2010–2019
พระเจ้าพระเยซูคริสต์ทรงสอนให้เราสวดอ้อนวอน
ดาวน์โหลด
หน้านี้ (MP3)
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

พระเจ้าพระเยซูคริสต์ทรงสอนเราให้สวดอ้อนวอน

เมื่อท่านสวดอ้อนวอน ท่านสวดอ้อนวอนจริงๆ หรือเพียงกล่าวคำสวดอ้อนวอน

ในปี 1977 ข้าพเจ้ารับใช้เป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาในเมืองกุสโก เปรู ข้าพเจ้ากับคู่ได้รับอนุญาตให้พาผู้สอนศาสนาทุกคนในโซนกุสโกไปดูซากเมืองมาชูปิกชูที่งดงาม

ช่วงท้ายของการเที่ยวชมซากเมืองนั้น ผู้สอนศาสนาบางคนต้องการไปสะพานอินคาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางลงเขา ข้าพเจ้ารู้สึกในใจทันทีว่าพระวิญญาณทรงห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าไปที่นั่น ทางเส้นนั้นอยู่ฝั่งภูเขาที่มีทางดิ่งชันสูงถึง 2,000 ฟุต (610 เมตร) ทางเดินหลายจุดกว้างเพียงให้ผ่านได้ทีละคนเท่านั้น ข้าพเจ้ากับคู่บอกพวกเขาว่าเราไม่ควรไปสะพานอินคา

แต่ผู้สอนศาสนายืนกรานให้เราไป พวกเขาอ้อนวอนหนักขึ้นและทั้งที่พระวิญญาณทรงบอกข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังยอมตามเสียงส่วนใหญ่และบอกพวกเขาว่าเราจะไปเที่ยวสะพานแต่เราต้องระวังให้มาก

เราเข้าสู่เส้นทางที่พาไปถึงสะพานอินคาโดยมีข้าพเจ้าอยู่รั้งท้ายกลุ่ม ตอนแรกทุกคนเดินช้าๆ ตามที่ตกลงกันไว้ ต่อจากนั้นผู้สอนศาสนาเริ่มเดินเร็วมากแล้วก็วิ่ง พวกเขาไม่สนใจคำขอร้องของข้าพเจ้าให้ช้าลง ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องตามพวกเขาให้ทันเพื่อบอกว่าเราต้องวกกลับ ข้าพเจ้าอยู่ห่างพวกเขาและต้องวิ่งเร็วเพื่อตามให้ทัน

เมื่อมาถึงทางโค้งที่แคบเกินกว่าจะเดินได้สองคน ข้าพเจ้าพบผู้สอนศาสนาคนหนึ่งยืนนิ่งเอาหลังชิดโขดหิน ข้าพเจ้าถามว่าทำไมเขายืนอยู่ตรงนั้น เขาบอกว่าเขาได้รับการกระตุ้นเตือนให้อยู่ตรงจุดนั้นสักครู่และให้ข้าพเจ้าเดินไปก่อน

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องรีบตามให้ทันคนที่อยู่ข้างหน้าเรา เขาจึงช่วยให้ข้าพเจ้าผ่านเขาไป ข้าพเจ้าลงมาตามทางอีกเล็กน้อยก็สังเกตเห็นว่าพื้นดินเต็มไปด้วยพืชเขียวขจี ข้าพเจ้าวางเท้าขวาบนพื้นและขณะตกลงไปถึงได้รู้ว่าใต้พืชเขียวขจีนั้นไม่มีพื้นดิน ข้าพเจ้าคว้ากิ่งไม้ที่อยู่ใต้ทางเดิน ชั่วอึดใจนั้นข้าพเจ้ามองลงไปข้างล่างราว 2,000 ฟุตและเห็นแม่น้ำอารูบัมบาไหลผ่านหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ของอินคา ข้าพเจ้ารู้สึกประหนึ่งหมดเรี่ยวแรง และผ่านไปครู่เดียวข้าพเจ้าก็จับกิ่งไม้ไม่ไหว ในขณะนั้นข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนอย่างจริงจัง เป็นคำสวดอ้อนวอนที่สั้นมาก ข้าพเจ้าอ้าปากทูลว่า “พระบิดา ช่วยด้วย!”

