ได้รับเรียกมายังงาน
    Footnotes

    ได้รับเรียกมายังงาน

    งานมอบหมายให้รับใช้ในสถานที่เจาะจงนั้นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น แต่รองมาจากการเรียกมายังงาน

    ประธานมอนสันครับ เราตื่นเต้นที่ได้ยินเสียงท่านและได้รับคำสอนจากท่าน เรารักท่าน เราสนับสนุนท่าน และเราสวดอ้อนวอนให้ท่านเสมอ

    ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนทูลขอความช่วยเหลือจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ขณะที่เราไตร่ตรองหลักธรรมเกี่ยวกับงานสำคัญยิ่งของการสั่งสอนพระกิตติคุณแก่ทุกประชาชาติ ตระกูล ภาษาและผู้คน1

    ได้รับเรียกให้รับใช้และได้รับมอบหมายให้ทำงาน

    ทุกปีชายหนุ่มหญิงสาวหลายหมื่นคนพร้อมทั้งคู่สามีภรรยาอาวุโสหลายคู่คาดหวังอย่างกระตือรือร้นที่จะได้รับจดหมายฉบับพิเศษจากซอล์ทเลคซิตี้ เนื้อหาของจดหมายมีผลนิรันดร์ต่อผู้ที่จ่าหน้าถึง เช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวและผู้คนอื่นๆ อีกจำนวนมาก เมื่อได้รับซอง ผู้รับจะเปิดอย่างประณีตบรรจงหรือไม่ก็รีบฉีกซองด้วยความตื่นเต้น การอ่านจดหมายพิเศษฉบับนี้เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม

    จดหมายลงนามโดยประธานศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย สองประโยคแรกอ่านดังนี้ “ท่านได้รับเรียกให้รับใช้เป็นผู้สอนศาสนาของศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ท่านได้รับมอบหมายให้ทำงานในคณะเผยแผ่ ______”

    โปรดสังเกตว่าประโยคแรกเป็นการเรียกให้รับใช้เป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลาในศาสนจักรที่ได้รับการฟื้นฟูของพระเจ้า ประโยคที่สองระบุงานมอบหมายให้ทำงานในสถานที่และคณะเผยแผ่ที่เจาะจง ความแตกต่างที่สำคัญซึ่งระบุไว้ในสองประโยคนี้คือสิ่งจำเป็นที่เราทุกคนต้องเข้าใจ

    ในวัฒนธรรมของศาสนจักร เรามักจะพูดว่าได้รับเรียกให้รับใช้ในประเทศหนึ่งเช่นอาร์เจนตินา โปแลนด์ เกาหลี หรือสหรัฐ แต่ผู้สอนศาสนาไม่ได้รับเรียกไปยังสถานที่ ในทางกลับกันบุคคลนั้นได้รับเรียกให้รับใช้ ดังที่พระเจ้าทรงประกาศผ่านศาสดาพยากรณ์โจเซฟ สมิธในปี 1829 ว่า “หากเจ้ามีความปรารถนาจะรับใช้พระผู้เป็นเจ้า เจ้าก็ได้รับเรียกมายังงาน”2

    การเรียกให้รับใช้งานเผยแผ่และงานมอบหมายแต่ละครั้งหรือการเปลี่ยนงานมอบหมายในเวลาต่อมาเป็นผลสืบเนื่องจากการเปิดเผยผ่านผู้รับใช้ของพระเจ้า การเรียกให้มายังงานมาจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านประธานของศาสนจักร การมอบหมายไปสู่คณะเผยแผ่แห่งหนึ่งจาก 400 กว่าแห่งทั่วโลกที่ยังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมาจากพระผู้เป็นเจ้าผ่านทางโควรัมอัครสาวกสิบสองซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยได้รับมอบอำนาจจากศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่ของพระเจ้า ของประทานทางวิญญาณแห่งการพยากรณ์และการเปิดเผยมีอิทธิพลต่อการเรียกให้รับใช้งานเผยแผ่และงานมอบหมาย

