2010–2019
การเป็นคนจริงใจ
เชิงอรรถ

Hide Footnotes

พื้นหลัง

การเป็นคนจริงใจ

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าเราจะต่อต้านการล่อลวงให้ดึงความสนใจมาที่ตัวเราเอง และแทนที่ด้วยการแสวงหาเกียรติที่สูงกว่า: เป็นสานุศิษย์ที่อ่อนน้อมจริงใจของพระเยซูคริสต์

ปลายศตวรรษที่ 18 สมเด็จพระจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชแห่งรัสเซียประกาศว่าจะเสด็จเยือนจักรวรรดิตอนใต้ของพระนางพร้อมคณะทูตจากต่างประเทศ เกรกอรี โปเต็มกิ้นผู้ปกครองเขตนั้นต้องการทำให้ผู้มาเยือนเหล่านี้ประทับใจ เขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสดงให้เห็นผลสำเร็จของประเทศ

ในการเดินทางช่วงหนึ่ง แคทเธอรีนล่องเรือไปตามแม่น้ำนีเปอร์พลางชี้อย่างภาคภูมิใจให้คณะทูตดูหมู่บ้านที่เจริญรุ่งเรืองตามชายฝั่งซึ่งเต็มไปด้วยประชาชนที่ขยันขันแข็งและมีความสุข แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ฉากบังหน้า กล่าวกันว่าโปเต็มกิ้นใช้แผ่นกระดาษแข็งสร้างร้านรวงและบ้านหลอกๆ เหล่านั้น เขาถึงกับวางตัวชาวนาที่กำลังทำงานอย่างมีความสุขให้มาสร้างภาพเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูด้วย เมื่อคณะทูตหายลับไปตรงโค้งน้ำ คนของโปเต็มกิ้นจะเก็บหมู่บ้านปลอมเหล่านั้นแล้วรีบล่องเรือตามน้ำไปเตรียมจุดข้างหน้าที่แคทเธอรีนจะผ่านต่อไป

ถึงแม้นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่สงสัยความจริงของเรื่องดังกล่าว แต่คำว่า “หมู่บ้านโปเต็มกิ้น” ได้เข้าไปอยู่ในพจนานุกรมระดับโลก ปัจจุบันคำนี้หมายถึงการพยายามทำให้คนอื่นเชื่อว่าเราดีกว่าที่เป็นจริง

ใจเราอยู่ถูกที่หรือไม่

ธรรมชาติส่วนหนึ่งของมนุษย์คือต้องการให้ตัวเราดูดีที่สุด นี่คือสาเหตุที่พวกเราส่วนใหญ่ทุ่มเทให้กับตัวบ้านด้านนอกและนี่คือสาเหตุที่เยาวชนฐานะปุโรหิตแห่งอาโรนของเราหวีผมเรียบแปล้เพียงเพื่อไปพบคนพิเศษคนนั้น ไม่มีอะไรผิดถ้าจะขัดรองเท้าให้เงางาม ฉีดน้ำหอม หรือแม้แต่ซ่อนจานสกปรกก่อนผู้สอนประจำบ้านจะมาถึง แต่เมื่อถึงขีดสุดแล้วความปรารถนาจะสร้างความประทับใจสามารถเปลี่ยนจากประโยชน์เป็นหลอกลวงได้

ศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้าเคยเปล่งเสียงเตือนคนที่ “เข้ามาใกล้ [พระเจ้า] ด้วยปากของเขา และให้เกียรติ [พระองค์] ด้วยริมฝีปากของเขา แต่ใจของเขาห่างไกลจาก [พระองค์]”1

พระผู้ช่วยให้รอดเข้าพระทัยและทรงสงสารคนบาปผู้มีใจอ่อนน้อมและจริงใจ แต่พระองค์ทรงพระพิโรธอย่างชอบธรรมต่อคนหน้าซื่อใจคดอย่างพวกธรรมาจารย์ พวกฟาริสี และพวกสะดูสี—คนที่พยายามทำให้ภายนอกดูชอบธรรมเพื่อให้ได้คำสรรเสริญ อิทธิพล และความมั่งคั่งของโลก ขณะเดียวกันก็ข่มเหงผู้ที่พวกเขาควรเป็นพร พระผู้ช่วยให้รอดทรงเปรียบพวกเขากับ “อุโมงค์ฝังศพที่ฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงามแต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและทุกอย่างที่โสโครก”2