กิ่งไม้ไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักตัวข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้ารู้ว่าจุดจบมาใกล้แล้ว ในชั่ว ขณะ ที่กำลังจะตก ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือที่แข็งแรงจับแขนและดึงข้าพเจ้าขึ้น ด้วยความช่วยเหลือนั้นข้าพเจ้าจึงสามารถเอาตัวเองกลับขึ้นมาบนทางเดินได้ ผู้สอนศาสนาที่หยุดเดินและให้ข้าพเจ้าผ่านไปก่อนคือคนที่ช่วยชีวิตข้าพเจ้า

แต่ความจริงแล้วพระบิดาในสวรรค์ทรงช่วยชีวิตข้าพเจ้า พระองค์ทรงฟังเสียงข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ยินสุรเสียงของพระวิญญาณบอกข้าพเจ้าสามครั้งก่อนหน้านั้นว่าไม่ให้ไปสะพานอินคา แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อฟัง ข้าพเจ้าตกใจ ข้าพเจ้าหน้าซีด และไม่รู้จะพูดอะไร แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าผู้สอนศาสนาคนอื่นอยู่ข้างหน้าเรา เราจึงไปหาพวกเขาจนกระทั่งพบพวกเขาและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับข้าพเจ้าให้พวกเขาฟัง

เรากลับไปมาชูปิกชูอย่างเงียบๆ และระมัดระวังมาก ระหว่างเดินทางกลับข้าพเจ้ายังเงียบเหมือนเดิม และมีความคิดเข้ามาในใจข้าพเจ้าว่าพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่เสียงของข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าไม่เอาใจใส่สุรเสียงของพระองค์ มีความเจ็บปวดลึกๆ ในใจข้าพเจ้าเพราะไม่เชื่อฟังสุรเสียงของพระองค์และขณะเดียวกันก็รู้สึกกตัญญูอย่างสุดซึ้งต่อพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ไม่ทรงใช้ความยุติธรรมกับข้าพเจ้า แต่ในพระเมตตาอันยิ่งใหญ่พระองค์ทรงช่วยชีวิตข้าพเจ้า (ดู แอลมา 26:20)

เมื่อหมดวัน ก็ถึงเวลาสวดอ้อนวอนส่วนตัว ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนจากใจถึง “พระบิดาผู้ทรงพระเมตตากรุณา พระเจ้าแห่งการหนุนใจทุกอย่าง” (2 โครินธ์ 1:3) ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอน “ด้วยใจจริง, ด้วยเจตนาแท้จริง, โดยมีศรัทธาในพระคริสต์” (โมโรไน 10:4)

เช้าตรู่ของวันเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนด้วยริมฝีปาก และเมื่อข้าพเจ้าเกือบเสียชีวิต ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนจากใจถึงพระองค์ ข้าพเจ้าไตร่ตรองชีวิตจนถึงจุดนั้น ข้าพเจ้าพบว่าหลายครั้งพระบิดาในสวรรค์ทรงเมตตาข้าพเจ้ามาก พระองค์ทรงสอนบทเรียนมากมายวันนั้นในมาชูปิกชูและในเมืองกุสโก เปรู บทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งคือข้าพเจ้าควรสวดอ้อนวอนตลอดเวลาเสมอ “ด้วยใจจริง, ด้วยเจตนาแท้จริง โดย [ใช้] ศรัทธาในพระคริสต์”

ครั้งหนึ่งพระเจ้าพระเยซูคริสต์ “ทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง” และ “เมื่อเสร็จสิ้น สาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงสอนพวกข้าพระองค์อธิษฐาน” (ลูกา 11:1) จากนั้นพระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกให้สวดอ้อนวอน ปัจจุบันพระองค์ทรงสอนท่านและข้าพเจ้าให้สวดอ้อนวอนขณะที่เรานึกภาพพระองค์สวดอ้อนวอนในเกทเสมนีว่า “แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ลูกา 22:42) เมื่อท่านสวดอ้อนวอน ท่านต้องการจริงหรือไม่ว่า “อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์”

