชื่อว่าเป็นพื้นฐานของประจักษ์พยานที่เข้มแข็งและดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อความเข้าใจของเรา

ประการแรก เราต้องยอมรับว่าพระผู้เป็นเจ้า พระบิดานิรันดร์และพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมของศรัทธาและความรอดของเรา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระผู้ไถ่ เราต้องศึกษาและเข้าใจการชดใช้ของพระองค์และวิธีประยุกต์ใช้ในแต่ละวัน การกลับใจเป็นพรประเสริฐสุดอย่างหนึ่งของเราแต่ละคนที่จะทำให้เราดำรงอยู่ในหนทาง เราต้องเห็นว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างในบทบาทเบื้องต้นของเราและเป็นแบบอย่างของคนที่เราต้องเป็น เราต้องสอนครอบครัวและชั้นเรียนของเราต่อไปเกี่ยวกับแผนแห่งความรอดของพระบิดา ซึ่งรวมถึงหลักคำสอนของพระคริสต์

สอง เราต้องเข้าใจถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูหลักคำสอน องค์การ และกุญแจทั้งหลายของสิทธิอำนาจในยุคสุดท้ายนี้ เราต้องมีพยานว่าศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกและทรงแต่งตั้งจากสวรรค์เพื่อทำให้เกิดการฟื้นฟูนี้และรู้ว่าท่านจัดตั้งองค์การสตรีของศาสนจักรตามองค์การที่มีอยู่จริงในศาสนจักรสมัยโบราณของพระคริสต์9

สาม เราต้องศึกษาและเข้าใจศาสนพิธีและพันธสัญญาพระวิหาร พระวิหารคือสถานที่ซึ่งเป็นศูนย์รวมความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของเรา พระเจ้าทรงขอให้เราเข้าพระวิหาร ไตร่ตรอง ศึกษา ค้นหาความหมายและการประยุกต์ใช้ส่วนตัวของแต่ละคน เราจะเข้าใจว่าโดยผ่านศาสนพิธีพระวิหาร พลังของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ประจักษ์ในชีวิตเรา10 และเนื่องจากศาสนพิธีพระวิหาร เราจะได้รับเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้าเป็นอาวุธ พระนามของพระองค์จะสถิตกับเรา รัศมีภาพของพระองค์อยู่รอบเรา และบรรดาเทพของพระองค์รับผิดชอบต่อการดูแลเรา11 ดิฉันสงสัยว่าเรากำลังพึ่งพาพลังอำนาจของคำสัญญาแหล่านี้โดยสมบูรณ์หรือไม่

พี่น้องทั้งหลาย แม้คนอายุน้อยที่สุดในที่ประชุมนี้ก็สามารถลุกขึ้นด้วยศรัทธาและมีบทบาทสำคัญในการสร้างอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า เด็กเริ่มได้รับประจักษ์พยานของตนเองโดยการอ่านหรือฟังพระคัมภีร์ สวดอ้อนวอนทุกวัน และรับส่วนศีลระลึกอย่างมีความหมาย เด็กและเยาวชนหญิงทุกคนสามารถกระตุ้นให้มีการสังสรรค์ในครอบครัวและเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ ท่านสามารถเป็นคนแรกที่คุกเข่าลงเมื่อครอบครัวท่านพร้อมใจกันสวดอ้อนวอนเป็นครอบครัว ถึงแม้บ้านของท่านไม่ได้เป็นบ้านในฝัน แต่แบบอย่างส่วนตัวของท่านในการดำเนินชีวิตตามพระกิตติคุณอย่างซื่อสัตย์จะส่งผลต่อชีวิตครอบครัวและเพื่อนของท่าน

เยาวชนหญิงของศาสนจักรต้องเห็นว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนสำคัญในงานแห่งความรอดที่กำกับดูแลโดยฐานะปุโรหิตและไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูและผู้สนับสนุน ท่านมีการเรียกและได้รับการวางมือมอบหน้าที่โดยผู้ถือกุญแจฐานะปุโรหิตเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้นำด้วยพลังอำนาจและสิทธิอำนาจในงานนี้ เมื่อท่านขยายการเรียกของท่านในฝ่ายประธานชั้นเรียนและเตรียมพร้อมทางวิญญาณ ปรึกษาหารือกัน มีน้ำใจช่วยเหลือสมาชิกชั้นเรียนของท่าน และสอนพระกิตติคุณให้กัน ท่านกำลังมีส่วนในงานนี้ ทั้งท่านและเพื่อนของท่านจะได้รับพร