ในสมัยของเรา พระเจ้าทรงมีพระดำรัสคล้ายกันสำหรับผู้ดำรงฐานะปุโรหิตที่พยายาม “ปกปิดบาป [ของตน], หรือสนองความพอใจให้แก่ความจองหอง [ของตน], [หรือ] ความทะเยอทะยานอันถือดี [ของตน]” เมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น พระองค์ตรัสว่า “สวรรค์ย่อมถอนตัว; พระวิญญาณของพระเจ้าเศร้าโศก; และเมื่อถอนตัว, ย่อมเอเมนกับฐานะปุโรหิตหรือสิทธิอำนาจของชายผู้นั้น”3

เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เหตุใดบางครั้งเราจึงพยายามแข็งขัน รุ่งเรือง และอุทิศตนแต่ภายนอกทั้งที่ในใจเรา—ดังที่ผู้เปิดเผยกล่าวถึงชาวเอเฟซัส—เรา “ละทิ้งความรักครั้งแรก [ของเรา]”4

ในบางกรณี เราอาจเพียงเสียจุดมุ่งหมายในการเข้าถึงแก่นแท้ของพระกิตติคุณ เข้าใจผิดคิดว่า “รูปแบบของความเป็นเหมือนพระผู้เป็นเจ้า” เป็น “อำนาจในนั้น”5 นี่เป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อเรามุ่งแสดงการเป็นสานุศิษย์แต่ภายนอกเพื่อให้ผู้อื่นประทับใจและเพื่อตัวเราจะได้ประโยชน์หรือมีอิทธิพล ตอนนั้นนั่นเองที่เราเสี่ยงต่อการเข้าไปอยู่ในแดนฟาริสี และถึงเวลาแล้วที่ต้องสำรวจใจเราเพื่อแก้ไขวิถีของเราทันที

โปรแกรมโปเต็มกิ้น

การล่อลวงให้ภายนอกดูดีกว่าที่เราเป็นไม่เพียงพบในชีวิตส่วนตัวเราเท่านั้นแต่พบได้ในงานมอบหมายของศาสนจักรเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ข้าพเจ้าเคยได้ยินเรื่องของสเตคแห่งหนึ่งที่ผู้นำตั้งเป้าหมายเลิศลอยมากสำหรับปีนั้น ถึงแม้เป้าหมายทั้งหมดดูคุ้มค่า แต่พวกเขาเน้นที่คำประกาศเลิศหรูน่าประทับใจหรือไม่ก็ตัวเลขและเปอร์เซ็นต์

หลังจากสนทนาและตกลงเรื่องเป้าหมายเหล่านี้แล้ว บางอย่างเริ่มทำให้ประธานสเตคไม่สบายใจ เขานึกถึงสมาชิกในสเตค—เช่นมารดาสาวที่ลูกยังเล็กและเพิ่งเป็นหม้าย เขานึกถึงสมาชิกที่กำลังสงสัยหรือโดดเดี่ยวหรือมีปัญหากับสุขภาพรุนแรงและไม่มีประกัน เขานึกถึงสมาชิกที่กำลังรับมือกับชีวิตสมรสแตกสลาย การเสพติด การว่างงาน และความเจ็บป่วยทางจิต ยิ่งเขานึกถึงคนเหล่านั้นมากเท่าไร เขาก็ยิ่งถามตนเองด้วยคำถามที่ทำให้สำนึกว่า เป้าหมายใหม่ของเราจะส่งผลในชีวิตสมาชิกเหล่านี้หรือไม่

เขาเริ่มสงสัยว่าเป้าหมายของสเตคจะต่างออกไปอย่างไรถ้าพวกเขาถามก่อนว่า “อะไรคือการปฏิบัติศาสนกิจของเรา”