    หลักคำสอนและพันธสัญญาภาคที่ 80 เป็นบันทึกของการเรียกให้รับใช้งานเผยแผ่จากโจเซฟ สมิธถึงสตีเฟน เบอร์เนตต์ในปี 1832 การศึกษาการเรียกบราเดอร์เบอร์เนตต์ครั้งนี้สามารถช่วยให้เรา (1) เข้าใจมากขึ้นถึงความแตกต่างระหว่างการ “ได้รับเรียกมายังงาน” ในฐานะผู้สอนศาสนากับการ “ได้รับมอบหมายให้ทำงาน” ในสถานที่เฉพาะ (2) ชื่นชมอย่างเต็มที่ถึงความรับผิดชอบส่วนตัวและที่ได้รับจากเบื้องบนให้ประกาศพระกิตติคุณ

    ข้อ 1 ของภาคนี้เป็นการเรียกให้รับใช้ “ตามจริงแล้ว, พระเจ้าตรัสดังนี้กับเจ้าผู้รับใช้ของเรา สตีเฟน เบอร์เนตต์ : เจ้าจงไป, เจ้าจงไปในโลกและสั่งสอนพระกิตติคุณแก่ชาวโลกทั้งปวงที่ได้ยินเสียงเจ้า”3

    เป็นที่น่าสนใจว่าใน ข้อ 2 แจ้งบราเดอร์เบอร์เนตต์ถึงคู่ผู้สอนศาสนาที่ได้รับมอบหมายของเขา “และตราบเท่าที่เจ้าปรารถนาเพื่อนร่วมงาน, เราจะให้ผู้รับใช้ของเรา อีเดน สมิธ แก่เจ้า”4

    ข้อ 3 ระบุว่าผู้สอนศาสนาสองคนนี้จะทำงานที่ใด “ดังนั้น, เจ้าจงไปสั่งสอนกิตติคุณของเรา, ไม่ว่าไปเหนือหรือไปใต้, ไปตะวันออกหรือไปตะวันตก, ก็หาสำคัญไม่, เพราะเจ้าไม่อาจผิดพลาดได้”5

    ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าวลี “ก็หาสำคัญไม่” ที่พระเจ้าทรงใช้ในพระคัมภีร์ข้อนี้เพื่อแนะนำว่าพระองค์ไม่สนพระทัยว่าผู้รับใช้ของพระองค์ทำงานที่ใด อันที่จริง พระองค์สนพระทัยอย่างยิ่ง แต่เพราะงานสั่งสอนพระกิตติคุณเป็นงานของพระเจ้า พระองค์ทรงดลใจ นำทาง และกำกับดูแลผู้รับใช้ที่ได้รับมอบอำนาจจากพระองค์ เมื่อผู้สอนศาสนาพยายามทำตนให้มีค่าควรอยู่เสมอและเป็นเครื่องมือที่มีสมรรถภาพในพระหัตถ์ของพระองค์และทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เมื่อนั้นพวกเขา “ไม่อาจผิดพลาดได้”—ไม่ว่าจะรับใช้ที่ใดด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ บางทีบทเรียนหนึ่งที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงสอนเราในการเปิดเผยนี้คือ งานมอบหมายให้รับใช้ในสถานที่เจาะจงนั้นเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น แต่รองมาจากการเรียกมายังงาน

    ข้อต่อไปเน้นถึงคุณสมบัติสำคัญของผู้สอนศาสนาทุกคน “ฉะนั้น, จงประกาศเรื่องซึ่งเจ้า ได้ยิน, และ เชื่อ อย่างแท้จริง, และ รู้ว่าเป็นความจริง6

    ข้อสุดท้ายเตือนบราเดอร์เบอร์เนตต์และเราทุกคนว่าโดยแท้แล้วการเรียกให้รับใช้มาจากใคร “ดูเถิด, นี่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงเรียกเจ้า, พระผู้ไถ่ของเจ้า, แม้พระเยซูคริสต์. เอเมน”7

    ชนะความเข้าใจผิด

    บางท่านอาจถามตนเองว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงเลือกสนทนาในภาคฐานะปุโรหิตของการประชุมใหญ่ถึงความแตกต่างที่ดูเหมือนจะชัดเจนระหว่างการได้รับเรียกมายังงานกับการได้รับมอบหมายให้ทำงาน ข้าพเจ้าขอตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า ประสบการณ์สอนข้าพเจ้าว่าสมาชิกหลายคนของศาสนจักรไม่เข้าใจหลักธรรมข้อนี้ดี