เปาโลบรรยายว่าพระเยซูทรงสวดอ้อนวอนอย่างไร “ในระหว่างที่ [พระองค์] ประทับในโลก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกทเสมนี: “พระองค์ทรงถวายคำอธิษฐาน และคำร้องขอด้วยเสียงดังและน้ำพระเนตรไหลต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าทรงสดับเนื่องจากความยำเกรงของพระคริสต์” (ฮีบรู 5:7) เมื่อท่านสวดอ้อนวอน ท่านสวดอ้อนวอนจริงๆ หรือเพียงกล่าวคำสวดอ้อนวอน ท่านสวดอ้อนวอนเพียงผิวเผินหรือไม่

พระเยซูทรงสวดอ้อนวอนอย่างจริงจังและตรัสกับพระบิดาของพระองค์ “เมื่อคนทั้งหลายรับบัพติศมา พระเยซูก็ทรงรับบัพติศมาด้วย ขณะที่พระองค์ทรงอธิษฐานอยู่นั้นท้องฟ้าก็แหวกออก” (ลูกา 3:21) เมื่อท่านสวดอ้อนวอน ท่านรู้สึกเหมือนท้องฟ้าแหวกออกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ท่านรู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับสวรรค์คือเมื่อใด

พระเยซูทรงเตรียมองค์ให้พร้อมทำการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ โดยสวดอ้อนวอนพระบิดาของพระองค์

“พระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าตลอดทั้งคืน

“พอถึงรุ่งเช้า พระองค์ทรงเรียกพวกสาวกมา แล้วทรงเลือกสาวกสิบสองคนผู้ซึ่งพระองค์ทรงให้ชื่อว่าอัครทูต” (ลูกา 6:12–13)

ท่านเตรียมตนเองให้พร้อมทำการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ โดยสวดอ้อนวอนพระบิดาบนสวรรค์หรือไม่ ท่านเตรียมตนเองสำหรับชั่วขณะของการสวดอ้อนวอนหรือไม่

เมื่อพระเยซูเสด็จมาทวีปอเมริกา พระองค์ทรงสอนผู้คนให้สวดอ้อนวอน “และพระเยซูตรัสกับพวกท่านว่า: จงสวดอ้อนวอนต่อไป; และพวกท่านไม่ได้หยุดสวดอ้อนวอน” (3 นีไฟ 19:26)

พระเยซูทรงเชื้อเชิญเราให้ “สวดอ้อนวอนเสมอ” (คพ. 10:5) พระเยซูทรงรู้ว่าพระบิดาบนสวรรค์ทรงได้ยินและประทานสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เหตุใดบางครั้งเราจึงไม่ต้องการได้รับ เพราะเหตุใด

ในชั่วขณะนั้นที่เราทูลว่า “พระบิดาในสวรรค์” พระองค์ทรงได้ยินคำสวดอ้อนวอนของเราและทรงไวต่อความรู้สึกของเราและความต้องการของเรา และด้วยเหตุนี้พระเนตรและพระกรรณของพระองค์จึงเชื่อมต่อกับท่านเวลานี้ พระองค์ทรงอ่านความคิด และทรงสัมผัสใจท่าน ท่านไม่สามารถปกปิดเรื่องใดจากพระองค์ได้ สิ่งวิเศษสุดคือพระองค์จะทรงมองท่านด้วยพระเนตรแห่งความรักและความเมตตา—ความรักและความเมตตาที่เราไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่ความรักและความเมตตาอยู่กับพระองค์ขณะที่ท่านทูลว่า “พระบิดาในสวรรค์”

ช่วงเวลาของการสวดอ้อนวอนจึงเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่จะพูดว่า “ไม่ เราจะไม่ฟังเจ้าตอนนี้ เพราะเจ้ามาหาเราตอนเจ้าเดือดร้อนเท่านั้น” มนุษย์เท่านั้นที่ทำเช่นนั้น พระองค์ไม่ใช่ผู้ที่จะพูดว่า “โอ้ เจ้าไม่เห็นหรือว่าตอนนี้เรายุ่งมาก” มนุษย์เท่านั้นที่พูดเช่นนั้น

ขอให้เราทุกคนสวดอ้อนวอนตามที่พระเยซูทรงสอนให้เราสวดอ้อนวอน นี่คือความหวังและคำสวดอ้อนวอนของข้าพเจ้าในพระนามของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เอเมน