ประธานสเตคคนนี้จึงกลับไปหาสภาของเขา และพวกเขาเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย พวกเขาตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้ “คนหิวโหย, … คนขัดสน, …คนเปลือยเปล่า, … คนป่วยและคนทุกข์ยากผ่าน [พวกเขา] ไป, และหาเหลียวแลพวกเขาไม่”6

พวกเขาตั้งเป้าหมายใหม่ โดยยอมรับว่าความสำเร็จของเป้าหมายใหม่ เหล่านี้ อาจวัดไม่ได้เสมอไป อย่างน้อยมนุษย์ก็วัดไม่ได้—เพราะเราจะประเมินประจักษ์พยานส่วนตัว ความรักของพระผู้เป็นเจ้า หรือความสงสารผู้อื่นอย่างไร

แต่พวกเขารู้เช่นกันว่า “สิ่งต่างๆ มากมายที่ท่านวัดได้ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งต่างๆ มากมายที่ท่านวัดไม่ได้นั้นสำคัญทีเดียว”7

ข้าพเจ้าสงสัยว่าเป้าหมายองค์กรและเป้าหมายส่วนตัวของเราบางครั้งมีค่าเท่ากับหมู่บ้านโปเต็มกิ้นหรือไม่ ดูเผินๆ แล้วน่าประทับใจแต่ไม่สนองความต้องการจริงๆ ของเพื่อนมนุษย์ที่รักของเราไหม

มิตรสหายและเพื่อนผู้ดำรงฐานะปุโรหิตทั้งหลาย ถ้าพระเยซูคริสต์ประทับกับเราและตรัสถามเกี่ยวกับการเป็นผู้พิทักษ์ของเรา ข้าพเจ้าแน่ใจว่าพระองค์จะไม่ทรงเน้นโปรแกรมและสถิติมากนัก สิ่งที่พระผู้ช่วยให้รอดทรงประสงค์จะรู้คือสภาพของใจเรา พระองค์ทรงประสงค์จะรู้ว่าเรารักและปฏิบัติศาสนกิจต่อคนที่เราดูแลอย่างไรว่าเราแสดงความรักต่อคู่ครองและครอบครัวของเราอย่างไร และเราแบ่งเบาภาระประจำวันของพวกเขาอย่างไร พระผู้ช่วยให้รอดทรงประสงค์จะรู้ว่าท่านและข้าพเจ้าใกล้ชิดพระองค์และพระบิดาบนสวรรค์ของเรามากขึ้นอย่างไร

เหตุใดเราจึงอยู่ที่นี่

การตรวจสอบใจเราอาจจะเป็นประโยชน์ ตัวอย่างเช่น เราอาจถามตนเองว่า เหตุใดเราจึงรับใช้ในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์

เราถามได้ว่าเหตุใดเราจึงอยู่ที่การประชุมวันนี้

ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าข้าพเจ้าตอบคำถามนั้นในระดับผิวเผิน ข้าพเจ้าอาจตอบว่าข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เพราะประธานมอนสันมอบหมายให้พูด

ข้าพเจ้าจึงไม่มีทางเลือกจริงๆ

นอกจากนี้ ภรรยาข้าพเจ้า ผู้ที่ข้าพเจ้ารักมาก ยังคาดหวังให้ข้าพเจ้าเข้าร่วมการประชุม ข้าพเจ้าจะปฏิเสธเธอได้อย่างไร

แต่เราทุกคนรู้ว่ามีเหตุผลดีกว่านั้นสำหรับการเข้าร่วมประชุมและการดำเนินชีวิตเป็นสานุศิษย์ที่อุทิศตนต่อพระเยซูคริสต์

ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เพราะปรารถนาจะติดตามพระอาจารย์พระเยซูคริสต์สุดหัวใจ ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำทั้งหมดที่พระองค์ทรงขอให้ทำในอุดมการณ์อันสำคัญยิ่งนี้ ข้าพเจ้าโหยหาการจรรโลงใจจากพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์และได้ยินสุรเสียงของพระผู้เป็นเจ้าขณะพระองค์ตรัสผ่านผู้รับใช้ที่ทรงแต่งตั้ง ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เพื่อเป็นคนดีขึ้น เพื่อรับการหนุนใจจากแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจของพี่น้องชายหญิงในพระคริสต์ และเรียนรู้วิธีปฏิบัติศาสนกิจต่อคนขัดสนให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น

สรุปคือ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่เพราะข้าพเจ้ารักพระบิดาบนสวรรค์และพระบุตรของพระองค์พระเยซูคริสต์

ข้าพเจ้าแน่ใจว่านี่คือเหตุผลของท่านเช่นกัน นี่คือสาเหตุที่เราเต็มใจเสียสละและไม่เพียงประกาศว่าจะติดตามพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น นี่คือสาเหตุที่เราดำรงฐานะปุโรหิตอันศักดิ์สิทธิ์อย่างสมเกียรติ

จากประกายไฟเป็นกองไฟ

ไม่ว่าประจักษ์พยานของท่านกำลังเติบโตดีหรือความแข็งขันของท่านในศาสนจักรจะใกล้เคียงกับหมู่บ้านโปเต็มกิ้นมากกว่า ข่าวดีคือท่านสามารถสร้างบนความเข้มแข็งที่ท่านมี ในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ท่านสามารถมีวุฒิภาวะทางวิญญาณและใกล้ชิดพระผู้ช่วยให้รอดมากขึ้นโดย ประยุกต์ใช้ หลักธรรมพระกิตติคุณ วันแล้ววันเล่า

ด้วยความอดทนและมานะบากบั่น แม้การกระทำเล็กน้อยที่สุดของการเป็นสานุศิษย์หรือถ่านไฟเล็กจิ๋วของความเชื่อก็สามารถกลายเป็นกองไฟลุกโชติช่วงของชีวิตที่อุทิศถวายได้ อันที่จริง ไฟกองใหญ่ที่สุดก็เริ่มจากจุดนั้น—คือ เป็นประกายไฟก่อน

ฉะนั้นถ้าท่านรู้สึกด้อยและอ่อนแอ โปรดจงมาหาพระคริสต์ผู้ทำให้สิ่งอ่อนแอเข้มแข็ง8 คนอ่อนแอที่สุดในพวกเราสามารถเข้มแข็งทางวิญญาณผ่านพระคุณของพระผู้เป็นเจ้าได้ เพราะพระผู้เป็นเจ้า “ไม่ทรงลำเอียง”9 พระองค์ทรงเป็น “พระเจ้าซื่อสัตย์ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคง ต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์และรักษาบัญญัติของพระองค์”10

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าถ้าพระผู้เป็นเจ้าทรงเอื้อมพระหัตถ์มาประคองผู้อพยพชาวเยอรมันที่ยากจนจากครอบครัวต้อยต่ำที่สุดในประเทศหลังสงครามห่างจากสำนักงานใหญ่ของศาสนจักรครึ่งโลกได้ พระองค์ย่อมทรงเอื้อมพระหัตถ์มาให้ท่านได้เช่นกัน

พี่น้องที่รักในพระคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งการสร้าง ผู้ประทานชีวิตให้จักรวาล ทรงมีเดชานุภาพประทานชีวิตให้ท่านแน่นอน พระองค์ทรงทำให้ท่านเป็นสัตภาวะแท้จริงทางวิญญาณของความสว่างและความจริงที่ท่านปรารถนาจะเป็นได้แน่นอน

สัญญาของพระผู้เป็นเจ้าจริงแท้แน่นอน เราจะได้รับการอภัยจากบาปและสะอาดจากการอธรรมทั้งสิ้น11 และถ้าเราน้อมรับและดำเนินชีวิตตามหลักธรรมแท้จริงในสภาวการณ์ส่วนตัวและในครอบครัวเราต่อไป ในที่สุดเราจะมาถึงจุดที่เรา “ไม่หิวหรือกระหายอีกเลย … เพราะว่าพระเมษโปดกผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้นจะทรงเลี้ยงดู [เรา] และจะทรงนำ [เรา] ไปยังน้ำพุแห่งชีวิต และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตา [ของเรา]”12