    เหตุผลสำคัญข้อเดียวในการพูดถึงเรื่องนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าค่อยๆ เรียนรู้ถึงความวิตกกังวล แม้กระทั่งความรู้สึกผิดของผู้สอนศาสนาหลายคนซึ่งมีเหตุผลให้ต้องเปลี่ยนงานมอบหมายไปยังสนามทำงานที่แตกต่างจากเดิมในช่วงเวลาที่พวกเขากำลังรับใช้ การเปลี่ยนงานมอบหมายเช่นนี้บางครั้งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ เช่นอุบัติเหตุทางร่างกายและการบาดเจ็บ การได้รับวีซ่าช้าหรือมีปัญหาในการได้รับวีซ่า การเมืองไม่มีเสถียรภาพ การสร้างและการจัดกำลังคนในคณะเผยแผ่ใหม่ หรือเพราะความต้องการที่ค่อยๆ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในโลกของการทำงานเผยแผ่พระกิตติคุณ8

    เมื่อผู้สอนศาสนาเปลี่ยนแปลงงานมอบหมายไปยังสนามทำงานที่ต่างไป กระบวนการคัดเลือกจึงเป็นเช่นเดียวกับงานมอบหมายแรก สมาชิกโควรัมอัครสาวกสิบสองแสวงหาการดลใจและการนำทางในการเปลี่ยนแปลงงานมอบหมายทั้งหมดนั้น

    เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าพูดกับชายที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งผู้แบ่งปันความรู้สึกที่ฝังใจเขาอยู่ลึกๆ ในการประชุมข้าพเจ้าเพิ่งอธิบายความแตกต่างระหว่างการได้รับเรียกมายังงานกับการได้รับมอบหมายให้ทำงาน บราเดอร์ที่แสนดีท่านนี้น้ำตาคลอพลางจับมือข้าพเจ้าแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่ท่านช่วยให้ผมเรียนรู้ในวันนี้ยกภาระที่ผมแบกมานาน 30 กว่าปี สมัยเป็นผู้สอนศาสนาหนุ่ม ในตอนแรกผมได้รับมอบหมายไปสนามทำงานในอเมริกาใต้ แต่ผมขอวีซ่าไม่ได้ดังนั้นงานมอบหมายของผมเปลี่ยนไปที่สหรัฐ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมสงสัยว่าทำไมผมไม่สามารถรับใช้ในสถานที่ซึ่งผมได้รับเรียกให้ไป ตอนนี้ผมรู้ว่าผมได้รับเรียกมายังงานไม่ใช่สถานที่ ผมบอกไม่ถูกว่าความเข้าใจนี้ช่วยผมได้มากเพียงไร”

    ข้าพเจ้าปวดใจแทนชายที่แสนดีคนนี้ ขณะข้าพเจ้าสอนหลักธรรมพื้นฐานเหล่านี้ไปทั่วโลก มีคนนับไม่ถ้วนมาพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับข้าพเจ้าถึงความรู้สึกเดียวกันกับชายที่ข้าพเจ้าเพิ่งพูดถึง วันนี้ที่ข้าพเจ้าพูดหัวข้อนี้เพราะจะต้องไม่มีสมาชิกแม้แต่คนเดียวของศาสนจักรนี้ควรแบกภาระที่ไม่จำเป็นของความเข้าใจผิด ความไม่มั่นใจ ความขมขื่น หรือความผิดเกี่ยวกับงานมอบหมายให้ทำงาน

    “ดังนั้น, เจ้าจงไปสั่งสอนกิตติคุณของเรา, ไม่ว่าไปเหนือหรือไปใต้, ไปตะวันออกหรือไปตะวันตก, ก็หาสำคัญไม่, เพราะเจ้าไม่อาจผิดพลาดได้”9 เมื่อท่านไตร่ตรองถ้อยคำในพระคัมภีร์นี้และเปิดใจ ข้าพเจ้าหวังและสวดอ้อนวอนว่าท่านจะอัญเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้นำความเข้าใจ การเยียวยา และการฟื้นฟูที่ท่านต้องการเข้าไปสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณท่าน

    เหตุผลอีกข้อหนึ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องสนทนาหัวข้อนี้เพราะประสบการณ์ส่วนตัวในการมอบหมายผู้สอนศาสนามาตลอดหลายปี สำหรับอัครสาวกสิบสองไม่มีสิ่งใดยืนยันความเป็นจริงของการเปิดเผยยุคสุดท้ายอย่างต่อเนื่องและทรงพลังกว่าการแสวงหาการเล็งเห็นพระประสงค์ของพระเจ้าขณะที่เราพยายามทำความรับผิดชอบในการมอบหมายผู้สอนศาสนาไปยังสนามทำงานของพวกเขา ข้าพเจ้าเป็นพยานว่าพระผู้ช่วยให้รอดทรงทราบและเอาพระทัยใส่เราทุกคน “ทีละคน” และทีละชื่อ