สตรีทั้งปวงต้องเห็นว่าตนเองเป็นผู้มีส่วนสำคัญในงานของฐานะปุโรหิต สตรีในศาสนจักรนี้เป็นประธาน เป็นที่ปรึกษา ครู สมาชิกสภา พี่น้องสตรี และมารดา อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าดำเนินงานไม่ได้นอกจากเราจะลุกขึ้นทำหน้าที่ของเราให้สำเร็จลุล่วงด้วยศรัทธา บางครั้งเราต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลกว่านี้ถึงสิ่งซึ่งอยู่ในวิสัยที่ทำได้

Bonnie L. Oscarson

เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันพบกับพี่น้องสตรีท่านหนึ่งในเม็กซิโกที่เข้าใจว่าการขยายการเรียกของเธอด้วยศรัทธาหมายความว่าอย่างไร มาร์ฟฟิสซา มัลโดดาโน ได้รับเรียกให้สอนชั้นเรียนเยาวชนโรงเรียนวันอาทิตย์เมื่อสามปีที่แล้ว เธอมีนักเรียน 7 คนที่เข้าเรียนเมื่อเธอได้รับเรียก แต่ปัจจุบันเธอมีนักเรียน 20 คนที่เข้าเรียนเป็นประจำ ดิฉันถามเธอด้วยความประหลาดใจว่าเธอทำอะไรจึงทำให้จำนวนเพิ่มขึ้นเช่นนั้น เธอพูดอย่างสุภาพว่า “ ไม่ใช่ดิฉันคนเดียวหรอกค่ะ สมาชิกชั้นเรียนทุกคนช่วยกัน” โดยที่ช่วยกัน พวกเขาเห็นชื่อสมาชิกแข็งขันน้อยในรายชื่อและเริ่มออกไปช่วยกันเชื้อเชิญสมาชิกเหล่านั้นให้กลับมาที่โบสถ์ พวกเขามีบัพติศมาด้วยเนื่องจากความพยายามของพวกเขา

Sunday School

ซิสเตอร์มัลโดดาโนจัดให้มีสื่อสังคมเฉพาะสมาชิกชั้นเรียนของเธอโดยให้ชื่อว่า “ฉันลูกพระผู้เป็นเจ้า” เธอเขียนข้อคิดสร้างแรงบันดาลใจและพระคัมภีร์สัปดาห์ละหลายครั้ง เธอส่งข้อความให้นักเรียนของเธอเมื่อมีงานมอบหมายและให้กำลังใจเป็นประจำ เธอรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะสื่อสารด้วยวิธีที่พวกเขาคุ้นเคย และนั่นก็ได้ผล เธอบอกดิฉันอย่างเรียบง่ายว่า “ดิฉันรักนักเรียนของดิฉัน” ดิฉันรู้สึกถึงความรักนั้นได้เมื่อเธอบอกดิฉันถึงความพยายามของพวกเขา แบบอย่างของเธอเตือนใจดิฉันถึงสิ่งที่คนๆ หนึ่งซึ่งมีศรัทธาและลงมือทำจะทำให้งานนี้สำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า

เยาวชนของเราพบคำถามยากๆ เป็นประจำ และเราหลายคนมีคนที่เรารักซึ่งกำลังดิ้นรนค้นหาคำตอบ ข่าวดีคือ มี คำตอบให้คำถามหลายข้อที่ถาม จงฟังข่าวสารล่าสุดจากผู้นำของเรา เรากำลังได้รับการกระตุ้นให้ศึกษาและเข้าใจแผนแห่งความสุขของพระบิดาบนสวรรค์ เราได้รับการเตือนถึงหลักธรรมในถ้อยแถลงเรื่องครอบครัว12 เราได้รับการกระตุ้นให้สอนและใช้แหล่งช่วยเป็นเครื่องวัดเพื่อให้เรายังคงอยู่ในทางคับแคบและแคบ