ศาสนจักรเป็นสถานที่เยียวยาไม่ใช่ที่หลบซ่อน

แต่นี่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราซ่อนอยู่หลังเปลือกนอกของตัวตน ศาสนา หรือองค์กร การเป็นสานุศิษย์จอมปลอมเช่นนั้นไม่เพียงทำให้เราไม่เห็นว่าตัวเราเป็นใครเท่านั้น แต่จะกีดกั้นเราจากการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงโดยผ่านปาฏิหาริย์ของการชดใช้ของพระผู้ช่วยให้รอดด้วย

ศาสนจักรไม่ใช่โชว์รูมรถยนต์—ไม่ใช่สถานที่โชว์ตัวให้คนอื่นได้ชื่นชมความเข้มแข็งทางวิญญาณ ความสามารถ หรือความรุ่งเรืองของเรา ศาสนจักรเหมือนศูนย์บริการมากกว่า ศูนย์ที่ยานพาหนะต้องรับการซ่อมแซม มาซ่อมบำรุงและซ่อมให้ดีเหมือนเดิม

เราทุกคนไม่ได้ต้องการซ่อมแซม ซ่อมบำรุง และซ่อมให้ดีเหมือนเดิมหรอกหรือ

เราไม่ได้มาโบสถ์เพื่อเก็บซ่อนปัญหาแต่มาเพื่อเยียวยาปัญหาของเรา

เราผู้ดำรงฐานะปุโรหิตมีความรับผิดชอบเพิ่มเติม นั่นคือ “เลี้ยงฝูงแกะของพระเจ้า … ไม่ใช่ด้วยความฝืนใจ แต่ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่ด้วยใจโลภในทรัพย์สิ่งของ แต่ด้วยใจกระตือรือร้น และไม่เป็นเหมือนผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มขี่ผู้ที่อยู่ในความดูแล แต่ให้เป็นแบบอย่างแก่ฝูงแกะนั้น”13

พี่น้องทั้งหลาย พึงจดจำว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”14

คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สามารถมากที่สุด และประสบความสำเร็จสูงสุดผู้เคยดำเนินบนโลกนี้เป็นคนอ่อนน้อมที่สุดเช่นกัน พระองค์ทรงปฏิบัติการรับใช้อันน่าประทับใจที่สุดในช่วงเวลาที่มีไม่กี่คนสังเกตเห็น พระองค์ผู้ทรงขอว่า “ไม่ให้บอกใคร” ว่าทรงทำอะไร15 เมื่อมีคนเรียกพระองค์ว่า “ผู้ประเสริฐ” พระองค์ทรงหันเหความสนใจทันทีโดยทรงยืนกรานว่าพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ประเสริฐอย่างแท้จริง16 เห็นได้ชัดว่าคำสรรเสริญของโลกไม่มีความหมายอะไรต่อพระองค์ จุดประสงค์เดียวของพระองค์คือรับใช้พระบิดาและ “ทำตามชอบพระทัยพระองค์เสมอ”17 เราจงทำตามแบบอย่างของพระอาจารย์

ขอให้เรารักเฉกเช่นพระองค์ทรงรัก

พี่น้องชาย นี่คือการเรียกอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ของเรา—คือเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ รักเฉกเช่นพระองค์ทรงรัก รับใช้เฉกเช่นพระองค์ทรงรับใช้ “ยกมือที่อ่อนแรง, และให้กำลังเข่าที่อ่อนล้า”18 “ดูแลคนจนและคนขัดสน”19 และ ดูแลหญิงหม้ายกับเด็กกำพร้า20

ข้าพเจ้าสวดอ้อนวอนว่าขณะที่เรารับใช้ในครอบครัวเรา โควรัม วอร์ด สเตค ชุมชน และประเทศชาติ เราจะต่อต้านการล่อลวงให้ดึงความสนใจมาที่ตัวเราเอง และแทนที่ด้วยการแสวงหาเกียรติที่สูงกว่า ขอให้เราเป็นสานุศิษย์ที่อ่อนน้อมจริงใจของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์ ขณะทำเช่นนั้นเราจะพบตัวเราเดินตามเส้นทางที่นำไปสู่ตัวตนที่ดีที่สุด จริงใจที่สุด และสง่างามที่สุดของเรา ข้าพเจ้าเป็นพยานถึงสิ่งนี้ในพระนามของพระอาจารย์ พระเยซูคริสต์ เอเมน