    การเตรียมรับการเรียกมายังงาน

    ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะสนทนาพอสังเขปถึงมุมมองพื้นฐานของการเตรียมรับการเรียกมายังงานซึ่งมักจะถูกมองข้าม

    คำสามคำที่สัมพันธ์กันอธิบายแบบแผนของการเตรียมและความก้าวหน้าของบุตรธิดาพระผู้เป็นเจ้าได้แก่ ฐานะปุโรหิต พระวิหาร งานเผยแผ่ บางครั้งในฐานะที่เป็นบิดามารดา มิตรสหาย และสมาชิกศาสนจักร เรามุ่งเน้นการเตรียมให้เยาวชนชายเป็นผู้สอนศาสนามากเกินไปจนเราหลงลืมขั้นตอนสำคัญบางอย่างที่ควบคู่ไปกับหนทางแห่งพันธสัญญาซึ่งต้องทำให้สำเร็จก่อนการเริ่มรับใช้เป็นผู้สอนศาสนาเต็มเวลา แน่นอนว่าการทำงานเป็นผู้สอนศาสนาเป็นขั้นตอนสำคัญแต่ไม่ใช่ขั้นตอนเดียวในกระบวนการสร้างพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการเติบโตทางวิญญาณและการรับใช้ตลอดชีวิต พรฐานะปุโรหิตและพรพระวิหารซึ่งเกิดขึ้นก่อนมาถึงสนามทำงานที่มอบหมาย ยังจำเป็นในการเสริมสร้างและปกป้องเราทางวิญญาณไปตลอดชีวิตเช่นกัน

    เยาวชนชายทั้งหลาย ขณะที่ท่านทำหน้าที่ฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนหรือฐานะปุโรหิตระดับต่ำกว่าให้เกิดสัมฤทธิผล ท่านกำลังเตรียมตัวรับและขยายคำปฏิญาณและพันธสัญญาของฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดคหรือฐานะปุโรหิตระดับสูงกว่า10 ความมีค่าควรส่วนตัวเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดเพียงข้อเดียวสำหรับการได้รับฐานะปุโรหิตระดับสูงกว่า การรับใช้ด้วยฐานะปุโรหิตตลอดชีวิตรอท่านอยู่เบื้องหน้า จงเตรียมตั้งแต่บัดนี้โดยรับใช้อย่างมีความหมายเป็นประจำ เรียนรู้ที่จะรักและดำรงความมีค่าควร จงมีค่าควร จงมีค่าควรต่อไป

    หลังจากได้รับฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดคและการเรียกให้รับใช้ ชายหนุ่มสามารถได้รับอำนาจคุ้มครอง11 ผ่านพันธสัญญาและศาสนพิธีของพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ การไปพระวิหารและการมีจุดมุ่งหมายในพระวิหารทำให้เกิดการรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะผู้สอนศาสนาเต็มเวลา ความมีค่าควรส่วนตัวเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดเพียงข้อเดียวสำหรับการได้รับพรพระวิหารสำหรับชายหนุ่มและสมาชิกศาสนจักรทุกคน เมื่อท่านดำเนินชีวิตตามมาตรฐานพระกิตติคุณท่านสามารถเข้าพระนิเวศน์ของพระเจ้าและมีส่วนร่วมในศาสนพิธีศักดิ์สิทธิ์ตลอดชีวิตวัยรุ่นของท่าน ความรักและความเข้าใจของท่านเกี่ยวกับศาสนพิธีพระวิหารจะเสริมสร้างและเป็นพรแก่ท่านไปตลอดชีวิต ขอให้เรียนรู้ที่จะรักความมีค่าควรและมีค่าควรต่อไป จงมีค่าควร จงมีค่าควรต่อไป