ประมาณหนึ่งปีที่แล้ว ดิฉันไปเยี่ยมมารดาคนหนึ่งที่ลูกของเธอยังเด็กและเธอตัดสินใจใช้วิธีเริ่มป้องกันลูกของเธอจากอิทธิพลด้านลบที่พวกเขาพบทางออนไลน์หรือที่โรงเรียน เธอเลือกหัวข้อหนึ่งทุกสัปดาห์ ซึ่งมักจะเป็นหัวข้อที่ทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางทางออนไลน์ เธอเริ่มการสนทนาที่มีความหมายระหว่างสัปดาห์ที่ลูกๆ ของเธอจะถามคำถามได้ และเธอทำให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับมุมมองที่เสมอภาคและยุติธรรมในประเด็นที่มักจะเป็นเรื่องยาก เธอกำลังทำให้บ้านของเธอเป็นสถานที่ปลอดภัยในการตั้งคำถามและมีการสอนพระกิตติคุณที่มีความหมาย

ดิฉันกังวลว่าเราอยู่ในบรรยากาศที่หลีกเลี่ยงการทำให้คนอื่นไม่พอใจจนบางครั้งเราหลีกเลี่ยงการสอนหลักธรรมที่ถูกต้อง เราล้มเหลวที่จะสอนเยาวชนหญิงของเราว่าการเตรียมเป็นมารดาคือสิ่งสำคัญที่สุดเพราะเราไม่ต้องการสร้างความขุ่นเคืองใจให้คนที่ไม่แต่งงานหรือไม่มีบุตร หรือมองว่าเป็นการเลือกในอนาคตเท่านั้น ในทางตรงกันข้าม เราอาจล้มเหลวในการเน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาเช่นกันเพราะเราไม่ต้องการสื่อว่าการศึกษาสำคัญกว่าการแต่งงาน เราหลีกเลี่ยงที่จะประกาศว่าพระบิดาบนสวรรค์ของเรานิยามการแต่งงานว่าเป็นเรื่องระหว่างชายกับหญิงเนื่องจากเราไม่ต้องการสร้างความขุ่นเคืองใจให้ผู้ที่มีประสบการณ์เสน่หาเพศเดียวกัน และเราอาจพบว่าเป็นเรื่องน่าอึดอัดที่จะสนทนาเกี่ยวกับประเด็นทางเพศหรือกิจกรรมทางเพศที่ดีต่อสุขภาพ

พี่น้องทั้งหลาย แน่นอนว่าเราต้องใช้ความละเอียดอ่อน แต่ขอให้เราใช้สามัญสำนึกและความเข้าใจแผนแห่งความรอดเช่นกัน เพื่อให้มีความกล้าหาญและตรงไปตรงมาเมื่อเกี่ยวข้องกับการสอนลูกๆ และเยาวชนของเราถึงหลักธรรมพระกิตติคุณที่สำคัญยิ่งซึ่งพวกเขาต้องเข้าใจเส้นทางในโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ หากเราสอนลูกและเยาวชนของเราถึงหลักคำสอนที่แท้จริง—และสอนอย่างชัดเจน—โลกจะสอนพวกเขาว่าซาตานพูดคำเท็จ

ดิฉันรักพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ และดิฉันสำนึกคุณชั่วนิรันดร์สำหรับการนำทาง พลังอำนาจ และความช่วยเหลือที่ดิฉันได้รับทุกวันในฐานะธิดาแห่งพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า ดิฉันเป็นพยานว่าพระเจ้าประทานพรเรา สตรีที่อยู่ในช่วงเวลาน่ากลัวนี้ ด้วยพลังอำนาจ ของประทาน และพละกำลังที่จำเป็นเพื่อเตรียมโลกรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ ดิฉันสวดอ้อนวอนว่าขอให้เราทุกคนมองเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเราและลุกขึ้นเป็นสตรีแห่งศรัทธาและความกล้าหาญซึ่งพระบิดาในสวรรค์ทรงต้องการให้เราเป็น ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน