2010–2019
การกลับคืนสู่ศรัทธา
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

การกลับคืนสู่ศรัทธา

เราทุกคนสามารถทำให้ศรัทธาของเราในพระเยซูคริสต์เข้มแข็งขึ้นในการเดินทางของเราแต่ละคนและค้นพบปีติ

ในเช้าอีสเตอร์นี้ ประธานมอนสันคะ เราสำนึกคุณอย่างยิ่งที่ได้ยินเสียงของศาสดาพยากรณ์ที่มีชีวิตอยู่ของเรา เราเห็นคุณค่าในคำพูดรวมถึงคำแนะนำของท่าน “พบปีติในการเดินทาง”1 และ “อนาคตสดใสเท่าศรัทธาของท่าน”2

ปีนี้เด็กปฐมวัยแบ่งปันปีติและความเข้มแข็งของศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระเยซูคริสต์เมื่อพวกเขาร้องเพลง “ฉันรู้พระผู้ช่วยทรงรักฉัน” พวกเขาขับร้องความจริง “ พระทรงพระชนม์! ... มอบใจนี้แด่พระองค์”3 เช่นเดียวกับเด็กปฐมวัย เราทุกคนสามารถทำให้ศรัทธาของเราในพระเยซูคริสต์เข้มแข็งขึ้นในการเดินทางของเราแต่ละคนและค้นพบปีติ

เมื่อไม่นานมานี้ในการประชุมสมาคมสงเคราะห์วันอาทิตย์ ดิฉันได้ฟังคุณแม่วัยสาวคนหนึ่งแบ่งปันส่วนหนึ่งของเส้นทางการเปลี่ยนใจเลื่อมใสของเธอ เธอเติบโตในศาสนจักร พร้อมด้วยบิดามารดาผู้สอนพระกิตติคุณให้เธอ เธอเข้าร่วมชั้นเรียนปฐมวัย เยาวชนหญิง และเซมินารี เธอชอบเรียนรู้และค้นหาความจริง คำถามที่เธอมักจะสนใจใคร่รู้คือ ทำไม สิ่งต่างๆ จึงเกิดขึ้น เอ็ลเดอร์รัสเซลล์ เอ็ม. เนลสัน กล่าวว่า “ พระเจ้าทรงสามารถสอนผู้ที่มีจิตใจใฝ่รู้เท่านั้น”4 และสตรีวัยสาวคนนี้เป็นผู้ที่สอนง่าย

หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เธอศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้รับการผนึกในพระวิหารกับอดีตผู้สอนศาสนาและได้รับพรโดยมีลูกๆ ที่น่ารัก

ด้วยเจตนารมณ์ของความใฝ่รู้ คุณแม่คนนี้ยังคงถามคำถาม แต่ในเมื่อคำถามนั้นเริ่มยากขึ้น คำตอบก็ยากขึ้นเช่นกัน และบางครั้งไม่มีคำตอบ —หรือไม่มีคำตอบที่ทำให้ใจเธอสงบ ในที่สุด ขณะที่เธอพยายามหาคำตอบ มีคำถามมากขึ้นทุกที และเธอเริ่มสงสัยรากฐานบางอย่างของศรัทธาที่เธอมี

ระหว่างช่วงเวลาของความสับสนนี้ มีบางคนที่อยู่รอบข้างเธอกล่าวว่า “ แค่พึ่งพาศรัทธาของฉัน” แต่เธอคิด “ฉันทำไม่ได้ คุณไม่เข้าใจ; คุณไม่ได้เผชิญปัญหาเหล่านี้” เธออธิบาย “ ดิฉันเต็มใจที่จะไม่โต้เถียงกับคนที่ไม่มีข้อสงสัย ถ้าพวกเขาเต็มใจจะทำอย่างนั้นเช่นกัน” และหลายคนทำเช่นนั้น

เธอกล่าวว่า “คุณพ่อคุณแม่ทราบว่าดิฉันรู้สึกอย่างไร และไม่ก้าวก่าย พวกท่านเลือกที่จะรักดิฉันขณะดิฉันพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง” เช่นเดียวกับอธิการของคุณแม่คนนี้ที่มักจะพบปะสนทนากับเธอและพูดถึงความเชื่อมั่นที่เขามีต่อเธอ

สมาชิกในวอร์ดไม่ลังเลที่จะมอบความรักให้เธอเช่นกัน และเธอรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง วอร์ดของเธอไม่ใช่สถานที่สำหรับคนสมบูรณ์แบบ แต่เป็นสถานที่ของการบำรุงเลี้ยง

“น่าสนใจทีเดียว” เธอจำได้ “ในช่วงเวลานี้ ดิฉันรู้สึกถึงความสัมพันธ์แนบแน่นกับคุณตาคุณยายที่ล่วงลับไปแล้ว พวกท่านกำลังสนับสนุนดิฉันและกระตุ้นให้ดิฉันพยายามต่อไป ดิฉันรู้สึกเหมือนพวกท่านกำลังบอกว่า ‘จงจดจ่ออยู่กับสิ่งที่หลานรู้’

ทั้งที่มีระบบสนับสนุนมากมาย แต่เธอกลับแข็งขันน้อยลง เธอกล่าวว่า “ดิฉันไม่ได้แยกตนเองจากศาสนจักรเพราะมีพฤติกรรมเสียหาย ไม่ใส่ใจเรื่องทางวิญญาณ มองหาข้อแก้ตัวที่จะไม่ดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติ หรือหาทางออกด้วยวิธีง่ายๆ ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันต้องการคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ‘สิ่งที่ดิฉันเชื่อจริงๆ คืออะไร’”

ในช่วงเวลาดังกล่าวเธออ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นงานเขียนของแม่ชีเทเรซา ซึ่งแบ่งปันความรู้สึกคล้ายคลึงกัน ในจดหมายฉบับหนึ่งของปี 1953 แม่ชีเทเรซาเขียนว่า “โปรดสวดอ้อนวอนเป็นพิเศษให้ฉันด้วย เพื่อฉันจะไม่ทำลายงานของพระองค์ และเพื่อพระเจ้าของเราจะทรงแสดงพระองค์— เพราะมีความมืดน่ากลัวอยู่ในตัวฉัน ราวกับว่าทุกสิ่งตายไปแล้ว เป็นเช่นนี้ไม่มากก็น้อยนับตั้งแต่ฉันเริ่ม ‘งาน’ ทูลขอพระเจ้าของเราให้ประทานความกล้าหาญแก่ฉัน”

สมเด็จพระสันตะปาปาเปริเยร์ตอบว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงนำทางท่าน คุณแม่ที่รัก ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดมนดังที่ท่านคิด ทางที่เดินตามอาจไม่ชัดเจนโดยฉับพลันทันทีเสมอไป ขอให้ท่านสวดอ้อนวอนทูลขอแสงสว่าง อย่าตัดสินใจเร็วเกินไป จงฟังสิ่งที่คนอื่นพูด พิจารณาเหตุผลของพวกเขา ท่านจะพบบางสิ่งซึ่งช่วยท่านเสมอ …ขอให้ท่านได้รับการนำทางด้วยศรัทธา การสวดอ้อนวอน และด้วยเหตุผลกับความตั้งใจที่ถูกต้อง ซึ่งท่านมีเพียงพอ”5

เพื่อนของดิฉันคิดว่าถ้าแม่ชีเทเรซาดำเนินชีวิตตามศาสนาของเธอได้โดยไม่มีคำตอบทั้งหมด และโดยไม่มีความรู้สึกชัดเจนในทุกเรื่อง เธออาจทำได้เช่นกัน เธอสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างเรียบง่ายด้วยศรัทธา—จากนั้นก้าวต่อไปอีกก้าวหนึ่ง เธอสามารถจดจ่ออยู่ที่ความจริงที่เธอเชื่อและปล่อยให้ความจริงเหล่านั้นเติมเต็มความคิดและใจเธอ

ขณะที่เธอนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เธอกล่าวว่า “ประจักษ์พยานของดิฉันกลายเป็นเหมือนกองเถ้าถ่าน มอดไหม้จนหมดสิ้น ทั้งหมดที่เหลืออยู่คือ พระเยซูคริสต์” เธอกล่าวต่อไป “แต่พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งคุณเมื่อคุณมีคำถาม เมื่อใครก็ตามพยายามรักษาพระบัญญัติ ประตูจะเปิดกว้าง การสวดอ้อนวอนและการศึกษาพระคัมภีร์สำคัญอย่างยิ่ง”

ก้าวแรกของเธอที่จะสร้างศรัทธาของเธออีกครั้งคือการเริ่มต้นด้วยความจริงพื้นฐานของพระกิตติคุณ เธอซื้อหนังสือเพลงปฐมวัยและเริ่มอ่านคำร้อง ถ้อยคำเหล่านั้นมีคุณค่าต่อเธอ เธอสวดอ้อนวอนทูลขอศรัทธาที่จะยกความหนักอึ้งที่เธอรู้สึก

เธอเรียนรู้ว่าเมื่อเธอเผชิญกับข้อความที่ทำให้เธอสงสัย เธอ “สามารถหยุด แล้วมองไปที่ภาพรวม และไตร่ตรองว่าพระกิตติคุณมีผลกับชีวิตเธออย่างไร” เธอกล่าว “ดิฉันจะถามว่า ‘นี่เป็นทางที่ถูกต้องสำหรับฉันและครอบครัวฉันใช่ไหม’ บางครั้งดิฉันจะถามตนเอง ‘ฉันต้องการอะไรสำหรับลูกๆ ของฉัน’ ดิฉันตระหนักว่าดิฉันต้องการให้พวกเขาแต่งงานในพระวิหาร นั่นเป็นเวลาที่ความเชื่อกลับมาที่ใจดิฉัน”

เอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์. ฮอลแลนด์ กล่าวว่า “ความอ่อนน้อมถ่อมตน ศรัทธา และอิทธิพลของพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ [จะ] เป็นองค์ประกอบของ ทุก คำถามสำหรับความจริงเสมอ”6

ถึงแม้เธอมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นมาของพระคัมภีร์มอรมอน แต่เธอไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่เธอรู้ในพระคัมภีร์มอรมอน เธอมุ่งไปที่การศึกษาพันธสัญญาใหม่เพื่อจะเข้าใจพระผู้ช่วยให้รอดได้ดีขึ้น “แต่ท้ายที่สุด” เธอกล่าว “ดิฉันพบว่าตนเองกลับไปอ่านพระคัมภีร์มอรมอนเพราะดิฉันรักสิ่งที่ดิฉันรู้สึกเมื่อกำลังอ่านเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และการชดใช้ของพระองค์”

เธอสรุปว่า “คุณต้องมีประสบการณ์ทางวิญญาณกับความจริงในหนังสือเล่มนั้นด้วยตนเอง” และเธอกำลังได้รับ เธออธิบายว่า “ดิฉันอ่านโมไซยาห์และรู้สึกได้รับการนำทางอย่างสมบูรณ์ ‘จงเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า; จงเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่, และว่าพระองค์ทรงสร้างสิ่งทั้งปวง… ; จงเชื่อว่าพระองค์ทรงมีปรีชาญาณทั้งหมด, และเดชานุภาพทั้งหมด, ทั้งในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลก; จงเชื่อว่ามนุษย์ไม่เข้าใจทุกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเข้าพระทัยได้7