    เยาวชนชายหญิงหลายคนถือใบรับรองพระวิหารจำกัดการใช้ที่เป็นปัจจุบันอยู่แล้ว ในฐานะผู้ดำรงฐานะปุโรหิตแห่งอาโรน ท่านต้องค้นหารายชื่อของครอบครัวท่านเอง ประกอบพิธีบัพติศมาและการยืนยันแทนสมาชิกครอบครัวท่านในพระวิหาร การมีใบรับรองพระวิหารแสดงให้เห็นความมีค่าควรของท่านและการรับใช้ผู้อื่นในพระวิหารเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมรับฐานะปุโรหิตแห่งเมลคีเซเดค

    เยาวชนชายทั้งหลาย เวลานี้พวกท่านแต่ละคนเป็นผู้สอนศาสนา ทุกคนที่อยู่รอบข้างท่านทุกวันนี้เป็นเพื่อนและเพื่อนบ้าน “ผู้ที่ถูกกันไว้จากความจริงเพราะพวกเขาหารู้ไม่ว่าจะพบได้จากที่ใด”12 เมื่อท่านได้รับการนำทางจากพระวิญญาณท่านสามารถแบ่งปันข้อคิด คำเชื้อเชิญ ข้อความหรือทวีตที่จะแนะนำความจริงของพระกิตติคุณที่ได้รับการฟื้นฟูให้เพื่อนของท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องรอและไม่ควรรอการเรียกอย่างเป็นทางการที่จะทุ่มเทในงานเผยแผ่ศาสนา

    ขณะที่พรฐานะปุโรหิต พรพระวิหาร และพรจากงานเผยแผ่มา “รวมทุกสิ่ง … อยู่ในพระคริสต์”13 และมีผลส่งเสริมกันในจิตใจ ความคิดและจิตวิญญาณของผู้สอนศาสนาหนุ่ม เขาจะมีค่าสมกับงาน14ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากพระเจ้าพระเยซูคริสต์ให้เกิดสัมฤทธิผล ศักยภาพทางวิญญาณที่เชื่อมโยงกันอันเกิดจากการให้เกียรติฐานะปุโรหิตและพันธสัญญาพระวิหาร การได้รับ “พลังอำนาจของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า”15 ผ่านศาสนพิธีฐานะปุโรหิต16 การรับใช้อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และการประกาศพระกิตติคุณอันเป็นนิจแก่บุตรธิดาของพระผู้เป็นเจ้าจะช่วยให้เยาวชนชาย “มั่นคงและแน่วแน่ในความเชื่อ”17 และ “หยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นใน [พระคริสต์]”18

    ในบ้านและที่โบสถ์ เราควรเน้นอย่างสมดุลถึงองค์ประกอบทั้งสามในแบบแผนของพระเจ้าเกี่ยวกับการเตรียมตัวและความก้าวหน้าของบุตรผู้ซื่อสัตย์ของพระผู้เป็นเจ้าได้แก่ ฐานะปุโรหิต พระวิหาร งานเผยแผ่ ทั้งสามสิ่งนี้เรียกร้องให้เรารักการมีและยังคงมีค่าควร จงมีค่าควร มีค่าควรต่อไป

    คำสัญญาและประจักษ์พยาน

    พี่น้องที่รัก ข้าพเจ้าสัญญาว่าของประทานทางวิญญาณแห่งการเปิดเผยจะมีอิทธิพลต่อการเรียกท่านมายังงานแห่งการประกาศพระกิตติคุณและงานมอบหมายสู่สนามที่เจาะจงหรือสนามทำงานของท่าน ขณะที่ท่านเตรียมตัวอย่างพากเพียรในเวลานี้ผ่านการรับใช้ด้วยฐานะปุโรหิตและการรับใช้ในพระวิหารโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทั้งหมดนี้จะเสริมสร้างพยานของท่านถึงความเป็นจริงในการดำรงอยู่ของพระเจ้า ใจท่านจะเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อพระองค์และงานของพระองค์ เมื่อท่านเรียนรู้ที่จะรักความมีค่าควรท่านจะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในพระหัตถ์ของพระเจ้าในการเป็นพรและรับใช้ผู้คนจำนวนมาก

    ข้าพเจ้าเป็นพยานด้วยความปีติยินดีว่าพระบิดาบนสวรรค์และพระบุตรผู้เป็นที่รักของพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์ การมีส่วนร่วมในการรับใช้เป็นพรประเสริฐที่สุดของเรา ข้าพเจ้าเป็นพยานในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าพระเยซูคริสต์ เอเมน