ช่วงเวลานี้ มีการเรียกให้รับใช้เป็นผู้เล่นเปียโนของปฐมวัย “นับเป็นสิ่งที่ดี” เธอกล่าว “ดิฉันอยากให้ลูกๆ ของดิฉันอยู่ในปฐมวัยและตอนนี้ดิฉันได้อยู่กับพวกเขา ดิฉันยังไม่พร้อมที่จะสอน” ขณะที่เธอรับใช้ เธอยังคงรู้สึกถึงการเชื้อเชิญจากผู้คนรอบข้าง “ มาเถิด เราต้องการคุณไม่ว่าความเข้มแข็งทางวิญญาณของคุณจะอยู่ระดับใด เราจะพบคุณที่นั่น จงให้เราในสิ่งที่คุณทำได้”

ขณะเล่นเพลงปฐมวัย เธอมักจะนึกในใจว่า “นี่คือความจริงที่ฉันรัก ฉันยังคงแสดงประจักษ์พยาน ฉันจะพูดสิ่งที่ฉันรู้และวางใจ อาจไม่ใช่การให้ความรู้ที่สมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นการให้ของฉัน สิ่งที่ฉันมุ่งหมายขยายขึ้นในตัวฉัน เป็นความสวยงามที่จะกลับไปสู่แก่นแท้ของพระกิตติคุณและสัมผัสความชัดเจน”

เช้าวันอาทิตย์วันนั้น ขณะที่ดิฉันฟังสตรีวัยสาวคนนี้แบ่งปันเรื่องราวการเดินทางของเธอ ดิฉันได้รับการเตือนว่า “บนศิลาของพระผู้ไถ่ของเรา” ที่เราทั้งปวงต้องสร้างรากฐาน8 และดิฉันยังระลึกถึงคำแนะนำของเอ็ลเดอร์เจฟฟรีย์ อาร์ ฮอลแลนด์ “จงยึดมั่นในสิ่งที่ท่านรู้แล้วและยืนอย่างมั่นคงจนความรู้ที่เพิ่มเติมมาถึง”9

ในระหว่างบทเรียนของเธอ ดิฉันตระหนักอย่างแรงกล้ามากขึ้นว่าคำตอบต่อคำถามที่จริงใจของเรามาถึงเมื่อเราแสวงหาอย่างจริงจังและเมื่อเราดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติ ดิฉันระลึกว่าศรัทธาของเราสามารถไปได้ไกลเกินกว่าข้อจำกัดของเหตุผลในปัจจุบัน

และดิฉันต้องการเป็นเหมือนคนเหล่านั้นที่อยู่รอบข้างคุณแม่วัยสาวผู้นี้ ผู้ซึ่งรักและสนับสนุนเธอ ดังที่ประธานดีเทอร์ เอฟ. อุคท์ดอร์ฟ กล่าว “เราทุกคนเป็นนักเดินทางผู้แสวงหาความสว่างจากพระผู้เป็นเจ้าขณะเดินทางบนวิถีของการเป็นสานุศิษย์ เราไม่ประณามผู้อื่นเพราะปริมาณแสงสว่างที่พวกเขาอาจมีหรือไม่มี แต่เราบำรุงเลี้ยงและสนับสนุนแสงสว่างทั้งปวงจนกระจ่าง สดใส และมั่นคง”10

เมื่อเด็กปฐมวัยร้องเพลง “การสวดอ้อนวอนของเด็กๆ” พวกเขาถามว่า “พระบิดาสวรรค์ ทรงอยู่ที่นั่นไหม และทรงได้ยินและตอบคำสวดของเด็กเด็กไหม”11

เราอาจสงสัยเช่นกันว่า “พระบิดาบนสวรรค์ทรงอยู่ที่นั่นจริงไหม” เพียงเพื่อจะยินดี—ดังที่เพื่อนของดิฉันทำ—เมื่อคำตอบมาถึงในความเชื่อมั่นที่สงบและเรียบง่าย ดิฉันเป็นพยานว่าความเชื่อมั่นที่เรียบง่ายเหล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อพระประสงค์ของพระองค์เป็นความประสงค์ของเรา ดิฉันเป็นพยานว่าความจริงดังกล่าวอยู่บนแผ่นดินโลกในทุกวันนี้และพระกิตติคุณของพระองค์มีอยู่ในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ในพระนามของพระเยซูคริสต์ เอเมน